บทนำสู่ พระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะในปรัชญาพุทธภูมิ
Introduction to The Wisdom of Prince Siddhartha in Buddhaphumi Philosophy
คำสำคัญ: พระปรีชาญาณ, เจ้าชายสิทธัตถะ, ปรัชญาพุทธภูมิ,การพิจารณาความจริง

๑.บทนำ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มนุษยชาติส่วนใหญ่เกิดมาท่ามกลางความไม่รู้ (อวิชชา) ต่อธรรมชาติที่แท้จริงของตน และผู้อื่น แม้มนุษย์จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) แล้วสั่งสมเป็นประสบการณ์หรือข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ แต่ธรรมชาติของมนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับรู้ และสั่งสมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น ชีวิตมนุษยชาติยังมีธรรมชาติของการคิด เมื่อรับรู้สิ่งใด พวกเขาย่อมจะขบคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น และอธิบายความจริงด้วย "เหตุผล" อันเป็นเครื่องมือสำคัญทางปรัชญา
ทว่าเหตุผลของมนุษย์มักถูกบดบังด้วยอคติที่เกิดจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชังและความหลงผิด ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่ามนุษยชาติจะรู้ดีว่าการเกิดและการตายเป็นไปตามกฎธรรมชาติ แต่ความยึดติด และความกลัวการพลัดพรากจึงพยายามดิ้นรนแสวงหาความอมตะเพื่อขจัดความทุกข์ในจิตใจ
นอกจากนี้ อายตนะภายในของมนุษย์ ยังข้อมีจำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ห่างไกลออกไป เช่น ภูเขาไฟระเบิด ดินโคลนถล่มบนภูเขาหิมาลัย หรือการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล่ว และมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชังและความหลงผิด ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติทั่วโลกจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อมนุษย์ในบทบาทต่าง ๆ เช่น พราหมณ์ นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา หรือนักการเมือง มักแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลตามปฏิภาณเฉพาะตน เหตุผลอธิบายความจริงเหล่านั้นจึงอาจถูกต้องบ้าง ผิดพลาดบ้าง หรือเลื่อนลอยหาความแน่นอนไม่ได้ ข้อสรุปที่คลุมเครือเช่นนี้ ย่อมสร้างความสงสัยต่อความจริงแท้ ด้วยเหตุนี้วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจึงไม่อาจยอมรับข้ออ้าง หรือคำบอกเล่าของบุคคลใดบุคคลหนึ่งว่าเป็นความจริงอย่างเด็ดขาด หากยังขาดหารพิสูจน์จากหลักฐานเชิงประจักษ์
๒.การแสวงหาความจริง โดยมิติเปรียบเทียบระหว่างศาสนาพราหมณ์ ปรัชญาและวิทยาศาสตร์
โดยทั่วไปแล้ว ทั้งปรัชญาและพระพุทธศาสนา ต่างมีต้นกำเนิดมาจากจิตตปัญญาของมนุษย์ และทำหน้าที่ตอบคำถามสำคัญร่วมกันคือ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือความจริงสากลสำหรับมนุษยชาติ"
๒.๑ในปรัชญาศาสนาพราหมณ์นั้น พราหมณ์มักอ้างอิงความจริงเรื่องผ่าน "คำบอกเล่าของพยาน" หรือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เช่นพระเวทซึ่งผูกขาดโดยชนชั้นวรรณะ พยานเหล่านั้นเป็นมนุษย์ยังข้อจำกัดทางอายตนะภายในและเต็มด้วยอคติจึงไม่สามารถนำพาผู้ไปสู่การแก้ไขความจริงสมมติ(สมมติสัจจะ)และความจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถ์สัจจะ)๒.๒ พระพุทธศาสนา(แนวคิดของพระพุทธเจ้า) เมื่อพระองค์ตรัสรู้ว่ามนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านและมีอคติ จึงไม่สามารถรู้แจ้งความจริงที่สมมติและความจริงขั้นสูงสุดได้ เว้นแต่ชีวิตของพวกเขาปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น พระพุทธองค์ทางหลักการพิจารณาความจริงว่า เมื่อได้ยินได้ฟังสิ่งใดไม่ควรด่วนเชื่อทันที(ตามหลักกาลามสูตร) แต่ต้องเริ่มจาก"การตั้งข้อสงสัยเชิงวิพากษ์"จากนั้นจึงสืบค้นถึงต้นกำเนิด องค์ประกอบ วิธีพิจารณาความจริง และความสมเหตุสมผลของความรู้นั้นผ่านการปฏิบัติจริงที่เป็นสากลซึ่งทุกคนสามารถทดลองและพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง อย่างเท่าเทียม๒.๓ วิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ของมนุษย์ที่พัฒนาแตกยอดมาจากปรัชญาตะวันตก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ตระหนักถึงข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติของมนุษย์ จึงได้สร้างเครื่องมือททางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเพื่อตรวจวัด รวบรวมหลักฐานและทดลองอย่างแม่นยำ แยกเนื้อหาเชิงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ออกจากข้อสมมติฐานทางปรัชญาบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตรืก้ยังคงใช้กระบวนการสืบค้นความจริงเชิงตรรกะ และหลักฐานเชิงประจักษ์ไปจากรากฐานทางปรัชญาและพุทธศาสนานั่นเอง
