Buddhaphumi philosophy: An analysis of the existence of a person
บทวิเคราะห์ความมีอยู่ของปัจเจกบุคคล
โลกเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะ โดยอยู่ในหลุมดำมานานหลายล้านปีแสง มีประชากรอาศัยอยู่บนโลกเจ็ดพันล้านคน ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในมนุษย์เหล่านั้น ที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้มนุษย์นั้นไม่เที่ยง ชีวิตที่เกิดขึ้น ดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ตายไป มันเป็นกฎธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ผ่านอายตนะภายในและรวบรวมข้อมูลนี้ เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ จิตใจมนุษย์ใช้หลักฐานอารมณ์เหล่านี้ เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ โดยการอนุมานหรือคาดคะเนความจริงจากหลักฐานทางอารมณ์เพื่อพิสูจน์ความจริงของการดำรงอยู่มนุษย์นี้ โดยพวกเขาใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริงนี้
เมื่อวิเคราะห์หลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับคำตอบนั้นยังไม่ชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหานั้น อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาชอบจะศึกษาเรื่องนี้ต่อไป พวกเขาก็จะตรวจสอบความจริงและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เมื่อได้หลักฐานเพียงพอก็ใช้พิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น ยกตัวอย่างเช่น ในอินเดียโบราณชาวอนุทวีปอินเดียได้รับความรู้มาจากคำสอนของพราหมณ์ชาวอารยัน เมื่อพวกเขาพบคำตอบแล้ว พวกเขาก็จะแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามอื่น ๆ ต่อไป ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์มักนำไปการตั้งคำถามกับตนเอง เช่น พวกเขาเป็นใคร ? พวกเขามาจากไหน? สาระสำคัญของงานเขียนของพวกเขาคืออะไร ?
อภิปรัชญาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์และเทพเจ้า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและวิเคราะห์ เพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสของมนุษยทั่วไปที่จะเข้าใจ เว้นแต่ผู้นั้นจะพัฒนาศักยภาพชีวิตไปถึงระดับพระอรหันต์ (ผู้รู้แจ้ง) ที่มีอภิญญาทั้งหก(พลังเหนือธรรมชาติหกประการ)เท่านั้น ถึงจะเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริง เราสนใจที่จะหาคำตอบจากคำถามเหล่านี้ และยอมรับว่าแก่นแท้ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วย รูป จิต เจตสิก และนิพพาน เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อองค์ประกอบของชีวิตถูกทำให้เข้าใจง่ายขึ้น เหลือเพียง ๒ ส่วนคือ ร่างกายและจิต ก็จะง่ายต่อการอธิบายและทำความเข้าใจด้วยวิธีการง่ายต่อการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของสองปัจจัย คือร่างกายและจิต โดยมนุษย์ใช้จิตในการรับรู้ผ่าน "อินทรีย์ ๖ "
การแสวงหาความรู้ทางปรัชญา เริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่จิตมนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งหก สิ่งเหล่านี้อาจเป็นวัตถุที่พบในธรรมชาติรอบตัวเรา หรือ สิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสของมนุษย์ เช่น เทพเจ้า มนุษย์ใช้จิตใจในการรับรู้สิ่งเหล่านี้ และพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งเหล่านั้นจากนั้นพวกเขาก็แสวงหาคำตอบผ่านวิธีการต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์และใช้เหตุผล เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ? และมีลักษณะอย่างไร ? ข้อดีของการวิเคราะห์เชิงปรัชญานั้น คือคำตอบของแต่ละคนถือว่าถูกต้อง
