The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559

แนวคิดทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : พระนครราชคฤห์ของแคว้นมคธในพระไตรปิฎก

 Epistemology   Concepts in Buddhaphumi  Philosophy   : The City of Rajagriha in Magadha in the Tripitaka

บทนำ

       โดยทั่วไป    แม้มนุษย์ทั่วโลกซึ่งเป็นนักปรัชญา  นักตรรกศาสตร์ สมณฟาเหียน และนักประวัติศาสตร์ จะยอมรับการมีอยู่ของเมืองราชคฤห์โบราณ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมคธ ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกฉบับต่าง ๆ  ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานและบทความเว็บไซต์ต่าง ๆ สถานที่ตั้งของเมืองราชคฤห์โบราณบนแผนที่โลกกูเกิล    เป็นต้น  และถือว่าเมืองราชคฤห์โบราณเกิดขึ้น ดำรงความเมืองที่จิตวิญญาณที่ผู้คนอาศัยอยู่ในฐานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมคธ ก่อนที่จะล้มสลายกลายเป็นเมืองร้าง เพราะพระเจ้าอชาตศัตรูทรงย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองปาฏลีบุตร เมื่อราชคฤห์โบราณ มีลักษณะที่เกิดขึ้น ดำรงความเป็นเมืองที่มีจิตวิญญาณของผู้คนอาศัยอยู่    และเสื่อมสลายกลายเป็นเมืองร้างแล้ว  ถือว่าเป็นความจริงที่สมมติขึ้นตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและเราเรียกคำสอนของเรื่องนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "สมมติสัจจะ" นอกจากนี้ นักปรัชญาในสมัยพุทธกาล และนักปรัชญาตะวันตกยังศึกษาแนวคิดอภิปรัชญาที่เกี่ยวกับความเป็นจริงของมนุษย์ โลก ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม และการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น   

            อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในสาขาต่าง ๆ  เหล่านี้ ล้วนเป็นมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง "ขันธ์ทั้ง ๕ (เบญจขันธ์)" คำสอนนี้กลาวว่า พราหมณ์บางคนในโลกเป็นนักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา เมื่อพวกเขาได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่พวกเขาเล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน   นักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญามักจะแสดงความเห็นของตนเอง  โดยอาศัยปฏิภาณตามหลักตรรกะและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา  เมื่อจิตใจของพวกเขาคิดแล้วพวกเขาก็ใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความคิดเห็นของตน  แต่เนื่องจากนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้เป็นมนุษย์ที่มีอายตนะภายในร่างกายที่จำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ  และมักมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของพวกเขาจึงตกอยู่ในความมืดมิด จึงขาดปัญญาเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์    

            ดังนั้น เมื่อนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น บางครั้งคำอธิบายเกี่ยวกับความจริงของพวกเขาอาจถูกต้อง  บางครั้งอาจผิด  บางครั้งการให้เหตุผลอาจเป็นอีกแบบหนึ่ง บางครั้งอาจเป็นอีกแบบหนึ่ง  เมื่อความจริงของคำตอบของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญานั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นนี้   วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า  เมื่อได้ยินความคิดเห็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์ทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและไม่ยอมรับนักวิชาการเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้น   เป็นต้น เมื่อความคิดเห็นของนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ เกี่ยวกับความจริงของนักวิชาการคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าทรงสงสัยในความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  พระองค์ทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากความสงสัยที่มาของความรู้ของมนุษย์  โครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ วิธีการแสวงหาความรู้ของความรู้ของมนุษย์ และความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์  เป็นต้น   

          เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ ได้ฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า แคว้นมคธเป็นรัฐเอกราชที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองและเป็นรัฐมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในสมัยรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ เป็นเมืองสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ได้เสด็จมาศึกษาที่สำนักอาฬารดาบส และอุททกดาบส จนสำเร็จการศึกษาทั้งสองสำนัก และอาจารย์เจ้าของสำนักเสนอให้พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ เป็นอาจารย์ในสำนัก แต่พระองค์ทรงปฏิเสขก่อนที่จะเดินทางลงไปทิศใต้ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  
ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า เราจะศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงของแคว้นมคธเชิงอภิปรัชญาได้หรือไม่ เมื่อแคว้นมคธเกี่ยวข้องกับมนุษย์จึงเป็นปัญหาหนึ่งแนวคิดอภิปรัชญาว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมมนุษย์ที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่และเสื่อมสลายไป แต่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกให้ค้นคว้าหาหลักฐานรัฐมคธเป็นรัฐที่เก่าแก่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล รักษาเอกราชมาจนถึงยุคหลังพุทธกาล และสิ้นความเป็นรัฐมครธ ในยุคพระเจ้าพินทุสารได้ถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโมริยะ แต่ความทรงจำเกี่ยวกับรัฐมคธ ที่มีชื่อเสียงในยุคพุทธกาลไม่เคยหายไปจากความทรงจำของมนุษย์ชาติ 

