The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ยุคศิวิไลซ์ในสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร ?


บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ :  ยุคศิวิไลซ์ในสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร ? 
Introduction to  Buddhaphumi philosophy:  What Was The Civilized   Era   like  during  The  time of  the  Buddha ? 

บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (Background and Signification of the Problem) 
   
                  ในหลักสูตรมหาวิทยาลัยระดับสากลนั้นแนวคิดเรื่อง    "ยุคศิวิไลซ์"   มักถูกนำเสนอและสั่งสอนในฐานะทฤษฎีเชิงประวัติศาสตร์      หรือ        กรอบแนวคิดเชิงตรรกะ  (Theoretical Concepts)         โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทางจิตวิญญาณ     ความเข้าใจเกี่ยวกับ "ยุคิศิวิไลย์"        ในสังคมปัจจุบัน จึงยังคงคลุมเครือ    และไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของความรู้         ซึ่งนำไปสู่ตีความของนักปรัชญาที่หลากหลายแนวคิดและแปรเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมที่ซับซ้อน 

                หากพิจารณาตามรากเหง้าของทางปรัชญาตะวันตก  แนวคิดเรื่องความเจริญหรือศิวิไลซ์ของนักปรัชญาตะวันตกนั้น       ถูกสร้างขึ้นและใช้เหตุผลอย่างเข้มข้นในยุคล่าอาณานิคม (Colonial Era) โดยกลุ่มประเทศตะวันตกได้ใช้เหตุผลเชิงตรรกะมาเป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรมแบ่งแยกสังคมมนุษย์       โดยตรา ในเอเซียและแอฟริกา โดยใช้กำลังทหารในรูปการค้าโบราณ  โดยกลุ่มประเทศตะวันตกได้ใช้เหตุผลทางปรัชญาเชิงตรรกะ  มาเป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรม แบ่งแยกสังคมมนุษย์ในดินแดนต่าง ๆ   โดยตราหน้าชุมชนนั้นที่มีวัฒนธรรมแตกต่างว่าเป็นความ "ป่าเถื่อน" (Barrrbarism)  ไร้อารยธรรมเพื่อสร้างความชอบในการใช้อำนาจทางการเมือง             และการทหารเข้าแทรกแซง แทรกซึม    ตลอดจนทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม และบีบบังคับให้ประเทศเหล่านั้น            ยอมกฏเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนในด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  ศาสนาและวัฒนธรรม    ในปัจจุบันแนวคิดยุคศิวิไลซ์ ในมิตินี้  จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือเครื่องมือเหยียดเชื้อชาติ และการสร้างความไม่เทียมกันทางสังคม

           เมื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล มโนทัศน์เรื่อง "ยุคศิวิไลซ์"ได้แปรเปลี่ยนสภาพไปสู่แพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์  (Social Media)  และ  Youtube  กลายเป็นหัวข้อที่นักปราชญ์ นักบวช          ฆราวาสและนักโหราศาสตร์ นำมาใช้ในการวิเคราะห์      และทำนายอนคตของมนุษย์ อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกระแสคำทำนายที่ว่า    "เมื่อยุคศิวิไลซ์มาถึงคนชั่วจะพินาศสูญ" 

๒. ข้อจำกัดทางญาณวิทยาและการคาดคะเนความจริงเชิงอนุมาน 
 
                 ในทัศนะเชิงปรัชญาพุทธภูมิ คำทำนาย  หรือความคิดเห็นที่แพร่หลายสะพัดในโลกออนไลน์เหล่านั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง            "ความรู้เชิงอนุมาน"  (Interential  Knoeledge)    ที่เกิดจากปฏิภาณไหวพริบส่วนตนและการคาดคะเนจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา       (อนุมานจากหลักฐานหรือสัญญาจำได้หมายรู้)      บุคคลเหล่านั้น ยังคงเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มี "อายตนะภายใน"   (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)     จำกัดในการรับรู้สัจธรรมความจริงทั้งยังถูกครอบงำด้วยอคติและความไม่รู้ (อวิชชา)  
   