ดังนั้น คำตอบทางปรัชญาจึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เมื่อข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นจากการวิจัยและการสำรวจ ยกตัวอย่างเช่น เกี่ยวกับความจริงของปฐมธาตุของโลก นักปรัชญาบางคนกล่าวว่าปฐมธาตุของโลกกำเนิดมาจากน้ำ ในขณะที่บางคนกล่าวว่าปฐมธาตุของโลกกำเนิดมาจากอากาศและอื่น ๆ ส่วนพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกับปรัชญาศาสนาพราหมณ์ก็สนใจในแนวคิดเชิงปรัชญาเกี่ยวกับมนุษยชาติ พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญามักแสดงความเห็นโดยอาศัยปฏิภาณ หรือคาดคะเนความเป็นจริงของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาแสดงความคิดเห็นด้วยไหวพลิบ สามารถเบี่ยงเบน หรือตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วและชาญฉลาดในการอธิบายความจริงเกี่ยวกับมนุษยชาติและเรื่องอื่น ๆ เหตุผลของมนุษย์ในฐานะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญานั้น บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็เป็นไปทางนี้ บางครั้งก็เป็นไปทางนั้น เมื่อเหตุผลอธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า จะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นเหล่านั้น และไม่อาจยอมรับนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเป็นพยานยืนยันความจริงในเรื่องนั้นได้
ก่อนที่จะเข้าใจบทความนี้ ผู้อ่านจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของคำว่า "ปัจเจกบุคคล" ตามพจนานุกรมแปลไทย-ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า "ปัจเจกบุคคล" หมายถึง บุคคลแต่ละคนนั้น ส่วนคำว่า"บุคคล" หมายถึง "คน" ตามพระไตรปิฎกคำว่า "คน" เรียกว่า "ขันธ์ห้า" อย่างไรก็ตาม คำว่า "ขันธ์ห้า" ตามพจนานุกรมแปลไทย -ไทย อ.เปลื้อง ให้นิยาม "ขันธ์ห้า" ว่าเป็นคำนามหมายถึงองค์ประกอบทั้งห้า่ของบุคคล พระพุทธศาสนาสอนว่าบุคคลประกอบด้วย ๕ ส่วน เรียกว่า "ขันธ์ห้า" ได้แก่ ๑.รูปขันธ์ได้แก่ร่างกาย ๒. เวทนาขันธ์ เรียกว่าความรู้สึกสุขทุกข์ ๓. สัญญาขันธ์ หมายถึงความจำ ๔. สังขารขันธ์หมายถึง ความนึกคิด ๕. วิญญาณขันธ์หมายถึง ความรู้ เป็นต้น
จากข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสารดิจิทัลที่กล่าวข้างต้น ผู้เขียนตีความได้ว่าตามคำสอนของพุทธศาสนาเถรวาทนั้น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายชีวิตในรูปแบบของคำสอนเรื่อง "ขันธ์ห้า" โดยการแสดงองค์ประกอบห้าประการของชีวิต ได้แก่ รูปหมายถึงร่างกาย เวทนาหมายความรู้สึกสุขทุกข์ของมนุษย์ สัญญาหมายถึงการจดจำสิ่งที่เข้ามาในชีวิตสังขารหมายถึงความคิดของมนุษย์ และวิญญาณหมายถึงส่วนที่เป็นจิตทั้งหมดมนุษย์ เป็นที่เก็บความรู้ไว้ในจิตของมนุษย์ นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า ความรู้ก็ไม่ผิด ขันธห้าของมนุษย์เมื่อย่อองค์ประกอบของชีวิต ๕ ส่วน ให้เหลือเพียง ๒ ส่วนคือกายและจิตนั่นเอง
ดังปรากฎหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๓ จิตวรรค ๕. จิตตหัตถเถรวัตถุ๔.สังฆขิตเถรวัตถุเรื่องพระสังฆรักขิตเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสคาถานี้แก่พระสังฆรักขิตเถระ) ไว้ดังนี้ข้อ ๓๗. คนเหล่าใดสำรวมจิตที่เที่ยวไปไกล๑ เที่ยวไปดวงเดียว๒ ไม่มีรูปร่าง๓ อาศัยอยู่ในถ้ำ๔ คนเหล่านี้จักพ้นเครื่องผูกแห่งมาร๕ คนเหล่านี้จักพ้นเครื่องผูกแห่งมาร๕ (๕)เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากที่มาของความรู้ ในพยานเอกสารดิจิทัลพระไตรปิฎกออนไลน์ รับฟังข้อเท็จเป็นที่ยุติว่า ชีวิตของมนุษย์นอกจากมีกายแล้ว ยังมีจิตเป็นองค์ประกอบของชีวิต ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้ดังนั้นปัญหาความจริงอภิปรัชญาเรื่องจิตในพุทธปรัชญาเถรวาท สาระอันเป็นแก่นแท้ของชีวิตคือจิตนั่นเอง
ดังปรากฎหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๓ จิตวรรค ๕. จิตตหัตถเถรวัตถุ๔.สังฆขิตเถรวัตถุเรื่องพระสังฆรักขิตเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสคาถานี้แก่พระสังฆรักขิตเถระ) ไว้ดังนี้ข้อ ๓๗. คนเหล่าใดสำรวมจิตที่เที่ยวไปไกล๑ เที่ยวไปดวงเดียว๒ ไม่มีรูปร่าง๓ อาศัยอยู่ในถ้ำ๔ คนเหล่านี้จักพ้นเครื่องผูกแห่งมาร๕ คนเหล่านี้จักพ้นเครื่องผูกแห่งมาร๕ (๕)เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากที่มาของความรู้ ในพยานเอกสารดิจิทัลพระไตรปิฎกออนไลน์ รับฟังข้อเท็จเป็นที่ยุติว่า ชีวิตของมนุษย์นอกจากมีกายแล้ว ยังมีจิตเป็นองค์ประกอบของชีวิต ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้ดังนั้นปัญหาความจริงอภิปรัชญาเรื่องจิตในพุทธปรัชญาเถรวาท สาระอันเป็นแก่นแท้ของชีวิตคือจิตนั่นเอง
๑.ปัญหาว่าจิตคืออะไร เมื่อผู้เขียนค้นคว้าข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๕ พระสุตตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ธรรมบท ๓.จิตวรรค ๑.เมฆิยเถรวัตถุ พระผู้มีพระภาคพระคาถานี้ แก่พระสังฆรักขิตเถระ [๓๗] คนเหล่าใดสำรวมจิต เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่างอาศัยอยู่ในถ้ำ คนเหล่านั้นจะหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร
เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารดิจิทัลพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬา ฯ รับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นที่ยุติว่า คนสำรวมจิตของตนเอง เป็นสิ่งไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในถ้ำ เที่ยวไปดวงเดียว เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดยกเหตุผลขึ้นมาโต้แย้งหักล้างข้อเท็จจริงพระไตรปิฎกให้เกิดข้อพิรุธสงสัยอีกต่อไป ผู้เขียนเห็นว่า จิตคือสิ่งไม่มีรูปร่าง เที่ยวไปดวงเดียว อาศัยอยู่ในถ้ำ (ร่างกาย) ของคนนั้น เราวิเคราะห์ได้ดังนี้
๑.๑ คำว่า "จิตเป็นสิ่งไม่มีรูปร่าง" จิตของมนุษย์อาศัยในร่างกาย ไม่ใช่ร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างไม่กินเนื้อที่ ไม่สามารถสัมผัสได้แต่รู้ด้วยใจของมนุษย์เอง เมื่ออาศัยอยู่ในร่างกายเป็นสิ่งที่มีรูปร่างกาย ดังนั้น จิตจึงเป็นสิ่งที่ไม่รูปร่าง เป็นต้น เมื่อธรรมชาติของจิต มีลักษณะเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างต้องอาศัยกายตลอดเวลา ออกไปรับรู้อารมณ์ซึ่งอยู่ภายนอกตัวมนุษย์ ส่วนของร่างกายที่จิตใช้เป็นสะพานหรือทวารออกไปรับรู้อารมณ์เหล่านี้นั้นคืออายตนะภายในของร่างกายมนุษย์อันได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น กายและใจของมนุษย์สภาวะรู้อารมณ์ของมนุษย์เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อจิตน้อมออกไปผัสสะอารมณ์รูปทางประสาทตาเกิดความรู้อารมณ์ขึ้น แต่เมื่อจิตเป็นสิ่งไม่มีรูปร่าง สิ่งที่จิตน้อมรับเข้ามาสู่จิตเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างไปด้วย ได้แก่สภาวะของอารมณ์เรื่องราวเกี่ยวกับรูปภาพที่มนุษย์เห็นเท่านั้น ไม่สามารถนำวัตถุภาพผ่านทะลุประสาทตาเข้าสู่จิตได้เมื่อจิตน้อมออกไปผัสสะอารมณ์ของเสียงผ่านหูเกิดความรู้ของอารมณ์เสียงขึ้น แต่เมื่อจิตเป็นที่ไม่มีรูปร่างและเสียงก็มีไม่รูปร่างเช่นเดียวกัน จิตจึงน้อมรับเอาเสียงเข้าสู่จิตได้
