บทนำเรื่อง "มนุษย์ยังจำเป็นต้องปฏิบัติธรรมหรือไม่ ? มุมมองผ่านปรัชญาพุทธภูมิ
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา
การปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลาและพัฒนาศักยภาพแห่งชีวิตนั้น นับเป็นภูมิปัญญาโบราณอันทรงคุณค่าที่สืบทอดผ่านกาลเวลากันในหลากหลายวัฒนธรรม ทว่าในมิติของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" การปฏิบัติธรรมมิใช่เพียงการประกอบพิธีกรรมภายนอกอย่างสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบชั่วครู่ หากแต่เป็นกระบวนการยกระดับจิตใจและพัฒนาตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงของจิตใจ
โดยมีเป้าหมายเพื่อการปลูกฝัง "พละ๕" (ศรัทธา ความเพียร ความมีสติ สมาธิ และปัญญา) ให้เป็นหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต ทั้งนี้หลักฐานทางคัมภีร์และพยานวัตถุโบราณคดีต่างยืนยันตรงกันว่าการฝึกฝนจิตใจเป็นกระบวนการที่มีอยู่จริง และได้รับการสืบทอดมาแต่โบราณ เพื่อยกระดับมนุษย์ไปสู่จิตใจสภาวะจิตใจที่สูงขึ้น
๒.ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน อคติและความสงสัยของมนุษย์
มนุษย์ประกอบขึ้นด้วยรูปและนาม แต่ในชีวิตประจำวันมนุษย์กลับมี"ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน"(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ในการรับรู้ข้อเท็จจริง เมื่อมนุษย์ได้ยิน รับฟังหรือผจญกับ เรื่องราวต่าง ๆการรับรู้ผ่านอายตนะภายในเหล่านั้น มักถูกบดบังและบิดเบือนด้วย"อคติ"(ความรัก/ความลำเอียง,ความโกรธ/ความเกลียด,ความกลัว,ความหลง/ความเขลา) ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิที่ปรากฎในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและฉบับหลวง) ตลอดจนหลักฐานทางโบราณคดีที่กระจายตัวอยู่ในแถบอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลและดินแดนต่าง ๆ โดยเฉพาะพยานวัตถุที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิอโศก ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง ล้วนยืนยันตรงกันว่า การฝึกฝนจิตใจและสถานที่ปฏิบัติธรรมมีอยู่จริงมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล

ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาในพระพุทธศาสนาหรือการฝึกจิตในลัทธิเต๋าของจีนต่างมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือการยกระดับจิตใจสู่สภาวะที่สูงขึ้น นำไปสู่ชีวิตที่มีประสิทธิภาพมีความสุขและเปี่ยมด้วยความสงบเย็น
ชีวิตมนุษย์ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ประกอบขึ้นด้วยปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ(รูปและนาม)ทว่าในกระแสโลกปัจจุบันคุณค่าของมนุษย์กลับมักถูกลดทอน และประเมินคุณค่าด้วยมูลค่าทางทรัพย์สิน เงินทองหรือสถานะทางสังคมยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จึงยัง "ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน(การรับรู้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กายใจ)" ที่มักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ"อคติส่วนตน"(อคติ๔) อันมีรากเหง้าของความไม่รู้ (อวิชชา) ความโกรธ ความกลัว ความหลง
กิเลสเหล่านี้บดบังทัศนะวิสัย ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมนทางปัญญา (Darkness) จึงขาดความสามารถในการคิดแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถสัจจะ" นำไปสู่การละเมิดศีลธรรมและกฎหมาย เช่น การทำร้ายเข่นฆ่า การลักทรัพย์ และการล่อลวงผู้อื่นซึ่งเจตนาย่อมสร้างกรรม "สั่งสม"และอันเกิดจากเจตนาเหล่านี้ จะสั่งสมและผลักดันให้จิตวิญญาณต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อพิจารณาในบริบทขององค์กรและสังคมยุคใหม่ ทั่วโลกต่างมุ่งเน้น การพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยี่และโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าการพัฒนาโครงการภายนอกเพียงอย่างเดียว กลับไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง อคติ หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทางในจิตใจได้ หากปราศจากการพัฒนาทางจิตวิญญาณควบคู่กันไป
ดังเช่นในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเริ่มปฏิรูปสังคมและยกระดับศักยภาพของมนุษย์ผ่าน "ธัมมจักกัปปวัตสูตร" โดยทรงชี้ให้เห็นโทษทางสุตโต่ง ๒ สาย (กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมทานุโยค)แล้วทรงมอบแนวทาง อริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้หลุดพ้นจากอคติ บังเกิดจิตใจที่อ่อนโยนและพร้อมที่จะเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ได้อย่างจริงแท้
๒.คำถามวิจัยและความจำเป็นในการศึกษา
จากความลุ่มลึกของหลักธรรมและสภาพปัญหาของมนุษย์ ที่มีข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนในการรับรู้ข้อเท็จจริง ย่อมนำไปการตั้งคำถามเชิงปรัชญา(ความสงสัย)อันสำคัญยิ่งว่า
ภายใต้ข้อจำกัดด้านอายตนะภายใน และอคติของมนุษย์ เหตุใดการปฏิบัติธรรมแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ? จึงถือเป็นความจำเป็นสูงสุดในการพัฒนาศักยภาพชีวิต? และพระภิกษุสงฆ์ในฐานะ "พระธรรมวิทยากร" จะสามารถประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการสั่งสมสัญญาจากประสบการณ์จริงเพื่อขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพได้อย่างไร ?
ด้วยเหตุที่ประเด็นดังกล่าวขาดการประมวลองค์ความรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเชื่อมประสานระหว่างความรู้จากคัมภีร์(ทฤษฎี) และความรู้จากประสบการณ์สนามจริง (ปฏิบัติตามบริบทของพื้นที่) ผู้เขียนจึงเล็งเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาวิจัยค้นคว้าในชิ้นงานนี้
๓.วัตถุประสงค์และระเบียบวิธีวิจัย
บทความฉบับนี้ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความจำเป็นของการปฏิบัติธรรมและการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายได้แก่ พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวง คัมภีร์อรรถกถาและตำราธรรมศึกษา(ชั้นตรี โทและเอก)หลักฐานทางโบราณคดี พยานวัตถุ สมัยจักรพรรดิอโศกมหาราช ณ สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง บันทึกประวัติศาสตร์ของผู้แสวงบุญชาวจีน(เช่นพระถังซำจั่ง, พระฟาเหียน) นำข้อมูลทั้งหมดมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงตรรกะปรัชญา และระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อสกัดเอาคำตอบที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความเป็นจริง
๔.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรและงานเผยแผ่ บทความนี้ ช่วยพัฒนาศักยภาพของพระภิกษุที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งทั้งในอินเดียและเนปาลให้มีกรอบเนื้อหาบรรยายที่เป็นเอกภาพ สามารถอธิบายทั้งพุทธประวัติ ประวัติอริยสาวกตลอดจนบริบททางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เพื่อตอบสนองความใคร่รู้ของผู้แสวงบุญได้อย่างลึกซึ้ง
ประโยชน์เชิงวิชาการ กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและคัมภีร์ในบทความนี้จะทำหน้าที่เป็นแนวทางเชิงระเบียบวิธีวิจัย ที่เป็นประโยชน์สำหรับนิสิตนักศึกษาปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนาและปรัชญา ในการไปประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาเหตุผลเพื่อยืนยันความจริงขั้นที่สุด และสร้างกฎเกณฑ์ การตัดสินใจที่สมเหตุสมผล ปราศจากข้อกังขาในทางวิชาการสืบไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น