The Epistemology of Resolution : Proving Truth and Concept of The Bodhisattva in Buddhism
บทนำสู่ญาณวิทยาแห่งปณิธานพระโพธิสัตว์
๑.มนุษยภาพ ความทะเยอทะยานและต้นกำเนิดแห่งความรู้
โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์ถูกขับด้วยความทะเยอทะยานทางจิตใจเพื่อบรรลุเป้าหมายและเจตจำนงภายในจิตใจ แต่ละบุคคลมีความปรารถนาที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ความต้องการขั้นพื้นฐานในระดับรูปธรรม เช่น บางคนต้องการทรัพย์สินเงินทอง คนต้องการอิสระใช้ชีวิตตามความชอบของตนไม่มีกฎเกณฑ์บังคับให้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ บางคนชอบท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ หลายคนจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในอาชีพและมีเงินมากมาย แต่เมื่อเขาเกษียน เขาใช้ชีวิตคนเร่ร่อนในตอนกลางคืน เป็นต้น
ในทางญาณวิทยา (Epistemology) คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า "อะไรคือต้นกำเนิดความรู้และปณิธานที่แท้จริงของมนุษย์ "
ความฝัน เจตจำนง หรือปณิธาน เป็นสภาวะนามที่จิตปรุงแต่งขึ้นและซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์แต่ละคน ซึ่งมีต้นกำเนิดความรู้จาก "การรับรู้ผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) เมื่อจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์รอบตัว แล้วสั่งสมประสบการณ์เหล่านั้นไว้ เป็น "สัญญา" (ความจำได้หมายรู้) จิตจึงนำความทรงจำนั้นมาปรุงแต่งจิต คิด วิเคราะห์และก่อตัวเป็นความปรารถนาหรือเป้าหมายชีวิตขึ้นมา
๒.โครงสร้างความรู้ทางญาณวิทยา (Structure of Knowledge)
สภาวะนามธรรมเช่น ความสำเร็จ ความสมหวัง หรือความผิดหลัง จะยังไม่ปรากฏเป็นความจริงเชิงประจักษ์แก่ผู้อื่น จนกว่ามุษย์จะแสดงออกผ่านกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม เพื่อแปลงมโนทัศน์ภายในให้เกิดผลลัพธ์ภายนอก ในบริบททางปรัชญา ความหมายของ "ปณิธาน" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คือ "การตั้งความปรารถนา" (มุ่งหมาย, อยากได้, ต้องการ)
เมื่อพิจารณาโครงสร้างความรู้ของมนุษย์ของมนุษย์ทั่วไป ความปรารถนามักผูกติดอยู่กับกิเลสและอารมณ์ทางโลกเช่น ความโลภ โทสะ ริษยา หรือการแสวงหาความสุขชั่วคราว ประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็น "สัญญานอนเนื่อง" (ความทรงจำสะสม) ที่คอยชี้นำ พฤติกรรมและแนวคิดของมนุษย์
ในทางกลับกันโครงสร้างความรู้ใน "ปณิธานของพระโพธิสัตว์" ปรากฏหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬา ฯ ] ฑีฆนิกาย มหาวรรค ๑.มหาปทานสูตร กฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ [๓๑] ๑๕.มีกฎธรรมดาดังนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ครู่หนึ่ง ประทับยืนอย่างมั่นคงด้วยพระบาททั้งสองที่เสมอพื้นปฐพี ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ เสด็จดำเนินไป ๗ ก้าว ขณะหมู่เทวดากั้นเศวตฉัตรตามเสด็จ ทอดพระเนตรไปยังทิศทั้งปวงและทรงเปล่งอภิสวาจาว่า
เราคือผู้เลิศของโลก เราคือผู้เจริญที่สุดของโลก เราคือผู้ประเสริฐที่สุดของโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
ข้อความนี้แสดงให้เห็นถึง "โครงสร้างปณิธานระดับมหาบุรุษ" ที่ก้าวข้ามความปรารถนาทางโลกทั่วไป แต่เป็นการประกาศเป้าหมายชีวิตสูงสุด (Ultimate Goal) เพื่อการพัฒนาศักยภาพแห่งปัญญาและบรรลุความรู้อันเลิศที่สุดในโลก
๓.วิธีการแสวงหาความรู้ (Methoddology of Acquiring Knowledge)
