The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : พระนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ

Introduction to Buddhaphumi philosophy: Rajagaha City of Magadha Country 


๑.บทนำ เมืองราชคฤห์
๒.ปัญหาความจริงของเมืองราชคฤห์   

๑. บทนำ 

         โดยทั่วไปแล้ว พุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับชื่อ "พระนครราชคฤห์" ในฐานะเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธ ผ่านการสดับพระธรรมเทศนาและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อรรถกถา หรือ ตำราเรียนในสำนักธรรมสนามหลวง และมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ความรู้ดังกล่าวหล่อหลอมให้เกิดการยอมรับโดยปริยายว่าเป็นความจริงเชิงประวัติศาสตร์ ทว่าในทางมิติปรัชญาการยอมรับข้อเท็จจริงใด ๆ โดยปริยาย มักปิดกั้นโอกาส ในการคิดวิเคราะห์เชิงลึก  การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งนำหลักฐานหลากมิติมาทำการวิเคราะห์ เพื่อสืบค้นเหตุผล รองรับความจริงเกี่ยวกับพระนครราชคฤห์อย่างเป็นระบบของวิธีพิจารณาความจริง และสมเหตุสมผลตามหลักตรรกะ  เป็นต้น

         ประวัติศาสตร์เมืองราชคฤห์ : ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรมคธ เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่นับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงพบพระพุทธเจ้าตั้งแต่ทรงออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ใหม่ ๆ  พระองค์ได้เสด็จมาศึกษาเพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษยชาติครั้งแรก เมืองราชคฤห์ตั้งอยู่แอ่งกะทะที่ล้อมด้วยภูเขาห้าลูก  

         ตามแนวคิด "ปรัชญาแดนพุทธภูมิ"  นักปรัชญาย่อมให้ความสนใจกับปมปัญหาเกี่ยวกับความจริงในวิถีชีวิตมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนมิให้ด่วนปักใจเชื่อ ในข้อเท็จจริง หรือคำบอกเล่าในทันที  แต่ทรงแนะให้ตั้งข้อสงสัยและแสวงหาความรู้ผ่านการรวบรวมพยานหลักฐานที่เพียงพอ เนื่องจากพยานบุคคลเพียงปากเดียว อาจมีความคลาดเคลื่อนจากอคติ ทั้งความรัก ความชัง ความกลัวหรือความเขลา อีกทั้งอินทรียทั้ง ๖ ของมนุษย์ ยังมีข้อจำกัดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และสังคมที่เกิดขึ้น และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ จึงต้องผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมความรู้นั้น ไว้อย่างเป็นระบบในจิตใจ 

     
         เมื่อพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ ในสมัยพุทธกาล อนุทวีปอินเดียประกอบด้วยมหาอำนาจ ๑๖ แคว้นใหญ่และแคว้นชนบทเล็กๆ อีก๕ ประเทศ  ส่วนใหญ่เป็นรัฐศาสนาพราหมณ์เนื่องจากแต่ละแคว้นนำหลักคำสอนของพราหมณ์ บัญญัติให้เป็นคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะ โดยมีกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยมีสาระสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญคือเมื่อมหาราชาแห่งชาติสักกะ ประกาศใช้กฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะแล้ว ภายหลังจะบัญญัติกฏหมายเพื่อยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะไม่ได้ เพราะเป็นข้อห้ามภายใต้บทบัญญัติกฏหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศที่เรียกว่า "หลักอปริหานิยธรรม" 

         เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาของชาวสักกะ ที่ถูกลงโทษตามกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี เพราะพวกเขาควบคุมตัณหาราคะของตนเองไม่ได้ จึงสมัครรักใคร่กันฉันท์ชู้สาวและเกิดการแต่งงานข้ามวรรณะ   เมื่อกฎหมายจารีตวรรณะประเพณีให้อำนาจคนในชุมชนของสังคมลงโทษพวกเขาได้ จึงถูกพิพากษาโดยคนในสังคมลงโทษพวกเขา ด้วยการถูกขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิตกลายเป็นคนไร้วรรณะที่เรียกว่า "จัณฑาล" ไปใช้ชีวิตเร่ร่อนตามท้องถนนในพระนครใหญ่ ๆ ในวัยชรา เจ็บป่วยและนอนตายข้างถนน พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเพื่อปฏิรูปสังคมด้วยระบบการเมืองของประเทศ เพื่อให้ชาวสักกะทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่เท่าเทียมกันในการทำงาน การศึกษาปรัชญาศาสนาพราหมณ์และทำพิธีบูชาเทพเจ้าในนิกายของตนได้ 
  
            แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปสังคมในรัฐสักกะได้  เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาศากยวงศ์ได้ประชุม เพื่อพิจารณากฎหมายจารีตประเพณีว่า ด้วยการเลิกวรรณะตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอแล้ว  แต่สมาชิกรัฐสภาลงมติไม่เห็นด้วย เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดในการปกครองอาณาจักรสักกะ เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์ทำงานตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์หรือไม่มีเหตุผลเพียงใด แม้ว่าจะมีปุโรหิตเป็นพยานบุคคลได้อ้างว่าเคยเห็นพระพรหมมาก่อน แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตรัสถามว่าพระพรหมและพระอิศวรมีประวัติความเป็นมาอย่างไร แต่ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้ 
          เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เขียนได้เดินทางไปแสวงบุญในสังเวชนียสถานทั้ง๔เมืองที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลเป็นเวลา ๑๐ วัน เมื่อผู้เขียนและกลุ่มผู้แสวงบุญมาถึงเขตพิหารซารีฟ (BiharSharef) ของรัฐพิหาร ผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงจากพระวิทยากรว่าในสมัยพุทธกาล เขตพิหารซารีฟเป็นที่ตั้งของพระนครราชคฤห์ในฐานะเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ โดยมีพระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นกษัตริย์ปกครองรัฐมคธซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๖ รัฐอำนาจของอนุทวีปอินเดีย มีอิทธิพลทางการทหารและเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง 
                                    
          มีมหาเศรษฐีมากถึง ๙ คนที่ทำธุรกิจค้าส่งในต่างประเทศ  เพื่อหารายได้ให้กับรัฐมคธ ในแต่ละปีจำนวนมหาศาลด้วยกัน  ทั้งหมดอยู่ในวรรณะแพศย์ มีทำหน้าที่ในทำการเกษตรกรรม การค้าขายส่งข้าวออกไปต่างประเทศเพื่อหารายได้เข้าสู่รัฐมคธ บนเส้นทางคมนาคมจะผ่านตัวเมืองราชคฤห์  ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกะทะที่มีภูเขา ๕ ลูกล้อมรอบตัวเมืองไว้ และพบรอยเกวียนโบราณฝังลึกลงไปในหินเกือบ  ๖ นิ้วฟุตมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า ๓๐๐๐ ปี เป็นร่องรอยอารยธรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่ามีกองคาราวานเกวียนสินค้าขนาดใหญ่หลายพันเล่มเกวียน มีคนคุมคาราวานจำนวนหลายพันคนเข้าสู่ประตูเมืองด้านทิศตะวันออกทะลุด้านทิศตะวัน เป็นเวลาต่อเนื่องกันมายาวนานหลายพันปี เพื่อส่งสินค้าเข้าจากรัฐต่างๆและส่งสินค้าออกจากรัฐมคธไปสู่รัฐโกศลหรือรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวดองกันเช่นรัฐมคธและรัฐโกศล 
                                      
         มีพระเจ้าปเสนธิโกศลเป็นกษัตริย์ปกครอง ทรงมีความเกี่ยวดองกันเพราะนางเวเทหิพระราชมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น ทรงเป็นพระขนิษฐาของพระเจ้าปเสนธิโกศลจึงค้าขายกันเองในหมู่เครือญาตินอกจากนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิในพระพุทธศาสนา เพราะมีวัดเวฬุวันมหาวิหารแห่งแรกในพระพุทธศาสนา  ยอดเขาคิชฌกูฏอันรื่นรมย์ ถ้ำปิปผลิของพระมหากัสสปะ รวมทั้งถ้ำสัตบรรณคูหาที่แสดงสังคายนาเป็นครั้งแรกเป็นต้น  เมื่อพยานเอกสาร  พยานบุคคล และพยานวัตถุยืนยันข้อเท็จจริงของคำตอบว่าพระนครราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ  เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง   แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า มิให้เชื่อข้อเท็จจริง 
   
       ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วต้น ผู้เขียนจึงศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความจริงของแคว้นมคธในพระไตรปิฎก และเขียนบทความนี้โดยอาศัยการวิเคราะห์คำตอบจากหลักฐานมีอยู่ในพระไตรปิฎก อรรถกถา และจดหมายเหตุของสมณจีน ๒ รูป เป็นต้น บทความนี้จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นแก่พระธรรมวิทยากรใช้เป็นข้อมูลบรรยายแก่ผู้แสวงบุญในแดนพุทธภูมิให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน กระบวนการวิเคราะห์ที่มาของความรู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจัยแก่นิสิตในระดับปริญญาเอกหลักสูตรดุษฏีบัณฑิตสาขาพระพุทธศาสนาให้บรรลุ ถึงความรู้และความเป็นจริง ที่มีกฏเกณฑ์ของการตัดสินที่สมเหตุสมผลปราศจากข้อสงสัยในความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์อีกต่อไป.  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