The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

บทนำสู่เรื่อง "ทำมนุษย์ยังจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ? ตามแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ

บทนำเรื่อง "มนุษย์ยังจำเป็นต้องปฏิบัติธรรมหรือไม่ ? มุมมองผ่านปรัชญาพุทธภูมิ
(Introduction to   "Is  It  Still  Necessary    for   practice the  Dhamma  ?   in the  Buddhaphumi Philosophy 
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา

    การปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลาและพัฒนาศักยภาพแห่งชีวิตนั้น นับเป็นภูมิปัญญาโบราณอันทรงคุณค่าที่สืบทอดผ่านกาลเวลากันในหลากหลายวัฒนธรรม ทว่าในมิติของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" การปฏิบัติธรรมมิใช่เพียงการประกอบพิธีกรรมภายนอกอย่างสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบชั่วครู่ หากแต่เป็นกระบวนการยกระดับจิตใจและพัฒนาตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงของจิตใจ
โดยมีเป้าหมายเพื่อการปลูกฝัง "พละ๕" (ศรัทธา ความเพียร  ความมีสติ สมาธิ และปัญญา) ให้เป็นหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต  ทั้งนี้หลักฐานทางคัมภีร์และพยานวัตถุโบราณคดีต่างยืนยันตรงกันว่าการฝึกฝนจิตใจเป็นกระบวนการที่มีอยู่จริง และได้รับการสืบทอดมาแต่โบราณ เพื่อยกระดับมนุษย์ไปสู่จิตใจสภาวะจิตใจที่สูงขึ้น
 
๒.ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน อคติและความสงสัยของมนุษย์ 

    มนุษย์ประกอบขึ้นด้วยรูปและนาม แต่ในชีวิตประจำวันมนุษย์กลับมี"ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน"(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ในการรับรู้ข้อเท็จจริง  เมื่อมนุษย์ได้ยิน รับฟังหรือผจญกับ เรื่องราวต่าง ๆการรับรู้ผ่านอายตนะภายในเหล่านั้น มักถูกบดบังและบิดเบือนด้วย"อคติ"(ความรัก/ความลำเอียง,ความโกรธ/ความเกลียด,ความกลัว,ความหลง/ความเขลา)  ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิที่ปรากฎในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและฉบับหลวง) ตลอดจนหลักฐานทางโบราณคดีที่กระจายตัวอยู่ในแถบอินเดีย  และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและดินแดนต่าง ๆ  โดยเฉพาะพยานวัตถุที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิอโศก ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔  แห่ง ล้วนยืนยันตรงกันว่า การฝึกฝนจิตใจและสถานที่ปฏิบัติธรรมมีอยู่จริงมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล  
 
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาในพระพุทธศาสนาหรือการฝึกจิตในลัทธิเต๋าของจีนต่างมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือการยกระดับจิตใจสู่สภาวะที่สูงขึ้น นำไปสู่ชีวิตที่มีประสิทธิภาพมีความสุขและเปี่ยมด้วยความสงบเย็น 

ชีวิตมนุษย์ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ประกอบขึ้นด้วยปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ(รูปและนาม)ทว่าในกระแสโลกปัจจุบันคุณค่าของมนุษย์กลับมักถูกลดทอน และประเมินคุณค่าด้วยมูลค่าทางทรัพย์สิน เงินทองหรือสถานะทางสังคมยิ่งไปกว่านั้น  มนุษย์จึงยัง "ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน(การรับรู้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กายใจ)" ที่มักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ"อคติส่วนตน"(อคติ๔) อันมีรากเหง้าของความไม่รู้ (อวิชชา) ความโกรธ ความกลัว ความหลง 

กิเลสเหล่านี้บดบังทัศนะวิสัย ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมนทางปัญญา (Darkness) จึงขาดความสามารถในการคิดแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถสัจจะ" นำไปสู่การละเมิดศีลธรรมและกฎหมาย เช่น การทำร้ายเข่นฆ่า การลักทรัพย์ และการล่อลวงผู้อื่นซึ่งเจตนาย่อมสร้างกรรม "สั่งสม"และอันเกิดจากเจตนาเหล่านี้ จะสั่งสมและผลักดันให้จิตวิญญาณต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