        เนื่องจากมนุษยชาติได้มุขปาฐะเกี่ยวกับรัฐมคธด้วยการสังคายนาพระไตรปิฎกหลายครั้ง ตามหลักฐานที่มีข้อความบันทึกไว้ในพุทธประวัติในแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่นพระไตรปิฎก อรรถกถา บันทึกของนักแสวงบุญชาติต่าง ๆ นอกจากนี้วิธีการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ มนุษย์ในยุคต่อ ๆ มาได้นำความรู้ในพระไตรปิฎก มาพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนสืบต่อกันมาหลายร้อยปีจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้มนุษยชาติมีความรู้ความเข้าใจในกฎธรรมชาติเกี่ยวกับความจริงของชีวิตด้วยเหตุผล และสามารถนำความรู้นั้นไปพัฒนาศักยภาพของชีวิตเพื่อบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตที่เรียกว่า"อภิญญา ๖" ได้ 
      ทฤษฎีความรู้ประจักษ์นิยมว่าด้วยบ่อเกิดความรู้ของมนุษย์มีแนวคิด มนุษย์รับรู้จากประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  คำว่า "มคธรัฐ" เป็นชื่อแคว้น เป็นถ้อยคำภาษาโบราณที่ใช้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก แต่ภาษาสมัยใหม่ไม่นิยมใช้คำว่า รัฐ เมื่อดูถ้อยคำความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๕๔ แล้วเขียนความหมายคำว่า "รัฐ" สั้นมากบอกแปลว่า แคว้น  แต่เมื่อหาความหมายของคำว่า "ประเทศ" แต่ไม่ได้ความหมายไว้ชัดเจนนัก  แต่ความหมายของคำว่า รัฐและเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดรัฐนั้น ต้องประกอบด้วยดินแดน ประชากร รัฐบาล อำนาจอธิปไตย จากองค์ประกอบของคำว่า รัฐ ดังกล่าวต้นนั้น เราจะนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐที่ปรากฎหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ หลายเล่มว่า แคว้นมคธ เป็นรัฐตามความหมายของทฤษฎีทางปรัชญาการเมืองหรือไม่เพียงใด เราก็ต้องวิเคราะห์ให้ได้ความจริงกันต่อไป.

๑. ความสำคัญของเมืองราชคฤห์ 

          ในช่วงพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระองค์ได้เสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมคธหลายครั้ง มีการบันทึกข้อความในพระไตรปิฎกหลายเล่ม มีเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลายครั้ง การศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมในสมัยพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาตศัตรูโดยอาศัยเหตุผลเป็นเครื่องมือของปรัชญา  ทำการวิเคราะห์ข้อมูลในพระไตรปิฎกทำให้มองเห็นภาพขององค์ความรู้ของพระพุทธศาสนาชัดเจนยิ่งขึ้น
     
          ๑.๑ เมื่อพระพุทธเจ้าประทับ ณ. ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันเรียกว่า "คยาสีสะ" พอสมควรแล้ว จึงเสด็จไปสู่เมืองราชคฤห์ พร้อมพระภิกษุชฎิล ๓ รูปและภิกษุที่เคยเป็นบริวารอีก ๑๐๐๐ รูป เดินทางมาถึงณ. ลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่มพระเจ้าพิมพิสาร  กษัตริย์ปกครองแคว้นมคธ พร้อมด้วยเหล่าพราหมณ์ คฤหบดีชาวมคธ จำนวน ๑๒ นหุต (๑๒๐,๐๐๐ คน)    ได้ข่าวและชื่อเสียงของพระพุทธเจ้า จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า   แต่เนื่องจากอุลุเวลากัสสปเป็นอาจารย์ของพระเจ้าพิมพิสาร    เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาพร้อมชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมบริวาร    ทำให้ชาวเมืองราชคฤห์เกิดความสงสัยว่าพระพุทธเจ้าและอุรุเวลากัสสปใครเป็นอาจารย์และลูกศิษย์กัน   
           เมื่อพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ปัญญาญาณว่าชาวเมืองยังมีความสงสัยในใจช่นนั้นจึงทรงโปรดให้อุรุเวลากัสสปได้ประกาศต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าพิมพิสาร  ถึงมูลเหตุที่ตนละเลิกลัทธิเดิมได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาว่าตนมีความคิดเหตุผลอย่างไร เพื่อทำลายทิฐิมานะของชาวเมืองราชคฤห์ที่มาเข้าเฝ้าเสียก่อนแล้ว  จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเรื่องอนุบุพพิกถา (แสดงเรื่อง ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกามและอนิสงส์ ของการออกจากกามโดยลำดับแล้ว)   ทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ แก่พระเจ้าพิมพิสารพร้อมประชาชนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคนเกิดดวงตาเห็นบรรลุธรรมขั้นโสดาบันและอีกหนึ่งหมื่นคนศรัทธาในพระพุทธเจ้าแสดงตนเป็นพุทธมามกะ.   
 
