บทนำสู่ การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสารในปรัชญาพุทธภูมิ
บทความนี้lมุ่งศึกษาและวิเคราะห์บทบาทพระราชกรณียกิจของพระเจ้าพิมพิสาร ในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นจุดหมายและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก เราวิเคราะห์ครอบคลุมตั้งแต่การถวายอุทยานเวฬุวันให้เป็น "วัดพุทธแห่งแรก" การสร้างประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ (เปรต) ผ่านการถวายภัตตาหารแด่พระสัมสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ตลอดจนบทบาทในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ การปลูกฝังความเข้าใจใน "สมมติสัจจะ" และ"ปรมัตถ์สัจจะ" และการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา นอกจากนี้บทความยังได้นำหลักการวิเคราะห์วิพากษ์และกาลามสูตรใช้ในการประเมินหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างมาตรฐานองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตไทยในการเผยแผ่ศาสนาในแดนพุทธภูมิ และเป็นแนวทางเชิงระเบียบวิธีวิจัยสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
๑.ประวัติความเป็นมา (Background)
ในสมัยพุทธศาสนา อาณาจักรสักกะและแคว้นต่าง ๆ ในชมพูทวีป ปกครองด้วยระบบรัฐศาสนาพราหมณ์อย่างเข้มงวด โดยใช้กฎหมายและจารีตประเพณี แบ่งแยกประชาชนออกเป็น ๔ วรรณะตามหลักศาสนาพราหมณ์ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดคือ "ราชอปริหานิยธรรม" สาระสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "เมื่อกฎหมายฉบับใดซึ่งตราขึ้นและประกาศบังคับใช้แล้ว" ไม่สามารถเพิกถอนได้ นอกจากนี้ศาสนาพราหมณ์ยังสอนให้มีความเชื่อที่ว่า พระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง และทรงกำหนดหน้าที่ให้แก่มนุษย์ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตนเท่านั้น ทำให้เกิดข้อจำกัดทางสิทธิ เสรีภาพ การศึกษา การแต่งงาน และโอกาสพัฒนาตนเองของประชาชนอย่างรุนแรง
ดังนั้น เมื่อประชาชนดำรงชีวิตอยู่ในมืดมน พวกเขาขาดศรัทธาที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการศึกษา ขาดความเพียรพยายามแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต ขาดสติที่จะใคร่ครวญบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาขาดสมาธิที่จะเพียรปฏิบัติหน้าที่ และขาดปัญญาที่จะเข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตเพื่อควบคุมกิเลสตัณหา
ผู้ที่ละเมิดกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมและจารีตประเพณี จะถูกสังคมลงโทษด้วยการขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่ไปตลอดชีวิต หรือถูกทำร้ายจนด้วยการถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย ส่งผลให้เกิดกลุ่มคนไร้บ้านและกลุมจัณฑาล ใช้ชีวิตเร่ร่อนเผชิญความทุกข์ทรมาน เจ็บป่วยและเสียชีวิตตามท้องถนนในเมืองใหญ่ๆ เช่น พระนครเทวทหะ พระนครกบิลพัสดุ์, พระนครราชคฤห์ เป็นต้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นสภาวะอันน่าสลดใจนี้ จึงพยายามปฏิรูปสังคมด้วยการเสนอร่างกฏหมายยกเลิกระบบวรรณะต่อสภาปกครองแห่งศากยวงศ์ (ระบบรัฐสภาในสมัยอินเดียโบราณ) แต่ถูกปฏิเสธจากสมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะ เนื่องจากขัดต่อ "หลักแห่งอปริหานิยธรรมเดิม" เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามปุโรหิตถึงกำเนิดที่แท้จริงของเทพเจ้าแต่ไร้ซึ่งคำตอบ พระองค์จึงทรงสงสัยในความมีอยู่จริงของเทพเจ้า และทรงเห็นหนทางเดียวที่จะช่วยจัณฑาลให้พ้นจากความทุกข์ยาก นั่นคือการละทิ้งวรรณะกษัตริย์ เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อค้นหาความจริงของชีวิตว่าพระพรหมได้สร้างมนุษย์และวรรณะตามคำสอนของพราหมณ์อารยันหรือไม่
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทูลขออนุญาตพระเจ้าสุทธโทธนะ และพระนางปชาบดีโคตมี เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต ทั้งสองพระองค์ทรงไม่เห็นด้วยกับพระดำริของเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์จึงทรงหนีออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์ และทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา (ปัจจุบันคือ "แม่น้ำอามี่") ตั้งอยู่ในเขตโครักขปูร์ รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย พระองค์เสด็จไปยังพระนครราชคฤห์ เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม กับพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงแห่งพระนครราชคฤห์ เพื่อบรรลุสัจธรรมแห่งชีวิต เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงบิณฑบาตแล้ว