เมื่อนักปรัชญาในสมัยก่อนพุทธกาลเป็นมนุษย์ ย่อมมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน และอคติ ซึ่งเป็นนามซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจเนื่องจากความไม่รู้ของมนุษย์เอง เมื่อแสดงทัศนะความจริงตามปฏิภาณของตนเองด้วยเหตุผล อนุมานความรู้จากสิ่งได้ยินมานั้น การอธิบายคำตอบยอมมีความถูกต้อง ผิดบาง ให้เหตุผลเลื่อนลอยในลักษณะนี้บ้างหรือลักษณะนั้นบ้าง ดังนั้น ลำพังการบันทึกข้อความในคัมภีร์ ย่อมยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความจริงแท้ในทางปรัชญา นักปรัชญาจึงต้องตั้งข้อสงสัยและใช้"กระบวนการทางญาณวิทยา" ในการแสวงหาความรู้เชิงลึก โดยเริ่มจากการ :
๓.๑ รวบรวมพยานหลักฐาน ด้วยการสืบค้นข้อมมูลทั้งจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
๓.๒ การตีความเชิงปรัชญา เมื่อเราวิเคราะห์พยานหลักฐานต่าง ๆ "อาสภิวาจา" และการเสด็จ ๗ ก้าว ว่าเป็นเรื่องเล่าเชิงอุปมานิทัศนะ (Allegon) หรือเป็นสัญญลักษณ์แทนการพัฒนาปัญญาของพระโพธิสัตว์
๓.๓ การอนุมานเชิงเหตุผล เมื่อวิเคราะห์พยานหลักฐานต่าง ๆ เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้พุทธวิธีการใด ในการฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพของจิตใจ จนสามารถบรรลุถึงปณิธานที่ตั้งใจได้จริง การศึกษาที่มาของความรู้เรื่องปณิธานของพระโพธิสัตว์ เราสามารถศึกษาได้จากหลักฐานดังต่อไปนี้ ผู้เขียนก็ค้นพบพยานหลักฐานเป็นข้อความในพระไตรปิฎกไว้หลายแห่งด้วยกันก่อนเราต้องศึกษา
จากคำนิยามข้างต้น ผู้เขียนตีความได้ว่า จิตใจของมนุษย์มีธรรมชาติของตนเองและอาศัยร่างกายเชื่อมกับเรื่องของโลก ไม่ว่าจะเป็นกรรมของผู้คน มีฐานะยากจน ขาดรายได้ การบันดาลโทสะจนฆ่าผู้อื่น ความโลภอยากได้ของผู้อื่น ประพฤติไม่ชอบในลูกเมียคนอื่น มีจิตริษยาจึงชอบว่าร้ายผู้อื่นชอบมัวเมาในความสุขจากการดื่มสุรายาเมาเพื่อให้ตนจมปลักอยู่ในความสุขได้เท่าที่ใจของตนต้องการ เมื่อรับรู้แล้วจิตก็น้อมมาเก็บไว้ในจิตตนจนกลายเป็นสัญญานอนเนื่องอยู่ในจิตของตนเองในยามที่ตนหลับก็จะนึกเห็นภาพของเรื่องผุดขึ้นมาในจิตของตนเอง เป็นต้น
๔.ความสมเหตุสมผลและความจริงแท้ของความรู้
การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงการเชื่อมตามตำรา(กาลามสูตร) แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ เพื่อพิสูจน์ "ความสมเหตุสมผลของปณิธาน" ของพระโพธิสัตว์ว่า มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถพัฒนากาย จิต และปัญญา จนบรรลุความเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกได้อย่างไร ?
การถอดรหัสญาณวิทยาแห่งปณิธานนี้ จึงเป็นการค้นหาความจริงแท้เชิงเหตุผล เพื่อนำไปสู่การอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ ของพระโพธิสัตว์อย่างระบบ จึงจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการนำไปเผยแผ่ของพระธรรมทูต ณ แดนพุทธภูมิและเป็นรากฐาน สำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในระดับวิททยานิพนธ์ต่อไป
บรรณานุกรม
-มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (๒๕๓๙). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ ฑีฆนิกาย มหาวรรค (มหาปทานสูตร). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงราชวิทยาลัย.
-พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.๒๕๕๔. (๒๕๕๖). กรุงเทพมหานคร: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น