๑.๒ เป็นสถานที่ตั้งของวัดเวฬุวันมหาวิหาร  อันเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ถวายสวนไผ่ให้เป็นที่จำพรรษาแก่พระภิกษุ ๑๐๐๐ รูปกล่าวคือในวันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปเสวยภัตตาหารเช้า ณ พระตำหนักพระราชนิเวศน์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๑๐๐๐ กว่ารูป เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยภัตตาหารเสร็จพระภิกษุสงฆ์ พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาโดยพระเจ้าพิมพิสารหลั่งน้ำ         จากพระเต๋าทองลงบนพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้าทรงแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับทรงปรารถถึงเหตุจำเป็นนั้นจึงประทานพุทธานุญาตให้มีอาราม (วัด) ได้      
            ๑.๓  เป็นสถานที่ตั้งของถ้ำสัตบรรณคูหาอันเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑  เพื่อรวบรวมพระไตรปิฎกไว้เป็นหมวดหมู่     
            ๑.๔  เป็นสถานที่ตั้งพระคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏ   เป็นภูเขาที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นกำแพงเมืองล้อมรอบตัวเมืองราชคฤห์เป็นเมืองหลวงเงียบสงบสุขปลอดภัยจากการรุกรานจากแค้นมหาอำนาจอื่น ๆ ได้.

      
          ๑.๕ เมืองราชคฤห์ได้รับการขนานนามว่า "เบญจคีรีนคร" แต่ในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาฯ). กล่าวถึงเมืองราชคฤห์ว่า "คีรีพชนคร"เพราะเป็นนครที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ๕ ลูกคือ ภูเขาปัณฑวะ, ภูเขาคิชฌกูฏ,เวภาระ,อสิคิลิ,และเวปุลละ.(สาตก.ฎีกา ๓/๖๓/๒๘๑)  

   ๑.ดินแดนแคว้นมคธ  มีอาณาเขตดินแดนแน่นอน มีเมืองราชคฤห์เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ    คำว่า "ราชคฤห์" เป็นถ้อยคำที่มีชื่อปรากฎเป็นหลักฐานของข้อความหลายแห่งด้วยใน พระสูตรต่าง ๆ ของพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ และฉบับอื่นๆ และอรรถกถาที่ขยายเนื้อความไว้ในที่ต่างๆอีกมากมาย เช่น มหาปรินิพพานสูตร เป็นต้นภูเขาคิชฌกูฏเป็นภูเขาขนาดเล็กไม่น่าจะสูงเกิน ๖๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล เรียกว่า เนินเขามากกว่าภูเขา เพราะตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น ได้ให้คำนิยามว่า"ภูเขา"ต้องเป็นพื้นที่จากบริเวณโดยรอบตั้งแต่ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป แต่ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเห็นว่าควรใช้คำว่า "ภูเขาคิชฌกูฏ" ตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเพราะภูเขาไม่ว่าจะมีความสูงมากหรือน้อยกว่า ๖๐๐ เมตรก็ตามก็คือ ภูเขา  ลักษณะตัวเมืองราชคฤห์เป็นแอ่งกะทะที่ล้อมรอบด้วยภูเขาห้าลูกจึงเรียกว่าเบญจคิรินคร    ได้แก่ ภูเขาอิสิคิริ  ภูเขาปัฏทวะ ภูเขาเวภาระ และภุเขาไวภาวะ เป็นต้น ภูเขาคิชฌกูฏเป็นชื่อภูเขา ๑ ใน ๕ ลูกที่ล้อมรอบเมืองราชคฤห์ ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองราชคฤห์ ภูเขาแห่งนี้เคยมีอีแร้งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเกาะตามหน้าผาของยอดเขาคิชฌกูฏ ภูเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับภูเขารัตนคีรีช่องระหว่าภูเขารัตนคีรีกับภูเขาคิชฌกูฏนั้นมีทางเดินเล็กๆ ไปสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ สภาพภูมิศาสตร์ยอดบนสุดของยอดรัตนคีรีเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่พอสมควรเหมาะการกิจกรรมทางศาสนา. 

          ๒. ประชากร  มีหมู่บ้านถึง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน
    ๓. รัฐบาลมีพระเจ้าพิมพิสาร ทรงเป็นกษัตรย์ปกครองรัฐนี้ ทำหน้าที่บริหารรัฐมคธ ประชาชนเมืองนี้นับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนมีพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด พวกเขาเชื่อทรงสร้างพวกเขามาจากส่วนต่าง ๆ ของพรหม กำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาให้มีหน้าที่ในการทำงานตามวรรณะของตัวเอง.
       ๔. อำนาจอธิปไตย การใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศมคธนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง           

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