Epistemological problems of Brahmanism in the Tripitaka
สารบาญ
๑.บทนำ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าศาสนาพราหมณ์มีอยู่จริง
๒.องค์ประกอบของศาสนา
๒.๑ ศาสดา
๒.๒ หลักธรรม
๒.๓ นักบวชและศาสนิกชน
๒.๔ พิธีกรรม
๒.๕ ศาสนสถาน
๑.บทนำ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าศาสนาพราหมณ์มีอยู่จริง ?

โดยทั่วไปแล้ว ชาวพุทธส่วนใหญ่ มักรับการมีอยู่ของศาสนาพราหมณ์ ผ่านการบอกเล่าในพระธรรมเทศนาสืบต่อกันมาตั้งแต่พระภิกษุนิกายเถรวาทและมหายานตั้งแต่ยุคพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงพระธรรมเทศในวัดพุทธในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันธรรมสวนะ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าสังคมชาวพุทธจะยอมรับการมีอยู่ของศาสนาพราหมณ์โดยปริยาย แต่ในทัศนะของวิญญูชนหรือผู้รู้ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้า เมื่อทรงได้ยินเหตุผลของเหล่านักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในยุคนั้น พระองค์กลับทรงตั้งข้อสงสัยต่อ " ต้นกำเนิดความรู้ของศาสนาพราหมณ์ โครงสร้างของศาสนาพราหมณ์ วิธีการได้มาซึ่งความรู้ และความสมเหตุผลของศาสนาพราหมณ์นั้น
พระพุทธเจ้าทรงมองว่า พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาในอนุทวีปอินเดีย มักแสดงความคิดเห็นของตนเองโดยใช้เพียงปฏิภาณเชวน์ปัญญา หรือตรรกะส่วนตนในการแก้ต่าง และอธิบายเรื่องเล่าโบราณ เช่น การมีอยู่ของพระพรหม หรือพระอิศวร การใช้ตรรกะเพียงอย่างเดียวเต็มไปด้วยความืดมิด จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของสรรพสิ่ง การใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า บางครั้งก็ใช้เหตุผลถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนี้ บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนั้น เป็นต้น เมื่อเหตุผลของนักปรัชญาหรือนักตรรกศาสตร์คลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนจึงไม่ควรรีบเชื่อตามคำบอกเล่า แต่ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ แล้วใช้หลักฐานวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือ คาดคะเนความจริงอย่างมีเหตุผล ก่อนตัดสินใจเชื่อ
๒.กรอบพิจารณาทางญาณวิทยา ( Epistemological Framework) ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งตอบคำถามพื้นฐานว่า " เรารู้สิ่งที่เรารู้ได้อย่างไร"และ "อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริง" เมื่อมนุษย์มีขีดจำกัดทางประสาทสัมผัส (อายตนะภายใน) และมักมีความอคติ การทำความเข้าใจความรู้จึงต้องผ่าน ๔ โครงสร้างสำคัญ :
๒.๑ ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ (Origin of Knowledge) ตามทัศนะทางพุทธศาสนา ความรู้ของมนุษย์เริ่มจากรับรู้ผ่านอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต และจิตสั่งสมเรื่องราวจากประสบการณ์เหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ หากมนุษย์ขาดตรวจสอบ ก็จะเป็นเพียงความรู้ที่เชื่อตามกันมา (การฟังตามกันมา หรืออนุสสวะ) ดังนั้น ต้นกำเนิดความรู้ที่แท้จริงจึงต้องเริ่มต้นจากการรับรู้ ผ่านประสาทสัมผัส แล้วนำมาผ่านกระบวนพิจารณาความจริง โดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยและการสืบค้นข้อเท็จจริง