การเรียนการสอนปรัชญาในปัจจุบัน หากมุ่งเน้นเพียงการท่องจำแนวคิดของนักปรัชญาโดยไม่เน้น "กระบวนการพิจารณาความจริง"(สืบค้นข้อเท็จจริง รวบรวมหลักฐาน และวิเคราะห์โดยกระบวนการอนุมาน) ย่อมทำให้ผู้เรียนเกิดข้อสงสัยถึงประโยชน์ของการศึกษาแต่หากเข้าใจประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทางปรัชญาอย่างแท้จริงจะเห็นได้ว่า"ปรัชญาพุทธภูมิคือ ระบบความรู้เชิงประสบการณ์ที่มนุษย์ใช้ปัญญาในการตรวจสอบและแก้ไขปัญญาของชีวิตอย่างเป็นเหตุเป็นผล
พระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะและการเผชิญหน้ากับโครงสร้างสังคม
พระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะปรากฏเด่นชัดเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาและได้เสด็จประพาสเมืองกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงทอดพระเนตร เห็นความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสของกลุ่ม "จัณฑาล" ซึ่งถูกโครงสร้างสังคมพราหมณ์ลงโทษอย่างรุนแรงจากการฝ่าฝืนกฎหมายระบบวรรณะ (เช่นการสมสู่กับการแต่งงานข้ามวรรณะ) คนเหล่านี้ ถูกขับไล่ออกจากสังคม ต้องระเหเร่ร่อน ช่วยไข้และเสียชีวิตอย่างอนารถบนท้องถนน โดยสังคมเชื่อว่านี่คือ "พรหมทัณฑ์" หรือ การลงโทษจากพระพรหมและพระอิศวร
เมื่อเราพิจารณาต้นกำเนิดของความรู้ทางปรัชญาและพระพุทธศาสนา เราจะพบว่าต้นกำเนิดนั้นมาจากมนุษย์ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าได้ขจัดความมืดมิดที่ฝังลึกในชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีความเชื่อว่าแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์นั้น กำเนิดมาจากกายของพระพรหมและพระอิศวร อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ก็ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเช่นกัน เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะได้บัญญัติคำสอนของศาสนาพราหมณ์ลงในกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียมและประเพณี เมื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายวรรณะแล้ว พลเมืองจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคนวรรณะอื่น หรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อชาวสักกะเกิดมาพร้อมกับไม่รู้และจึงขาดการศึกษา ชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาจึงกระทำความผิดฐานละเมิดคำสอนของศาสนาและกฎหมายวรรณะ โดยการมีเพศสัมพันธ์กับคนวรรณะอื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาก็ถูกสังคมตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พวกเขาวิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความความจริงเกี่ยวกับการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ ดังนั้น พวกเขาจึงถูกตัดสินและลงโทษโดยสังคม โดยถูกขับไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาเกิดมา เป็นต้น
ความรู้เกี่ยวกับปรัชญามนุษย์ เนื่องจากต้นกำเนิดของความรู้ทางปรัชญามาจากมนุษย์ นักศึกษาจึงเข้าใจความจริงทางปรัชญาได้ไม่ยากนัก หากเราเข้าใจคำว่า "แนวคิดของนักปรัชญา" เข้าใจวิธีพิจารณาความจริงทางปรัชญา และเข้าใจวิธีการอนุมานความรู้จากหลักฐานโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในอธิบายความจริงเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล เราก็จะเข้าใจพระพุทธศาสนาและปรัชญาได้ง่ายขึ้น เมื่อเราพิจารณาโครงสร้างหรืออัตลักษณ์ทางปรัชญา เราจะเห็นว่าปรัชญาพุทธภูมิก็คือความรู้ของมนุษย์ แหล่งที่มาของความรู้ของปรัชญาพุทธภูมิ ก็คือความรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่รับรู้ผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจของมนุษย์ เมื่อตระหนักถึงอารมณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมมนุษย์ที่เกิดขึ้น
ตามแนวคิดของพระพุทธเจ้าที่ว่าเมื่อได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ไม่ควรเชื่อทันที่ว่าจริง จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้นได้ หากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความจริงแล้วข้อเท็จจริงที่ได้ยินจากพยานเพียงคนเดียวนั้นไม่น่าเชื่อถือ และเป็นความจริงในเรื่องนั้น เพราะมนุษย์มีอคติต่อกันอาจยืนยันความจริงให้สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความคิดเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความไม่รู้ความเกลียดชัง ความกลัว และความเสน่หาส่วนตน เป็นต้น นอกจากนี้มนุษย์มีอายตนะภายในที่มีความสามารถในการรับรู้ได้จำกัดเหตุการณ์ทางสังคมของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นห่างไกลหรือในอาคาร เป็นต้น