๑.๒ จิตมีลักษณะ"เป็นดวง" ธรรมชาติของจิตมีลักษณะเป็นดวงเกิดดับตลอดเวลา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจิตดวงเก่ากับจิตดวงใหม่ก่อนจิตดวงเก่าจะดับก็ถ่ายทอดเชื้อกรรมไปยังจิตดวงใหม่เช่นนี้ตลอดเวลา
๑.๓. จิตอาศัยอยู่ใน"ถ้ำ" เมื่อจิตอาศัยอยู่ในร่างกายและใช้ร่างกายรับรู้เรื่องของโลกได้ ส่วนของร่างกายมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นถ้ำอยู่อาศัยได้แก่ กะโหลกศรีษะของมนุษย์ มีลักษณะเป็นถ้ำเป็นที่บรรจุก้อนสมองซึ่งเป็นที่รวมของเส้นประสาททั้งหมดของร่างกาย จิตจึงอาศัยอยู่ในบริเวณแห่งนี้
๑.๔ จิตท่องเที่ยวไกล เมื่อมนุษย์เสียชีวิตลงร่างกายเสื่อมสลายสู่ธรรมชาติเว้นแต่จิตเท่านั้นออกจากร่างกายไปจุติจิตไปสู่ภพภูมิต่างๆใน ๓๑ ภพภูมิ ดังที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกคำว่าท่องเที่ยวคือการจุติจิตในภพต่างๆซึ่งถือเป็นการเดินทางไกลหรือจิตปล่อยกระแสอารมณ์ไปตามกิเลสของตนเอง
๒.ลักษณะของจิตเป็นอย่างไร เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูล ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่๓๕ อภิธรรมปิฎกที่๐๒ วิภังค์ [๑.ขันธวิภังค์] ๑.สุตตันตภาชนีย์ (ขันธ์๕คือ ๑.รูปขันธ์ ๒.เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔.สังขารขันธ์ ๕.วิญญาณขันธ์) เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลเรื่องเรื่องชีวิตจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎก ผู้เขียนตีความได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงเทศนาเรื่องชีวิตของมนุษย์ในหลักธรรมเกี่ยวกับขันธ์ห้า โดยแยกส่วนประกอบของชีวิตมนุษย์เป็น๕ ส่วน เมื่อย่อส่วนประกอบของชีวิตเหลือ ๒ ส่วนได้แก่กายและจิต โดยคำว่า "รูป"หมายถึงร่างกายของมนุษย์นั้น ส่วนเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ หมายถึงอาการของ"จิต"ที่แสดงออกมาทางกายมนุษย์นั่นเองธรรมชาติของจิตของปัจเจกบุคคลมีลักษณะอย่างไรตามธรรมชาติฉบับประมวลศัพท์ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) นั้นมีดังต่อไป
๒.๑. ลักษณะของจิตมีอาการเวทนา เป็นความรู้สึกสุข ทุกข์ เบื่อหน่าย เมื่อมนุษย์ผัสสะกับวัตถุแห่งกิเลส อารมณ์เกี่ยวกับกิเลส จิตย่อมเกิดความสุขในอารมณ์ที่ตนพอใจ จิตย่อมเกิดความทุกข์ในอารมณ์ที่ตนไม่พอใจ และขณะเดียวกับเมื่อมีความสุขในอารมณ์ที่ตนพอใจมากเป็นประจำ ย่อมเกิดอารมณ์นิพพิทาที่เรียกว่า "เบื่อหน่าย"ได้เช่นเดียวกัน
๒.๓.ธรรมชาติของจิตเก็บสั่งสมความรู้ ธรรมชาติของจิต เมื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่รับรู้ยังคงอยู่ในจิตและยังอยู่ในจิตของมนุษย์นักวิชาการบางท่านบอกว่า อยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์เป็นที่สะสมพฤติกรรมของจิตหลายอย่างเช่น แรงจูงใจทำให้แสดงพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ชอบเก็บผัสสะต่างๆที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะภายในชอบเก็บกายกรรมที่แสดงออกทางกายมาไว้ วจีกรรมการแสดงออกทางวาจาของไว้และเก็บมโนกรรมสั่งสมไว้ในจิตในบางครั้งเก็บประสบการณ์ทางผัสสะที่ดีเรียกว่า“กุศลกรรม”หากเก็บประสบการณ์ที่ไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรม”เป็นต้น