ดังนั้น คำตอบก็จะเป็นความรู้ที่เกิดจากการรับรู้และความคิดเห็นของมนุษย์ เช่น ชีวิตของมนุษย์จากการตรัรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เกิดจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจในครรภ์มารดา ที่รวมกันเป็นมนุษย์ใหม่ เมื่อวิญญาณเกิดในครรภ์มารดาเจริญเติบโตเป็นทารก เกิดเป็นมนุษย์ จิตใจมนุษย์อาศัยอายตนะภายในร่างกายในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเท็จ แต่ความไม่รู้ของมนุษย์เกิดจากการขาดการศึกษา จึงไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมไว้ในจิตใจ เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใด ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าจริงหรือเท็จ เพราะไม่รู้จักวิธีพิสูจน์ ข้อเท็จจริงเหล่านั้นและรวบรวมหลักฐานมาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงในเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล หากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานมาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ แม้จะหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบได้ก็ตาม ก็เป็นคำตอบที่ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น เมื่อที่มาของความรู้จากอายตนะภายในร่างกายมนุษย์ จะสามารถรับรู้ถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นได้ก็ตาม แต่ข้อมูลที่ใช้ในวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อหาเหตุผล มาอธิบายความจริงของคำตอบยังไม่ชัดเจนเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันความจริงไ้ด้ นักปรัชญาจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักในการวิเคราะห์หลักฐานต่อไป
๒.๒.โครงสร้างและองค์ประกอบความรู้ของมนุษย์ (Structure) of Knowledge)
โครงสร้างความรู้เกิดจากการรวบรวม ข้อมูล ประสบการณ์ และหลักฐาน มาจัดหมวดหมู่สร้างเป็น "นิยาม"หรือ "ทฤษฎี" ขึ้นมาในบริบทนี้ หากพิจารณาความรู้เรื่อง "ศาสนา" ผ่านนิยามตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะพบว่าองค์ประกอบความรู้ทางศาสนา ประกอบด้วย :
๑. ผู้สอน/ศาสดา : ลัทธิหรือบุคคล ผู้เริ่มต้นความรู้๒. หลักคำสอน : อธิบายการกำเนิด สิ้นสุดของโลก (อภิปรัชญาและหลักบาปบุญ (ศีลธรรม)๓. นักบวช/ศาสนิกชน: ผู้รับและสืบทอดความรู้๔. พิธีกรรม : ปฏิบัติการทางศาสนาที่สอดคล้องกับความเชื่อ
๒.๓ กระบวนการพิจารณาตรวจสอบความจริง (Process of Truth Verification)
กระบวนการได้มาซึ่งความจริงในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณรราชวิทยาลัย) ไม่ได้พึ่งพาเพียงตรรกะล้วน ๆ หรือการเชื่อตามตำรา แต่ใช้กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน และการอนุมานด้วยปัญญา (การวิเคราะห์อย่างแยบคาย หรือ โยนิโสมนสิการ) เพื่อพิสูจน์ว่าข้อความนั้นเป็นจริงหรือเท็จจริง
โดยเฉพาะทฤษฎีการกำเนิดโลกของลัทธิอาจารย์ของพราหมณ์กล่าวไว้ว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์ และสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิด ปุโรหิตที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ ก็ยืนยันข้อเท็จจริงว่าเคยเห็นพระพรหมมาก่อนในแคว้นสักกะ และพวกเขาสามารถเข้าถึงการมีอยู่ของพระพรหม และพระอิศวรได้ด้วยการทำพิธีบูชายัญ แต่คำสอนของพราหมณ์ในเรื่องการบูชาเทพเจ้านี้ไม่เป็นหลักสากลเพราะมีเพียงวรรณะพราหมณ์เท่านั้น ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่บูชายัญในเรื่องนี้แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ทำให้มนุษย์มีความรู้ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยมีปัจจัยทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ชีวิตมนุษย์มีองค์ประกอบทางร่างกายและจิตวิญญาณความรู้เรื่องการผิดศีลข้อที่ ๑ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์น้อยใหญ่ การฆ่าผู้อื่น มีองค์ประกอบผู้ใดฆ่าผู้อื่นและโดยเจตนาทุจริต เป็นต้น
ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาแรกที่เกิดขึ้นในโลก ก่อนที่พระศาสนาพุทธและศาสนาอื่นจะเกิดขึ้นในโลก เรื่องราวของศาสนาพราหมณ์มีหลักฐานอยู่ในคัมภีร์มัทสยปุราณะ คัมภีร์พรหมชาติสูตร และพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เป็นต้น เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ ก็ได้ยินข้อเท็จจริงว่าก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันซึ่งตั้งอยู่ในพระนครพาราณสีแห่งแคว้นกาสี เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นรัชทายาทของราชวงศ์ศากยะ พระองค์ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ตามวรรณะกษัตริย์ที่พระองค์ประสูติในชีวิต เจ้าชายสิทธัตถะทรงร่วมพิธีทางศาสนาของพราหมณ์หลายครั้ง เช่น พิธีแรกนาขวัญครั้งแรก, พิธีขนานพระนาม (ตั้งชื่อ) และพิธีทำนายดวงชะตาของพระองค์ โดยพวกปุโรหิต (priesthood) ได้ทำนาย ๒ ประการ กล่าวคือคติแรก หากเจ้าชายสิทธัตถะยังทรงดำรงอยู่ในวรรณะกษัตริย์ต่อไป พระองค์จะทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีคำทำนายอีกประการหนึ่งว่า หากพระองค์จะทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ จะทรงเป็นพระศาสดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นต้น
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ เมื่อผู้เขียนได้ค้นคว้าหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ์หลายเล่ม จึงได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาเดียวที่ไม่มีศาสดามาเผยแผ่ มีเพียงพราหมณ์จากนิกายต่าง ๆ เท่านั้น ที่สอนให้ทำบูชายัญเทพเจ้าของนิกายของตน และหลักคำสอนที่สำคัญเกี่ยวกับความมีอยู่ของเทพเจ้า โดยเฉพาะพระพรหมผู้สร้างมนุษย์จากพระกายของพระองค์เอง และสร้างวรรณะให้มนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เมื่อมนุษย์ประสบความปรารถนาสิ่งใดมิไดสิ่งนั้นย่อมเกิดความทุกข์ในชีวิต เทพเจ้าเหล่านั้นก็สามารถช่วยให้มนุษย์บรรลุสิ่งที่ตนปรารถนา ด้วยการทำพิธีบูชายัญเทพเจ้าที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเพื่อบูชาเทพเจ้าที่นิกายนับถือ วัดจึงเป็นสถานที่บูชาไฟสำหรับเทพเจ้าหรือเทวดาเป็นต้น เมื่อพราหมณ์ทำพิธีบูชายัญแล้ว วรรณะกษัตริย์ทรงประสบความสำเร็จในการปกครองประเทศ กษัตริย์ทรงแต่งตั้งพราหมณ์เป็นปุโรหิต (priesthood) มีหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ หลายเล่ม และเป็นข้อมูลที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางสังคมในสมัยก่อนพุทธกาลที่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์ที่วิวัฒนาการไปตามกาลเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ปัญหาเกี่ยวกับความจริงแห่งอภิปรัชญา เมื่อมนุษย์ได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมนุษย์หรือเรื่องอื่นใด ที่เป็นความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมอยู่ในจิตใจมนุษย์ เมื่อวิเคราะห์หลักฐานในจิตใจ ก็ไม่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นอย่างไร ? นักปรัชญาสงสัยข้อเท็จจริงนี้ ชอบที่จะแสวงหาความรู้ในเรื่องนั้นต่อไป นักปรัชญาจะสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานเพื่อวิเคราะห์หาเหตุผลพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ปัญหาความจริงของพระพรหม พระอิศวร พระอินทร์ คือความรู้ที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ มีเพียงพราหมณ์ที่ทำพิธีบูชายัญเท่านั้น ที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้ เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยราคะที่ซ่อนอยู่ในจิตใจและต้องการบรรลุสิ่งที่ปรารถนา แต่เมื่อเสร็จสิ้นพิธีบูชายัญ ทุกคนก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน
ดังนั้น จึงมีปัญหาการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรหรือไม่ แต่ทำไมนุษย์ทุกคนถึงมองไม่เห็นพรหมเช่นเหมือนพราหมณ์ มีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือถ้าพระพรหมสร้างมนุษย์จริง ๆ ทำไมไม่สร้างชีวิตมนุษย์เป็นอมตะ? แต่ความจริงที่มนุษย์รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส มนุษย์ทุกคนล้วนแก่ เจ็บป่วยและตายอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นวรรณะสูง วรรณะต่ำหรือจัณฑาล เป็นต้น ในสมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้า