                มนุษย์ปุถุชนทั่วไปในสังคมมักหวาดกลัวต่อ "โลกธรรม๘" ประการ (มีลาภ เสื่อมลาภ  มียศ เสื่อมยศ  นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์) จึงมักปกปิดธรรมชาติ  หรือตัวตนที่แท้จริงไว้ แสร้งมารยาทที่ดีต่อสาธารณชนหรือแสดงตนเป็นผู้ไม่รู้        การแยกแยะว่า "ใครดีใครชั่ว" อย่างแท้จริง  จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง และต้องใช้ปัญญาระดับสูง

                ความผันผวนของเหตุผลมนุษย์  :  ด้วยเหตุนี้เหตุผลที่นักคิดหรือนักตรรกศาสตร์     ใช้เพื่ออธิบายเรื่องยุคศิวิไลซ์  และการล่มสลายของตนชั่ว จึงมีความแปรปรวน คลุมเครือ ไม่เที่ยงตรง บางครั้งก็ถูกต้อง          บางครั้งก็คลาดเคลื่อน แตกต่างกันไปตามกระแสอารมณ์  ซึ่งวิญญูชนในสมัยพุทธกาล เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ พระสารีบุตร   หรือพระอรหันตผล    เมื่อได้สดับฟังความคิดเห็นอันไร้หลักฐานเชิงประจักษ์เช่นนี้       ย่อมทรงเกิดความสงสัย และไม่อาจยอมรับบุคคลเหล่านั้นว่า   เป็นพยานในการยืนยันความจริงแท้ (ปรมัตถ์สัจจะ) ได้เลย  

๓.ความสำคัญของ  "ยุคศิวิไลซ์" บนฐานพุทธวิธีวิทยา 

                     การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่อง "ยุคศิวิไลซ์" ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิ โดยอ้างอิงหลักฐานจาก พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     และคัมภีร์อรรกถา  จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในหลากมิติ ดังนี้  

            ๓.๑ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และทุกขภาพของมนุษย์ :  ช่วยให้เข้าสภาวะบีบคั้น  และความทุกข์ยากของมนุษยชาติในแต่ละยุคสมัย    นำไปสู่การค้นหาสาเหตุแห่งความทุกข์อันเกิดจากกิเลสตัณหา  เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับนโยบายของผู้นำประเทศ    

           ๓.๒ การวิเคราะห์แนวคิดเรื่อง "การเติบโต"  และความก้าวหน้า :   เป็นการตั้งคำถามต่อความเจริญทางวัตถุ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี่ในโลกมนุษย์ในโลกยุคใหม่ว่าได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  สังคมและวัฒนธรรม อย่างไร  เพื่อมิให้ความก้าวหน้านั้น เป็นเพียงภาพลวงตา  ที่ซ่อนความเสื่อมสลายทางจิตวิญญาณเอาไว้ 

         ๓.๓ การสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืนอย่างแท้จริง :ชี้ให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมกัน และการกดขี่ในสังคมมีรากเหง้าจากตัณหาและความเห็นแก่ตัว   ภายในจิตใจ มนุษยชาติไม่อาจบรรลุความศิวิไลซ์ ที่ยั่งยืนได้เลย หากปราศจากการปฏิบัติตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘"  และชำระล้างอคติและอารมณ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คน การปลูกฝังความคิดเรื่องความเท่าเทียมกันและความยั่งยืน นั้นยากหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ 

           ๓.๔   การแก้ไขปัญหาสังคมในภาคปฏิบัติ :     ในการสถานการณ์วิกฤต เช่น อัตราว่างานสูง ธุรกิจล้มเหลว  ประชาชนขาดกำลังซื้อปัจจัยพื้นฐาน  การศึกษาเรื่องนี้จะช่วยให้ผู้นำประเทศที่มีปัญญา สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงและความทุกข์ยากที่แท้จริงของประชาชน  (ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อันเป็นเสียงสวรรค์ ) และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างทันทวงที่

๔. ปมปัญหาและข้อสงสัยเชิงปรัชญา (Philosophical  Dilemma)   

           จากความคลุมเครือของวาทกรรม" คนชั่วจะพินาศในยุคศิวิไลซ์" ที่ปรากฏในโลกดิจิทัล  ผู้วิจัยจึงเกิด "ข้อสงสัยเชิงปรัชญาและญาณวิทยา อันเป็นแกนกลาง ของบทความวิชาการนี้ว่า : 