๒.๔.ธรรมชาติของจิตรับรู้ เมื่อจิตอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์ การรับรู้ของจิตโดยอาศัยร่างกายเป็นตัวเชื่อมกับปัจจัยภายนอกชีวิตของมนุษย์ รูปร่างหน้าของมนุษย์ สัตว์ป่าสัตว์เลี้ยง ต้นไม้ โบราณวัตถุ ดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า เป็นต้น เมื่อรับรู้แล้วสงสัยอยากรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ต่าง ๆ มีกิจกรรมทางจิตหรือทางปัญญา รวมถึงกระบวนการคิดในแง่กรอบการคิด หมายถึงกระบวนการรับรู้การรับความรู้สึกความมีจิตสำนึกและจินตนาการ เมื่อมนุษย์มีความรู้เก็บไว้ในจิตแล้ว ความเหล่านั้นจะมีประโยชน์ต่อชีวิต เมื่อมนุษย์เจ้าของความรู้นำมาคิดจินตนาการทำให้ตนเข้าใจสภาวะโลกตามความเป็นจริง แตกต่างกันตามความคิดหาเหตุผลของตน และแปลความหมายของผัสสะตามความเข้าใจของตนเพื่อเชื่อมกับความเป้าหมายของชีวิตที่ตนปรารถนาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
โดยสรุปคำว่า "ปัจเจกบุคคล" หมายความว่ามนุษย์แต่ละคนมีชีวิตที่เกิดจากปัจจัย ๒ ประการคือร่างกายและจิต ชีวิตต้องอาศัยร่างกายสัมผัสอารมณ์แล้วจิตเกิดความสงสัย จากนั้นวิเคราะห์และหาเหตุผลคำตอบจากข้อมูลจากสิ่งที่สงสัยนั้น เมื่อจิตมนุษย์เป็นสิ่งไร้สัณฐานที่อาศัยอยู่ในร่างกายบนกะโหลกศรีษะ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย หลังจากความตายร่างกายไม่อยู่ในสภาพที่จิตจะดำรงอยู่ต่อไปจิตจะท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ จิตมีลักษณะเป็นผู้รู้ ผู้คิด ผู้เก็บอารมณ์ไว้ในจิต และนำอารมณ์นั้นมานึกคิดจินตนาการต่อยอดไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตน (ยังมีต่อ)
๒.๔.ธรรมชาติของจิตรับรู้ เมื่อจิตอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์ การรับรู้ของจิตโดยอาศัยร่างกายเป็นตัวเชื่อมกับปัจจัยภายนอกชีวิตของมนุษย์ รูปร่างหน้าของมนุษย์ สัตว์ป่าสัตว์เลี้ยง ต้นไม้ โบราณวัตถุ ดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า เป็นต้น เมื่อรับรู้แล้วสงสัยอยากรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ต่าง ๆ มีกิจกรรมทางจิตหรือทางปัญญา รวมถึงกระบวนการคิดในแง่กรอบการคิด หมายถึงกระบวนการรับรู้การรับความรู้สึกความมีจิตสำนึกและจินตนาการ เมื่อมนุษย์มีความรู้เก็บไว้ในจิตแล้ว ความเหล่านั้นจะมีประโยชน์ต่อชีวิต เมื่อมนุษย์เจ้าของความรู้นำมาคิดจินตนาการทำให้ตนเข้าใจสภาวะโลกตามความเป็นจริง แตกต่างกันตามความคิดหาเหตุผลของตน และแปลความหมายของผัสสะตามความเข้าใจของตนเพื่อเชื่อมกับความเป้าหมายของชีวิตที่ตนปรารถนาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
โดยสรุปคำว่า "ปัจเจกบุคคล" หมายความว่ามนุษย์แต่ละคนมีชีวิตที่เกิดจากปัจจัย ๒ ประการคือร่างกายและจิต ชีวิตต้องอาศัยร่างกายสัมผัสอารมณ์แล้วจิตเกิดความสงสัย จากนั้นวิเคราะห์และหาเหตุผลคำตอบจากข้อมูลจากสิ่งที่สงสัยนั้น เมื่อจิตมนุษย์เป็นสิ่งไร้สัณฐานที่อาศัยอยู่ในร่างกายบนกะโหลกศรีษะ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย หลังจากความตายร่างกายไม่อยู่ในสภาพที่จิตจะดำรงอยู่ต่อไปจิตจะท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ จิตมีลักษณะเป็นผู้รู้ ผู้คิด ผู้เก็บอารมณ์ไว้ในจิต และนำอารมณ์นั้นมานึกคิดจินตนาการต่อยอดไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตน (ยังมีต่อ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น