เมื่อพิจารณาในบริบทขององค์กรและสังคมยุคใหม่ ทั่วโลกต่างมุ่งเน้น การพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยี่และโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าการพัฒนาโครงการภายนอกเพียงอย่างเดียว กลับไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง อคติ หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทางในจิตใจได้ หากปราศจากการพัฒนาทางจิตวิญญาณควบคู่กันไป

ดังเช่นในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเริ่มปฏิรูปสังคมและยกระดับศักยภาพของมนุษย์ผ่าน "ธัมมจักกัปปวัตสูตร" โดยทรงชี้ให้เห็นโทษทางสุตโต่ง ๒  สาย (กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมทานุโยค)แล้วทรงมอบแนวทาง อริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้หลุดพ้นจากอคติ บังเกิดจิตใจที่อ่อนโยนและพร้อมที่จะเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ได้อย่างจริงแท้

๒.คำถามวิจัยและความจำเป็นในการศึกษา

   จากความลุ่มลึกของหลักธรรมและสภาพปัญหาของมนุษย์ ที่มีข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนในการรับรู้ข้อเท็จจริง ย่อมนำไปการตั้งคำถามเชิงปรัชญา(ความสงสัย)อันสำคัญยิ่งว่า

    ภายใต้ข้อจำกัดด้านอายตนะภายใน และอคติของมนุษย์ เหตุใดการปฏิบัติธรรมแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ? จึงถือเป็นความจำเป็นสูงสุดในการพัฒนาศักยภาพชีวิต? และพระภิกษุสงฆ์ในฐานะ "พระธรรมวิทยากร" จะสามารถประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการสั่งสมสัญญาจากประสบการณ์จริงเพื่อขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพได้อย่างไร ? 

ด้วยเหตุที่ประเด็นดังกล่าวขาดการประมวลองค์ความรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเชื่อมประสานระหว่างความรู้จากคัมภีร์(ทฤษฎี) และความรู้จากประสบการณ์สนามจริง (ปฏิบัติตามบริบทของพื้นที่) ผู้เขียนจึงเล็งเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาวิจัยค้นคว้าในชิ้นงานนี้

๓.วัตถุประสงค์และระเบียบวิธีวิจัย

       บทความฉบับนี้ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความจำเป็นของการปฏิบัติธรรมและการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายได้แก่ พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวง คัมภีร์อรรถกถาและตำราธรรมศึกษา(ชั้นตรี โทและเอก)หลักฐานทางโบราณคดี พยานวัตถุ สมัยจักรพรรดิอโศกมหาราช ณ สังเวชนียสถาน  ๔ แห่ง บันทึกประวัติศาสตร์ของผู้แสวงบุญชาวจีน(เช่นพระถังซำจั่ง, พระฟาเหียน) นำข้อมูลทั้งหมดมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงตรรกะปรัชญา และระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อสกัดเอาคำตอบที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความเป็นจริง 

๔.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 

     ประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรและงานเผยแผ่ บทความนี้ ช่วยพัฒนาศักยภาพของพระภิกษุที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งทั้งในอินเดียและเนปาลให้มีกรอบเนื้อหาบรรยายที่เป็นเอกภาพ สามารถอธิบายทั้งพุทธประวัติ ประวัติอริยสาวกตลอดจนบริบททางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เพื่อตอบสนองความใคร่รู้ของผู้แสวงบุญได้อย่างลึกซึ้ง

ประโยชน์เชิงวิชาการ กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและคัมภีร์ในบทความนี้จะทำหน้าที่เป็นแนวทางเชิงระเบียบวิธีวิจัย ที่เป็นประโยชน์สำหรับนิสิตนักศึกษาปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนาและปรัชญา  ในการไปประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาเหตุผลเพื่อยืนยันความจริงขั้นที่สุด และสร้างกฎเกณฑ์ การตัดสินใจที่สมเหตุสมผล ปราศจากข้อกังขาในทางวิชาการสืบไป


          

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