บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ยุคศิวิไลซ์ในสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร ?
Introduction to Buddhaphumi philosophy: What Was The Civilized Era like during The time of the Buddha ?
บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (Background and Signification of the Problem)
ในหลักสูตรอุดมศึกษาสากลแนวคิดเรื่อง "ยุคศิวิไลซ์" มักถูกนำเสนอในฐานะทฤษฎีเชิงประวัติศาสตร์หรือ กรอบแนวคิดเชิงตรรกะ (Theoretical Concepts) โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทางจิตวิญญาณ ส่งผลให้ความหมายและขอบเขตของ ความรู้เกี่ยวกับ"ยุคิศิวิไลย์" ในสังคมยังคงมีความคลุมเครือ นำไปสู่ตีความหลากหลายของนักปรัชญาและแปรเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมที่ซับซ้อน
เมื่อพิจารณาตามรากเหง้าปรัชญาตะวันตก แนวคิดเรื่องความเจริญหรือศิวิไลซ์ของนักปรัชญาตะวันตกถูกสร้างขึ้นและให้เหตุผลอย่างเข้มข้นในยุคล่าอาณานิคม (Colonial Era) ประเทศมหาอำนาจตะวันตกใช้เหตุผลเชิงตรรกะทางปรัชญา เป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรมแบ่งแยกมนุษย์ โดยตราหน้าชุมชน ในเอเซียและแอฟริกา โดยใช้กำลังทหารในรูปการค้าโบราณ โดยกลุ่มประเทศตะวันตกได้ใช้เหตุผลทางปรัชญาเชิงตรรกะ มาเป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรม แบ่งแยกสังคมมนุษย์ในดินแดนต่าง ๆ โดยตราหน้าชุมชนนั้นที่มีวัฒนธรรมแตกต่างว่าเป็นความ "ป่าเถื่อน" (Barrrbarism) ไร้อารยธรรมเพื่อสร้างความชอบในการใช้อำนาจทางการเมือง และการทหารเข้าแทรกแซง แทรกซึม ตลอดจนทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม และบีบบังคับให้ประเทศเหล่านั้น ยอมกฏเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนในด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาและวัฒนธรรม ในปัจจุบันแนวคิดยุคศิวิไลซ์ ในมิตินี้ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือเครื่องมือเหยียดเชื้อชาติ และการสร้างความไม่เทียมกันทางสังคม
เมื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล มโนทัศน์เรื่อง "ยุคศิวิไลซ์"ได้แปรเปลี่ยนสภาพไปสู่แพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) และ Youtube กลายเป็นหัวข้อที่นักปราชญ์ นักบวช ฆราวาสและนักโหราศาสตร์ นำมาใช้ในการวิเคราะห์และทำนายอนคตของมนุษย์ อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะกระแสคำทำนายที่ว่า "เมื่อยุคศิวิไลซ์มาถึงคนชั่วจะพินาศสูญ"
๒. ข้อจำกัดทางญาณวิทยาและการคาดคะเนความจริงเชิงอนุมาน
ในทัศนะเชิงปรัชญาพุทธภูมิ กระแสทัศนะและคำทำนายในโลกออนไลน์เหล่านั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง "ความรู้เชิงอนุมาน" (Interential Knoeledge) ที่เกิดจากปฏิภาณไหวพริบส่วนตนและการคาดคะเนจากข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมา (สัญญาจำได้หมายรู้) เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นยังคงเป็นปุถุชนที่มี "อายตนะภายใน" (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อันจำกัดในการรับรู้สัจธรรมและยังถูกครอบงำด้วยอคติรวมถึงความไม่รู้ (อวิชชา)
ยิ่งไปกว่านั้นปุถุชนมักหวั่นไหวและหวาดกลัวต่อ "โลกธรรม ๘" (มีลาภ-เสื่อมลาภ, มียศ-เสื่อมยศ, นินทา-สรรเสริญ, สุข-ทุกข์) จึงมักปกปิดธรรมชาติหรือตัวตนที่แท้จริง แสร้งแสดงมารยาทที่ดีในสังคม ทำให้การจำแนก "ความดี-ความชั่ว" อย่างแท้จริง ทำได้ยากยิ่ง และต้องใช้ปัญญารู้อื่นขั้นสูง
