The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ?

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ: เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม?
(Introduction to  Buddhaphumi Philosophy : "Why is it  necessary for humans to practice Dharma?)
บทนำ เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ?

        การปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของชีวิตนั้น  เป็นภูมิปัญญาโบราณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในของหลายวัฒนธรรม หากแต่ในมิติของปรัชญาพุทธภูมิ การปฏิบัติมิใช่เพียงการทำสมาธิหรือสวดมนต์ตามพิธีกรรมภายนอก แต่เป็นกระบวนการขัดเกลาและพัฒนาตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงของจิตใจโดยเฉพาะ "พละ๕" คือ ศรัทธา ความเพียร  ความมีสติ  สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องดำเนินชีวิตซึ่งผลลัพธ์ ดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล แต่ยังส่งผลสะท้อน เชิงบวกไปจนถึงระดับสังคมอีกด้วย
 
     ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิที่ปรากฎในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและพระไตรปิฎกฉบับหลวง) ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมก่อนสมัยพุทธกาล และหลักฐานทางโบราณคดีทั่วอินเดีย  และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและประเทศอื่น ๆ  รวมถึงพยานวัตถุที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิอโศก ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔  แห่ง ล้วนให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ปฏิบัติธรรม   และบ่งชี้ว่าการปฏิบัติธรรมรูปแบบต่าง ๆ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณในอินเดีย  การปฏิบัติวิปัสสนาในพระพุทธศาสนาและการฝึกจิตในลัทธิเต๋าของจีน  ต่างก็มีมุ่งหมายเพื่อพัฒนาจิตใจและบรรลุสภาวะที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตมีประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้น 
      ชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ประกอบขึ้นด้วยปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ(รูปและนาม) ทว่าในกระแสโลกปัจจุบันมนุษย์มักถูกลดทอนคุณค่าและนิยามด้วยมูลค่าของทรัพย์สิน เงินทอง หรือสถานะทางสังคม ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จึงยัง "ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน(การรับรู้)" และมักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ "อคติส่วนตน"(อคติ๔) อันมีราเหง้าของความไม่รู้ (อวิชชา) ความโกรธ ความกลัว ความหลง สิ่งเหล่านี้บดบังทัศนะวิสัยทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมน (Darkness) ขาดสติปัญญา ที่จะแยกแยะ ระหว่าง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถสัจจะ" นำไปสู่การประพฤติผิดศีลธรรมและการละเมิดกฎหมาย กฎหมาย เช่น การทำร้ายเข่นฆ่า การลักทรัพย์ และการล่อลวงผู้อื่น ซึ่งกรรมอันเกิดจากเจตนาเหล่านี้ จะสั่งสมและผลักดันให้จิตวิญญาณต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

      เมื่อพิจารณาในบริบทของการพัฒนาองค์กรและสังคมยุคใหม่  ทั้วโลกต่างมุ่งเน้นการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี่และโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าการพัฒนาภายนอกเพียงอย่างเดียว กลับไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้ง อคติหรือการทุจริตคอร์รับชั่นทางในสังคมได้  หากปราศจากการพัฒนาศักยภาพในจิตใจ  ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเริ่มปฏิรูปสังคมและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ผ่านการแสดงธัมมจักกัปปวัตสูตร ทรงชี้ให้เห็นโทษของทางสุตโต่งสองสาย (กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมทานุโยค) คืออริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาจิตใจของมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากอคติ มีความอ่อนโยน และสามารถเกื้อกูลผู้อื่นได้อย่างจริงแท้


๒.คำถามวิจัยและความจำเป็นในการศึกษา
       จากความลุ่มลึกของหลักธรรมและสภาพปัญหาของมนุษย์ ที่มีข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนในการรับรู้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในปัจจุบันย่อมทำให้ผู้ศึกษาเกิด ความสงสัยใคร่รู้และตั้งคำถาม เชิงปรัชญาว่า : 

    ภายใต้ข้อจำกัดด้านอายตนะภายใน และอคติของมนุษย์เหตุใดการปฏิบัติธรรมแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ จึงจำเป็นสูงสุดในการพัฒนาศักยภาพชีวิต? และพระภิกษุสงฆ์ ในฐานะพระธรรมวิทยากร" จะสามารถประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ และสั่งสมสัญญาจากประสบการณ์จริง เพื่อขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพได้อย่างไร ? 

        เนื่องจากประเด็นดังกล่าว ยังขาดการประมวลองค์ความรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกที่เป็นระบบ แยกระหว่างความรู้ทางตำราและความรู้จากประสบการณ์สนามจริง ผู้เขียนจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการศึกษาค้นคว้าชิ้นนี้


๓.วัตถุประสงค์และระเบียบวิธีวิจัย

       บทความฉบับนี้ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความจำเป็นของการปฏิบัติธรรมและการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายได้แก่ : 
  •    พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   และพระไตรปิฎกฉบับหลวง
  •    คัมภีร์อรรถกถาและตำราธรรมศึกษา(ชั้นตรี โทและเอก)
  •    หลักฐานทางโบราณคดี พยานวัตถุ สมัยจักรพรรดิอโศกมหาราช ณ สังเวชนียสถาน  ๔ แห่ง
  •    บันทึกประวัติศาสตร์ของผู้แสวงบุญชาวจีน (เช่น พระถังซำจั่ง, พระฟาเหียน) 
นำข้อมูลทั้งหมดมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงตรรกะปรัชญา และระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อสกัดเอาคำตอบที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความเป็นจริง 


๔.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 
  •        ประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรและงานเผยแผ่ : ช่วยพัฒนาศักยภาพของพระภิกษุที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งทั้งในอินเดียและเนปาลให้มีกรอบเนื้อหาบรรยายที่เป็นเอกภาพ สามารถอธิบายทั้งพุทธประวัติ ประวัตือริยสาวกตลอดจนบริบททางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เพื่อตอบสนองความใคร่รู้ของผู้แสวงบุญได้อย่างลึกซึ้ง
  •         ประโยชน์เชิงวิชาการ :  กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและคัมภีร์ในบทความนี้  จะทำหน้าที่เป็นแนวทางเชิงระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นประโยชน์สำหรับนิสิตนักศึกษาปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนาและปรัชญา  ในการไปประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาเหตุผล เพื่อยืนยันความจริงขั้นที่สุด และสร้างกฎเกณฑ์ การตัดสินใจที่สมเหตุสมผล ปราศจากข้อกังขาในทางวิชาการสืบไป


          

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