                  "ในเมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่ยังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ความมืดบอด      มีอายตนะภายที่จำกัด   และมักปกปิดตัวตนที่แท้จริง เพราะหวาดกลัวต่อโลกธรรม           ๘     เราจะใช้เกณฑ์ใดทางญาณวิทยา มาจำแนกแยกแยะ         ความดีและความชั่ว  ในยุคศิวิไลซ์  ได้อย่างเที่ยงตรง  ?  ใครจะเป็นผู้พิพากษา  หรือทำลายคนชั่วเหล่านั้น   และที่สำคัญที่สุด " ยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริง  ตามพุทธญาณทัศนะในสมัยพุทธกาล     มีองค์ประกอบความรู้และวิถีการเข้าถึงความรู้อย่างไร  ที่จะสามารถรื้อถอน มายาทางเมือง    และการคาดคะเนเชิงตรรกะ  เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ทางสังคม ที่ยั่งยืนด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘   ได้อย่างเป็นรูปธรรม ?" 

           เมืองผู้เขียนได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับ     "ยุคศิวิไลซ์" จากนักปราชญ์  นักบวช    ฆราวาส    และนักโหราศาสตร์ที่ทำนายอนาคตของมนุษยชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า  "คนชั่วจะพินาศ"    โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องเหล่านี้และเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์         ความคิดเห็นของพวกเขาที่ว่า "คนชั่วทั้งหมด" จะพินาศนั้น    เป็นเพียงความคิดเห็นตามปฏิภาณไหวพริบของพวกเขาเอง       โดยอาศัยเหตุผลและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินมา  อย่างไรก็ตาม    บุคคลเหล่านี้เป็นมนุษย์ที่มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต      และมักมีอคติเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงตกอยู่ในความมืดมิดและพวกเขา จึงไม่สามารถใช้เหตุผล           ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ใช้อธิบายความจริงเกี่ยวกับยุคศิวิไลซ์ได้อย่างสมเหตุสมผล   
    
             ดังนั้น  เมื่อบุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของ     "ยุคศิวิไลซ์"    บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผล   เพื่ออธิบายความจริงได้อย่างถูกต้อง       บ้างครั้งก็ไม่ถูกต้อง  บ้างครั้งคำอธิบายถูกนำเสนอในรูปแบบหนึ่ง      บางครั้งคำอธิบายถูกนำเสนอก็ในอีกแบบหนึ่ง         เมื่อข้อเท็จจริงของคำตอบนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มาของสิ่งนั้น      วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ  พระสารีบุตร      และพระอรหันต์ได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว จะสงสัยและปฏิเสขบุคคลนั้นในฐานะพยานที่จะยืนยันความจริงของเรื่องนั้น   เป็นต้น  

             เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดีใครชั่ว    เราจะจับกุมและทำลายคนชั่วได้อย่างไร   ?   ไม่มีใครสามารถอธิบายความจริงนี้ได้อย่างละเอียด  อย่างไรก็ตาม                  ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้พัฒนาแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต      เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ  การเมือง   สังคมและศาสนาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์       สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประเทศ  ทำให้รัฐบาลสามารถศึกษาข้อเท็จจริงจากหลักฐานต่าง ๆ       และเห็นความทุกข์ยากของประชาชนได้     เมื่อสังคมของประเทศเปลี่ยนแปลงไป           ผู้นำประเทศที่มีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงจากความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบ  พวกเขาจะต้องรีบแก้ไขปัญหาของประชาชน   เพราะเสียงของประชาชนคือเสียงจากสวรรค์ที่ให้อำนาจพวกเขาในการเลือกผู้นำที่จะกำหนดชะตากรรมของชาติ      หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเนื่องจากอัตราการว่างงานสูง      ธุรกิจเอกชนล้มเหลว   และประชาชนต้องการสิ่งจำเป็นพื้นฐานแต่ขาดกำลังซื้อ เราจะหาทางออกได้อย่างไร  ?      การเรียนรู้เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชน     จะช่วยให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาได้อย่างทันทวงที        แทนที่จะมุ่งเน้นเฉพาะปัญหาในชีวิตประจำวันเท่านั้น  