ด้วยความผันผวนของเหตุผลมนุษย์ คำอธิบายของนักตรรกศาสตร์หรือนักคิดเกี่ยวกับยุคศิวิไลซ์และการล่มสลายของตนชั่ว จึงมีความแปรปรวน คลุมเครือ ไม่เที่ยงตรง แย้งกันไปตามอารมณ์และตรรกะส่วนตน วิญญูชนในสมัยพุทธกาล อาทิเจ้าชายสิทธัตถะ พระสารีบุตร หรือพระอรหันต์ เมื่อสดับฟังความคิดเห็นที่ปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์เช่นนี้ ย่อมทรงเกิดความสงสัย และไม่อาจยอมรับบุคคลเหล่านั้นในฐานะ "พยาน" เพื่อยืนยันความจริงแท้ (ปรมัตถ์สัจจะ) ได้
๓.ความสำคัญของ "ยุคศิวิไลซ์" บนฐานพุทธวิธีวิทยา

การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่อง "ยุคศิวิไลซ์" ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิ โดยอ้างอิงหลักฐานจาก พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และคัมภีร์อรรกถา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลากมิติ ดังนี้
๓.๑ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และสภาวะทุกข์ของมนุษย์ : ช่วยให้เข้าสภาวะบีบคั้น และความทุกข์ยากของมนุษยชาติในแต่ละยุคสมัย นำไปสู่การค้นหาสาเหตุแห่งความทุกข์อันเกิดจากกิเลสตัณหา เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับนโยบายของผู้นำประเทศ
๓.๒ การวิเคราะห์แนวคิดเรื่อง "การเติบโต" และความก้าวหน้า : เป็นการตั้งคำถามต่อความเจริญทางวัตถุ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี่ในโลกมนุษย์ในโลกยุคใหม่ว่าได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม อย่างไร เพื่อมิให้ความก้าวหน้านั้น เป็นเพียงภาพลวงตา ที่ซ่อนความเสื่อมสลายทางจิตวิญญาณเอาไว้
๓.๓ การสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืนอย่างแท้จริง :ชี้ให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมกัน และการกดขี่ในสังคมมีรากเหง้าจากตัณหาและความเห็นแก่ตัว ภายในจิตใจ มนุษยชาติไม่อาจบรรลุความศิวิไลซ์ที่ยั่งยืนได้เลย หากปราศจากการปฏิบัติตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" และชำระล้างอคติและอารมณ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คน การปลูกฝังความคิดเรื่องความเท่าเทียมกันและความยั่งยืนนั้น ยากหากปราศจากสิ่งเหล่านี้
๓.๔ การแก้ไขปัญหาสังคมในภาคปฏิบัติ : ในสภาวะวิกฤต เช่น อัตราว่างงานสูง ธุรกิจล้มเหลว หรือประชาชนขาดกำลังซื้อปัจจัยพื้นฐาน การศึกษาเรื่องนี้ จะช่วยให้ผู้นำประเทศที่มีปัญญา สามารถมองเห็นข้อเท็จจริง และความทุกข์ยากที่แท้จริงของประชาชน (ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อันเป็นเสมือนเสียงสวรรค์ ) นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันทวงที
๔.ปมปัญหาและข้อสงสัยเชิงปรัชญา (Philosophical Dilemma)
จากความคลุมเครือของวาทกรรม" คนชั่วจะพินาศในยุคศิวิไลซ์" นำไปสู่ "ข้อสงสัยเชิงปรัชญาและญาณวิทยาอันเป็นแกนกลางของบทความนี้ว่า :
"ในเมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่ยังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ความมืดบอด มีอายตนะภายที่จำกัด และมักปกปิดตัวตนเนื่องจากหวาดกลัวต่อโลกธรรม ๘ เราจะใช้เกณฑ์ใดทางญาณวิทยา มาจำแนกแยกแยะ ความดีและความชั่วในยุคศิวิไลซ์ได้อย่างเที่ยงตรง ? ใครจะเป็นผู้พิพากษาหรือทำลายคนชั่วเหล่านั้น และที่สำคัญที่สุด " ยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริง ตามพุทธญาณทัศนะในสมัยพุทธกาลมีองค์ประกอบความรู้ และวิถีการเข้าถึงความรู้อย่างไร ที่จะสามารถรื้อถอน มายาทางเมือง และการคาดคะเนเชิงตรรกะ เพื่อสร้างสรรค์ทางสังคมที่ยั่งยืนด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ?"
จากการรวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นในสื่อดิจิทัล และสังคมออนไลน์เกี่ยวกับคำทำนาย"ยุคศิวิไลซ์" ผู้วิจัยไม่ด่วนเชื่อในทันที แต่นำมาตั้งข้อสงสัยเชิงวิการเพื่อค้นหา ครวจสอบ และรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถา เอกสารวิชาการ และแหล่งข้อมูลดิจิทัลที่น่าเช่อถือ
ดังนั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของ "ยุคศิวิไลซ์" บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงได้อย่างถูกต้อง บ้างครั้งก็ไม่ถูกต้อง บ้างครั้งคำอธิบายถูกนำเสนอในรูปแบบหนึ่ง บางครั้งคำอธิบายถูกนำเสนอก็ในอีกแบบหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงของคำตอบนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มาของสิ่งนั้น วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ พระสารีบุตร และพระอรหันต์ได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว จะสงสัยและปฏิเสขบุคคลนั้นในฐานะพยานที่จะยืนยันความจริงของเรื่องนั้น เป็นต้น
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดีใครชั่ว เราจะจับกุมและทำลายคนชั่วได้อย่างไร ? ไม่มีใครสามารถอธิบายความจริงนี้ได้อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้พัฒนาแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและศาสนาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประเทศ ทำให้รัฐบาลสามารถศึกษาข้อเท็จจริงจากหลักฐานต่าง ๆ และเห็นความทุกข์ยากของประชาชนได้ เมื่อสังคมของประเทศเปลี่ยนแปลงไป ผู้นำประเทศที่มีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงจากความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบ พวกเขาจะต้องรีบแก้ไขปัญหาของประชาชน เพราะเสียงของประชาชนคือเสียงจากสวรรค์ที่ให้อำนาจพวกเขาในการเลือกผู้นำที่จะกำหนดชะตากรรมของชาติ หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเนื่องจากอัตราการว่างงานสูง ธุรกิจเอกชนล้มเหลว และประชาชนต้องการสิ่งจำเป็นพื้นฐานแต่ขาดกำลังซื้อ เราจะหาทางออกได้อย่างไร ? การเรียนรู้เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชน จะช่วยให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาได้อย่างทันทวงที แทนที่จะมุ่งเน้นเฉพาะปัญหาในชีวิตประจำวันเท่านั้น
แนวคิดเรื่องยุคศิวิไลซ์นั้น แม้ว่านักเขียนบางคนซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญามักเสนอความคิดเห็นของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบ และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น แล้วพวกเขาใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความคิดเห็นของ "ยุคศิวิไลซ์" นั้น อย่างได้อย่างมีเหตุผล แม้จะดึงดูดจิตใจผู้อ่านคล้อยตามเหตุผลนั้น และกลายเป็นหนังสือขายดี อย่างไรก็ตาม เหตุผลของนักตรรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้ บางครั้งก็ใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งมีเหตุผลในแบบหนึ่ง บางครั้งก็ใช้เหตุผลในอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้น พระองค์จะทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และจะไม่ยอมรับบุคคลเหล่านี้เป็นพยานที่สามารถยืนยันความจริงได้
เราจะเห็นได้ว่าในแต่ละยุคสมัย มนุษยชาติสั่งสมความไม่รู้ไว้ในจิตใจ ทำให้จำเป็นต้องพัฒนาความรู้และทักษะการคิดจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน ประสบการณ์เหล่านี้จะถูกจัดเก็บเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ จากนั้นมนุษยชาติจะใช้สติปัญญาในการพิจารณาและให้เหตุผล เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง ๆ เช่น การทำนายอนาคตของชีวิตมนุษย์ และการตัดสินว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นจริงหรือเท็จ บางคนเชื่อว่าเป็นการยากที่จะจำกัดความชั่วให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว และไม่เคยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้ผู้อื่นเห็นพวกเขามักจะเสแสร้งแสดงมารยาทที่ดี ในที่สาธารณะ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ ดังนั้น การแยกแยะระหว่างความดีและความชั่วจึงเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา การตัดสินใจและสติปัญญาในการมองเห็นตัวตนที่ แท้จริงของพวกเขา เพราะมนุษย์มักจะกลัวต่อโลกธรรม ๘ ประการ และด้วยเหตุนี้ จึงไม่เคยแสดงตัวตนหรือธรรมชาติที่แท้จริงของตนให้ผู้อื่นในสังคมเห็น
เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐาน จากเครือข่ายสังคมออนไลน์ เว็บไซต์และ YouTube ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าในยุคศิวิไลซ์ คนชั่วจะพินาศ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เชื่อความคิดเห็นนี้ในทันที และยังสงสัยไว้ก่อน จนกว่่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้วผู้เขียนก็จะวิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผล สำหรับการมีอยู่ของยุคศิวิไลซ์ อย่างไรก็ตาม คำตอบที่เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนนั้น ยังน่าสงสัยและไม่ชัดเจนว่า คนชั่วจะถูกทำลายได้อย่างไร ? ถึงกระนั้นผู้เขียนก็ชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับยุคศิวิไลย์อีกต่อไป การตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เป็นสิ่งจำเป็นในการวิเคราะห์และพิสูจน์ความจริงของคำตอบในลักษณะที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงสนใจที่จะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยุคศิวิไลย์ จึงได้ค้นคว้าข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆ เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ อรรถกถา เอกสารวิชาการอื่น ๆ และเอกสารดิจิทัลจากอินเตอร์เน็ต เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ผู้เขียนจะเขียนบทวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบเกี่ยวกับยุคศิวิไลซ์ บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน ที่สนใจศึกษาปรัชญาเชิงวิเคราะห์ นอกจากนี้พระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรยังใช้วิธีนี้ในการแสดงธรรมในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง (The Four Holy Buddhist Places) และสถานที่สำคัญทางพุทธสถานทั่วโลก กระบวนการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้ที่ได้มาจากหลักฐาน เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตระดับปริญญาเอกในฐานะแนวทางในการเขียนวิทยานิพนธ์และบทความด้านปรัชญาและพระพุทธศาสนา ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และช่วยให้พวกเขาสามารถตรวจสอบกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลได้ เป็นต้น


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น