พระองค์ทรงประทับอยู่ที่เชิงเขาปัณฑวะ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวเรื่องนี้พระองค์จึงเสด็จมาเฝ้า และทรงถามถึงเหตุผลที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะในการสละราชสมบัติ พระองค์จึงทรงเสนอราชบัลลัก์แห่งแคว้นกลิงคะให้แก่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ แต่พระองค์จึงทรงปฏิเสขเพราะพระองค์ทรงสละราชสมบัติ เพื่อแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต พระองค์จึงทรงปฏิบัติธรรมในรูปแบบต่างๆ ด้วยสติสัมปชัญญะว่าชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน ตามคำสอนพราหมณ์วิศวามิตรนั้นพระองค์ทรงเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์สิ้นสุดลงด้วยความตาย และการ กระทำดีและชั่วที่กระทำต่อผูอื่นไม่มีผลต้องชดใช้กรรมต่อกัน เพื่อปลดปล่อยชีวิตมนุษยชาติจากความมืดมิด พระองค์จึงทรงปณิธานต่อพระเจ้าพิมพิสารว่า หากพระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จะเสด็จกลับไปยังอาณาจักรมคธ
ต่อมาหลังจากพระโพธิสัตว์ตรัสรู้กฎธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์แล้ว ชาวพุทธจึงเรียกพระองค์ว่า "พระพุทธเจ้า" และพระองค์เสด็จไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาพร้อมด้วยชฏิล ๓ พี่น้อง และสาวก ๑,๐๐๐ รูปในเมืองราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารทรงฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ที่ลัฏฐิวัน ซึ่งเป็นสวนตาลในอาณาจักรมคธ พระองค์กับชาวมคธ ๑๐๐,๐๐๐ คนบรรลุโสดาบัน พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายอุทยานหลวงเวฬุวัน เป็นวัดพุทธแห่งแรก หลังจากนั้นชีวิตของพระเจ้าพิมพิสารก็เปลี่ยนไป เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงจับกุมและคุมขังพระองค์จนกระทั่งสื่นพระชนม์ในพระราชวังราชคฤห์
เมื่อธรรมชาติของนักตรรกะและนักปรัชญาโดยธรรมชาติเป็นมนุษย์ทีมีอายตนะภายในจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต และมีคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ชีวิตของเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา มาอธิบายความจริงของเรื่องราว "การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร" ซึ่งเป็นเรื่องที่สืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างสมเหตุสมผล หากพวกเขาแสดงความคิดในฐานะนักวิชาการเกี่ยวกับ "การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร" โดยใช้ปฏิภาณของตนเอง หรือคาดคะเนความจริงตามที่ได้ยินมาเช่นนักปรัชญา โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริง บางครั้งก็ใช้เหตุผลอธิบายความจริงได้ถูกต้อง บ้างครั้งอธิบายได้ไม่ถูกต้อง บางครั้งอธิบายความจริงในลักษณะนี้ บางครั้งผู้อาจอธิบายความจริงในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลของนักวิชาการยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน เมื่อวิญญูชนได้ยินความคิดเห็นดังกล่าว ย่อมไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและไม่ยอมรับเป็นพยานยืนยันความจริงได้
เมื่อความคิดเห็นของนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ในสมัยพุทธกาลถูกมองว่าไม่น่าเชื่อ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่าเมื่อได้ยินเรื่องราวที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ตำราเรียน หรือคัมภีร์ทางศาสนา เราจึงไม่ควรยอมรับว่าเป็นความจริงโดยทันที ควรตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องไว้ก่อน จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูขน์ความจริง เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ควรนำหลักฐานมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริง
ดังนั้น เพื่อศึกษาความจริงในเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงตัดสินใจตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาหลักฐานเพิ่มเติม เช่น พระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารวิชาการอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสารข้อมูลได้จากบทความนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ผู้แสวงบุญในแดนพุทธภูมิ ให้มีเนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ กระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาระดับปริญญาเอก ในการเขียนวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดของการศึกษาปรัชญาและพระพุทธศาสนา

1 ความคิดเห็น:
เพิ่มความรู้เสริมสติปัญญา สาธุ
แสดงความคิดเห็น