              แนวคิดเรื่องยุคศิวิไลซ์นั้น         แม้ว่านักเขียนบางคนซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์    และนักปรัชญามักเสนอความคิดเห็นของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบ     และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น  แล้วพวกเขาใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความคิดเห็นของ "ยุคศิวิไลซ์" นั้น อย่างได้อย่างมีเหตุผล  แม้จะดึงดูดจิตใจผู้อ่านคล้อยตามเหตุผลนั้น        และกลายเป็นหนังสือขายดี    อย่างไรก็ตาม  เหตุผลของนักตรรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้ บางครั้งก็ใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง          บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งมีเหตุผลในแบบหนึ่ง    บางครั้งก็ใช้เหตุผลในอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน          วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า      เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้น  พระองค์จะทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง      และจะไม่ยอมรับบุคคลเหล่านี้เป็นพยานที่สามารถยืนยันความจริงได้  

              เราจะเห็นได้ว่าในแต่ละยุคสมัย   มนุษยชาติสั่งสมความไม่รู้ไว้ในจิตใจ           ทำให้จำเป็นต้องพัฒนาความรู้และทักษะการคิดจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน ประสบการณ์เหล่านี้จะถูกจัดเก็บเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ     จากนั้นมนุษยชาติจะใช้สติปัญญาในการพิจารณาและให้เหตุผล เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง  ๆ  เช่น  การทำนายอนาคตของชีวิตมนุษย์ และการตัดสินว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นจริงหรือเท็จ         บางคนเชื่อว่าเป็นการยากที่จะจำกัดความชั่วให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว   และไม่เคยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้ผู้อื่นเห็นพวกเขามักจะเสแสร้งแสดงมารยาทที่ดี ในที่สาธารณะ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้     ดังนั้น การแยกแยะระหว่างความดีและความชั่วจึงเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา       การตัดสินใจและสติปัญญาในการมองเห็นตัวตนที่ แท้จริงของพวกเขา            เพราะมนุษย์มักจะกลัวต่อโลกธรรม ๘ ประการ และด้วยเหตุนี้              จึงไม่เคยแสดงตัวตนหรือธรรมชาติที่แท้จริงของตนให้ผู้อื่นในสังคมเห็น        

               เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐาน       จากเครือข่ายสังคมออนไลน์  เว็บไซต์และ YouTube        ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าในยุคศิวิไลซ์  คนชั่วจะพินาศ    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เชื่อความคิดเห็นนี้ในทันที และยังสงสัยไว้ก่อน            จนกว่่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน      เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้วผู้เขียนก็จะวิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผล  สำหรับการมีอยู่ของยุคศิวิไลซ์       อย่างไรก็ตาม คำตอบที่เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนนั้น  ยังน่าสงสัยและไม่ชัดเจนว่า คนชั่วจะถูกทำลายได้อย่างไร ? ถึงกระนั้นผู้เขียนก็ชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับยุคศิวิไลย์อีกต่อไป  การตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม     เป็นสิ่งจำเป็นในการวิเคราะห์และพิสูจน์ความจริงของคำตอบในลักษณะที่ทุกฝ่ายยอมรับได้        

             ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงสนใจที่จะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยุคศิวิไลย์   จึงได้ค้นคว้าข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆ    เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ อรรถกถา เอกสารวิชาการอื่น ๆ และเอกสารดิจิทัลจากอินเตอร์เน็ต          เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว             ผู้เขียนจะเขียนบทวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ      เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบเกี่ยวกับยุคศิวิไลซ์  บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน       ที่สนใจศึกษาปรัชญาเชิงวิเคราะห์      นอกจากนี้พระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรยังใช้วิธีนี้ในการแสดงธรรมในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง       (The Four Holy Buddhist Places)    และสถานที่สำคัญทางพุทธสถานทั่วโลก         กระบวนการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้ที่ได้มาจากหลักฐาน   เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบนั้น       จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตระดับปริญญาเอกในฐานะแนวทางในการเขียนวิทยานิพนธ์และบทความด้านปรัชญาและพระพุทธศาสนา     ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริง           และช่วยให้พวกเขาสามารถตรวจสอบกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลได้ เป็นต้น 

     

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