พราหมณ์ตัดสินใจปฏิรูปตนเองจากศาสนาแห่งการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์และคน มาเป็น "ศาสนาฮินดู" ซึ่งสอนมนุษย์ให้ชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ช่วยให้เราเข้าใจแนวคิดของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเห็นการพัฒนาความคิดของมนุษย์ผ่านการรับรู้ข้อเท็จจริงและเชื่อทันทีโดยที่ไม่มีหลักฐาน ๆ ที่จะพิสูจน์ความจริง เป็นต้น ในสมัยพุทธกาลมนุษย์ได้พัฒนาการคิดของมนุษย์จากความเชื่อ ไปสู่การอย่าเชื่อข้อเท็จจริงที่ได้ยินทันที่จนกว่าสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอ เป็นข้อมูลวิเคราะห์ เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น ๆ
๒.๔ความสมเหตุสมผลของความรู้ (Justification & Valdity)
ความรู้จะสมเหตุสมผล ก็ต่อเมื่อสามารถอธิบายเหตุและปัจจัย(อิทัปปัจจยตา) ได้อย่างเป็นสัจธรรม ไม่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ที่ปรากฏ เช่น ความจริงที่ว่ามนุษย์ต้องแก่ เจ็บ และตาย โดยไม่มีข้อยกเว้นตามวรรณะ หากความรู้ใดกล่าวอ้างสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัส (เช่น พระพรหมเป็นผู้สร้าง) แต่ไม่สามารถให้หลักฐานเชิงประจักษ์หรืออธิบายเหตุผลรองรับได้ ความรู้นั้น ย่อมขาดความสมเหตุทางญาณวิทยา
๓.วิเคราะห์องค์ประกอบศาสนาพราหมณ์ผ่านมิติญาณวิทยา
เมื่อนำกรอบญาณวิทยามาวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พบปัญหาทางญาณวิทยาในแต่ละมิติ แต่องค์ประกอบของศาสนาพราหมณ์นั้นยังไม่ชัดเจนเพราะมนุษย์มีขอบเขตจำกัดของอายตนะภายในร่างกายในการรับรู้ความจริงเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ และมีคติต่อผู้อื่น ชีวิตจึงมืดมน ขาดความสามารถในการใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของศาสนาพราหมณ์ได้ เราจำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบความรู้เกี่ยวกับศาสนาขึ้นมา โดยคำนิยามศัพท์ของคำว่า "ศาสนา" ตามพจนานุกรมแปลไทย-ไทยราชบัณทิตยสถานเป็นทฤษฎีความรู้และได้นิยามว่า"ศาสนา" เป็นคำนามหมายถึงลัทธิความเชื่อของมนุษย์ อันเป็นหลักคือแสดงกำเนิดและสิ้นสุดของของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมอันเป็นบาปบุญเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมอีกประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกรรมที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้น ๆ " คำนิยามจากที่มาความรู้นั้น ผู้เขียนดังกล่าวแยกองค์ประกอบความรู้เกี่ยวกับศาสนาเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ได้ดังนี้ว่า
๓.๑. ปัญหาเรื่องศาสดาและเจ้าลัทธิ โดยคำนิยามจากที่มาของความรู้นั้น กล่าวว่า"ศาสนาคือลัทธิความเชื่อของมนุษย์" คำว่า "มนุษย์ " หมายถึง ศาสดาเจ้าลัทธิผู้ตั้งศาสนานั้น ที่เรียกว่า ครู ผู้สอน อาจารย์ เป็นต้น ในสมัยก่อนพุทธกาล แม้จะมีครูทั้งหก (เช่น เจ้าลัทธิปูรณกัสสปะ เจ้าลัทธิมักขลิโคสาล เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพล เจ้าลัทธิปกุธกัจจายนะ เจ้าลัทธิสัญชัยเวลัฏฐบุตร เจ้าลัทธินิครนถ์นาฏบุตร) และเจ้าลัทธิมากมายที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่อง แต่เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสอบถาม ก็ไม่มีใครยืนยันว่าตนเองเป็น "ผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" เหมือนพระพุทธเจ้า
ดังปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬา ฯ ] สังยุตตนิกาย สถาคาวรรค [๓.โกสบสังยุต] ๑.ปฐมวรรค ๑.ทหรสูตร ข้อ ๑๑๒ กล่าวว่า....พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า "ข้าแต่พระสมณโคตม สมณพราหมณ์บางพวก เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิคนจำนวนมากยกย่องว่าเป็นคนดี คือท่านปูรณกัสสปะ ท่านมักขลิโคสาล ท่านอชิตเกสกัมพล ท่านปกุธกัจจายนะ ท่านสัญชัยเวลัฏฐบุตร ท่านนิครนถ์นาฏบุตร สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถูกข้าพระองค์ถามว่า "ท่านทั้งหลายยืนยันตนเองหรือว่า "เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" ก็ไม่ยืนยันว่า "เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" ส่วนพระโคดมผู้เจริญยังทรงเป็นหนุ่มยังเป็นผู้เจริญโดยพระชาติและยังทรงเป็นผู้ใหม่ในบรรพชา จึงกล้ายืนยันตนเล่า" พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า "มหาบพิตรสิ่ง ๔ อย่างนี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่า เล็กน้อย สิ่งสี่อย่างอะไรบ้างคือ ๑.กษัตริย์ไม่ควรดูหมิ่นว่าทรงพระเยาว์ ๒. งูไม่ควรดูหมิ่นว่าตัวเล็ก ๓.ไฟไม่ควรดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔.ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม สิ่ง ๔ อย่างนี้ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่า "เล็กน้อย"
ดังนั้น ความรู้ของศาสนาพราหมณ์ในยุคนั้น จึงเป็นเพียงความรู้ระดับ "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับประสาทสัมผัส) หรือระดับเจ้าลัทธิ ที่สั่งสอนตามความเห็นส่วนตน หรือทำหน้าที่เพียงผู้ประกอบพิธีสวดพระเวท แต่ขาดศาสดาผู้รู้แจ้งสัจธรรมอันบริสุทธิ์ ทั้งนี้เนื่องจากพราหมณ์เจ้าของลัทธิ จึงยังไม่ได้พัฒนาศักยภาพของชีวิตด้วยวิธีการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อให้บรรลุถึงความรู้ในระดับอภิญญา ๖ ในสมัยก่อนพุทธกาลนั้น ศาสนาพราหมณ์จึงเป็นศาสนาที่ยังไม่มีใครศาสดามีแต่เจ้าลัทธิเท่านั้นเอง
๓.๒. หลักคำสอน : อธิบายการกำเนิด สิ้นสุดของโลก (อภิปรัชญาและหลักบาปบุญ(ศีลธรรม) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้นิยามคำสอนของศาสนาหมายถึง "ลัทธิอันเป็นหลักคือแสดงกำเนิด และสิ้นสุดของโลกอันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์อีกประการหนึ่ง และแสดงหลักธรรมคือบาปบุญเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมอีกประการหนึ่ง" เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลคำว่า"ลัทธิอันเป็นหลักคือแสดงกำเนิดและสิ้นสุดโลก"นั้น คำว่า "โลก" จากที่มาของความรู้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า"แผ่นดิน" โดยปริยายหมายถึง "หมู่มนุษย์" เมื่อวิเคราะห์ความหมายผู้เขียนเห็นว่า "หลักธรรม" เป็นคำสั่งสอนในศาสนานั้นสั่งสอนเรื่องการเกิดและสิ้นสุดของหมู่มนุษย์ในปรัชญาศาสนาพราหมณ์ว่าด้วยแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์นั้นว่า มนุษย์กำเนิดขึ้นมาจากการถูกสร้างขึ้นมาส่วนต่าง ๆ ของกายพระพรหม ดังปรากฎหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๓ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค [๑.ปาฏิกสูตร] เรื่องการประกาศทฤษฎีว่าด้วยการกำเนิดโลก ข้อ.๓๖ ภัคควะ เราก็รู้ชัดว่าด้วยทฤษฎีต้นกำเนิดของโลกเรารู้ชัดความเป็นมาของทฤษฏีนั้นและรู้ชัดยิ่งกว่านั้นและเมื่อรู้ชัดยิ่งกว่านั้นจึงไม่ยึดมั่น และเมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ชัดความดับด้วยตนเองที่เมื่อรู้ชัดจึงไม่ดำเนินการไปสู่ที่เสื่อม
ข้อ.๓๗ ภัคควะ มีสมณพราหมณ์บางพวก ประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดโลกตามลัทธิอาจารย์ว่า พระอิศวรเป็นผู้สร้างว่า พระพรหมเป็นผู้สร้าง เราจึงถามเขาไปอย่างนี้ว่า"ทราบว่า" ท่านทั้งหลายบัญญัติทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้าง ว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างจริง หรือสมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามก็ยืนยันอย่างนั้นเป็นเช่นนั้น เราจึงถามต่อไปว่าพวกท่านประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างว่า พระพรหมเป็นผู้สร้าง มีความเป็นมาอย่างไรสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ตอบเรามิได้กลับย้อนถามเราว่าเราถูกเขาถามแล้วจึงตอบว่า........"
จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นนั้นเราฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ศาสนาพราหมณ์ในยุคนั้นสอนว่า พระอิศวรและพระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์ ทว่าเมื่อพระพุทธองค์ทรงไต่ถามถึงความเป็นมาของพระพรหมและพระอิศวร และเหตุผลของทฤษฎีนี้ (ปาฏิกสูตร) สมณพราหมณ์เหล่านั้นกลับไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ และย้อนถามกลับถาม
นอกจากนี้ เมื่อผู้เขียนสืบค้นคำสอนเรื่อง "โมกษะ" (ความหลุดพ้น) ในพระไตรปิฎกทั้งฉบับหลวงและฉบับมหาจุฬาแล้ว กลับไม่พบการระบุแนวคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม หรืออย่างครูปูรณะ กัสสปะ ก็สอนแนวคิดอกิริยาทิฏฐิ (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีจริง /การทำกรรมสูญเปล่า) ซึ่งเป็นความรู้ทางอภิปรัชญาที่ขัดแย้งกับหลักความเป็นจริงของเหตุและผล
เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลของเจ้าลัทธิทั้ง ๖ แล้วจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๒.สามัญญผล] ลัทธิของครูมักขลิโคสาลได้ค้นคว้าพบเหตุผลของคำตอบเรื่องผลของความเป็นสมณะที่เห็นเป็นประจักษ์ปัจจุบันได้อย่างไร ดังต่อไปนี้
ครูปูรณะ กัสสปะ ให้เหตุผลของคำตอบว่า ตอบว่ามหาบพิตร เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ทำให้โศกเศร้าเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้โศกเศร้า ทำให้ลำบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ใช้ให้ผู้อื่นดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ตัดช่องย่องเบา ปล้น ทำโจรกรรมในบ้านหลังเดียว ดักซุ่มในที่ทางเปลี่ยว เป็นชู้ พูดเท็จ ผู้ทำเช่นจัดว่าทำบาป แม้หากบุคคลใช้จักรมีคมดุจมีดโกน สังหารเหล่าสัตว์ในปฐพีนี้ ให้เป็นดุจลานตากเนื้อ ให้เป็นกองเนื้อเดียวกัน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคล ไปฝั่งขวาแม่น้ำคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเองใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งซ้ายแม่น้ำคงคา ให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา เขาย่อมไม่มีบุญที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบุญมาถึงเขา ไม่มีบุญที่เกิดจากการให้ทาน จากการฝึกอินทรีย์ จากการฝึกสำรวม จากการพูดคำสัตย์ไม่มีบุญมาถึงเขา หม่อมฉันถามถึงผลของความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปูรณะ กัสสปะ กลับตอบเรื่องทำแล้วไม่เป็นอันทำ"
ครูปูรณะ กัสสปะ ให้เหตุผลของคำตอบว่า ตอบว่ามหาบพิตร เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ทำให้โศกเศร้าเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้โศกเศร้า ทำให้ลำบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ใช้ให้ผู้อื่นดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ตัดช่องย่องเบา ปล้น ทำโจรกรรมในบ้านหลังเดียว ดักซุ่มในที่ทางเปลี่ยว เป็นชู้ พูดเท็จ ผู้ทำเช่นจัดว่าทำบาป แม้หากบุคคลใช้จักรมีคมดุจมีดโกน สังหารเหล่าสัตว์ในปฐพีนี้ ให้เป็นดุจลานตากเนื้อ ให้เป็นกองเนื้อเดียวกัน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคล ไปฝั่งขวาแม่น้ำคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเองใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งซ้ายแม่น้ำคงคา ให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา เขาย่อมไม่มีบุญที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบุญมาถึงเขา ไม่มีบุญที่เกิดจากการให้ทาน จากการฝึกอินทรีย์ จากการฝึกสำรวม จากการพูดคำสัตย์ไม่มีบุญมาถึงเขา หม่อมฉันถามถึงผลของความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปูรณะ กัสสปะ กลับตอบเรื่องทำแล้วไม่เป็นอันทำ"
เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลของครูปูรณะ กัสสปะ จากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯข้างต้นนั้น รับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นที่ยุติว่า ครูปูรณะ กัสสะ มีแนวคิดของความเชื่อในความจริงของชีวิตว่า เมื่อคนได้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ว่ากระทำดีหรือกระทำชั่วเมื่อกระทำไปแล้วไม่ถือว่าเป็นกระทำ หรือทำกรรมแล้วสูญเปล่าไม่มีผลของกรรมแต่อย่างใด" เมื่อไม่มีข้อความในคัมภีร์อื่นที่จะยกขึ้นมาโต้แย้งหักล้างข้อเท็จจริงในพระไตรปิฎก ให้เกิดข้อพิรุธสงสัยอีกต่อไปแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อครูปูรณะ กัสสปะมีแนวคิดทางอภิปรัชญาว่าความรู้และความจริงในแก่นแท้ชีวิตว่าเมื่อคนตายแล้วสูญเปล่า เพราะยังไม่มีความรู้และพัฒนาศักยภาพของชีวิตด้วยวิธีการตามมรรคมีองค์ ๘ ที่ศากยมุนีพุทธเจ้า
๓.๓ ปัญหาเรื่องนักบวชและศาสนิกชน (ระบบวรรระ): ผู้รับและสืบทอดความรู้ ความรู้เรื่อง "วรรณะทั้ง ๔"ในศาสนาพราหมณ์ ถูกอ้างว่าเกิดที่พระพรหมสร้างมนุษย์ออกมาจากอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของพระองค์ ทำให้พราหมณ์ได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมายจารีตประเพณีในการประกอบพิธีกรรมแต่เพียงผู้เดียว
๓.๓ ปัญหาเรื่องนักบวชและศาสนิกชน (ระบบวรรระ): ผู้รับและสืบทอดความรู้ ความรู้เรื่อง "วรรณะทั้ง ๔"ในศาสนาพราหมณ์ ถูกอ้างว่าเกิดที่พระพรหมสร้างมนุษย์ออกมาจากอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของพระองค์ ทำให้พราหมณ์ได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมายจารีตประเพณีในการประกอบพิธีกรรมแต่เพียงผู้เดียว
ในทางญาณวิทยา นี่คือการสร้างความรู้บนพื้นฐานของอคติและอุปาทานเพื่อสร้างความชอบธรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่โครงสร้างทางสังคม เพราะในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนล้วนถือกำเนิดจากครรภ์มารดา เหมือนกัน และตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ(ความแก่ ความเจ็บ ความตาย)เดียวกันทั้งหมดโดยไม่เกี่ยวกับวรรณะกำเนิด
๓.๔. ปัญหาเรื่อง "พิธีกรรม" (การบูชายัญ) : ปฏิบัติการทางศาสนาที่สอดคล้องกับความเชื่อ เมื่อผู้เขียนศึกษาคำว่า "พิธีกรรม" จากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารดิจิทัลพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้นิยามคำว่า "พิธีกรรม" หมายถึง การบูชา, แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่ปฏิบัติในศาสนา
ดังนั้นพิธีกรรมหลักของพราหมณ์ในยุคนั้น คือการฆ่าสัตว์ (เช่นโค) เพื่อบูชายัญต่อเทวดาและพระพรหม โดยเชื่อว่าจะช่วยให้พ้นทุกข์หรือสมปรารถนาได้ โดยอนุมานความรู้จากพยานเอกสารในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬา ฯ ] ข้อ ๓๑๓ เพราะการฆ่าโคบูชายัญนั้น เทวดา พระพรหม พระอินทร์ อสูร และผีเสื้อสมุทรต่างเปล่งวาจาประณามมนุษย์ว่าไม่มีคุณธรรมเพราะมีดที่แทงแม่โคนั้น"
พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ความรู้และการปฏิบัตินี้(บูชายัญ) ขาดความสมเหตุสมผล เพราะเป็นการสร้างความทุกข์ให้ชีวิตอื่น เพื่อเบียดเบียน และไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตที่แท้จริงได้ ซึ่งในเวลาต่อมา ยุคหลังพุทธกาล พราหมณ์จึงได้เกิดการปฏิรูป แนวคิดและพิธีกรรม พัฒนามาเป็นศาสนาฉฮินดู ที่ลดการฆ่าสัตว์และเน้นการชำระจิตใจมากขึ้น
เมื่อพิจารณากรอบญาณวิทยา ข้อมูลศาสนาพราหมณ์ที่กระจัดกระจายอยู่ในพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ จากยุคที่เชื่อตามคำบอกเล่าและอภินิหารที่พิสูจน์ไม่ได้ ไปสู่ยุคแห่งการตั้งคำถาม ตรวจสอบพยานหลักฐาน และการแสวงหาความจริงด้วยเหตุผลอย่างเป็นระบบ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น