เนื่องจากปรัชญาเป็นมารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาความรู้ทางปรัชญาตะวันตก ให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ พวกเขาตระหนักว่านักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาที่จำกัดในการรับรู้ และมีแนวโน้มที่จะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเองจึงได้สร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโลก ดวงอาทิตย์ ดวงดาว และแม้แต่เชื้อโรคซึ่งเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด ดังนั้น ด้วยข้อมูลนับล้านหน้า นักวิทยาศาสตร์จึงแยกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโลก ดวงดาว ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมออกจากปรัชญา เนื่องจากเนื้อหาทางปรัชญาส่วนใหญ่มาจากคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเป็นมนูาญ์ที่มีข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนในการรับรู้ และสั่งสมข้อมูลเป็นหลักฐานทางอารมณ์อยู่ในจิตใจของมนุษย์นั้น ถือว่า"ไม่สมบูรณ์"
ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวมรวมหลักฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายความจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้นหรือพิสูจน์ความจริงของคำตอบของคำถามต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เนื้อหาของวิทยาศาสตร์จึงแยกตัวออกจากปรัชญา เพื่อจัดตั้งเป็นสาขาวิชาของตนเอง ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องมือขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เนื้อหาของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จึงถูกแบ่งออกเป็นสาขาใหม่ได้อีกหลายสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เป็นต้น
แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะแยกออกจากปรัชญาและพุทธศาสนาก็ตาม แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ใช้กระบวนการค้นหาความจริงจากปรัชญา และพุทธศาสนาไปใช้ในสาขาวิทยาศาสตร์ของตน พวกเขาตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เช่น ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผลการทดสอบจากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพิษในร่างกายและเชื้อโรคต่าง ๆ เป็นต้น พวกเขาทำการวิเคราะห์หลักฐานเหล่านี้โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบของเรื่องนั้น ๆ เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติในยุคปัจจุบันได้ดีกว่าสาขาวิชาอื่น ๆ โดยการสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถวิเคราะห์หลักฐานหรือข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำกว่าความคิดของมนุษย์ที่แสดงความเห็นตามปฏิภาณของตนเอง ทั้งนี้เป็นเพราะมนุษย์มีการรับรู้ที่จำกัด และสมาธิอ่อนแอ ขาดความมั่นคงทางอุดมการณ์ และมีความอ่อนไหวสูงในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มนุษย์มักจะมีอคติ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างเครื่องมือ เพื่อตรวจสอบสิ่งนี้และรวบรวมหลักฐานที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ทางอายตนะภายในของมนุษย์ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินว่าข้อเท็จจริงที่อิงตามหลักฐานนั้นเป็นจริงหรือเท็จ
ดังนั้นเมื่ออาจารย์อธิบายให้นักศึกษาฟังว่า นักปรัชญาแต่ละคนคิดอย่างมีเหตุผลอย่างไร?นักศึกษามักสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคิดเห็นนั้นเป็นจริง? สิ่งนี้จึงนำไปประเด็นทางปรัชญาและการถกเถียงอย่างมีเหตุผลไม่รู้จบ พวกเขาไม่เห็นประโยชน์ในการศึกษาปรัชญา เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นเพราะอาจารย์สอนปรัชญาไม่เน้นวิธีการทางปรัชญาในการพิจารณาความจริง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการที่เมื่อเราได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต เราไม่ควรเชื่อทันที เราควรตั้งข้อสงสัยก่อนจนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้ว เราก็จะใช้หลักฐานเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาคำอธิบายอย่างมีเหตุผลของคำตอบ คำถามของนักศึกษาที่ว่า ทำไมพวกเขาถึงเรียนปรัชญาก็จะไม่เกิดขึ้นเป็นที่ถกเถียงกันในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังนั้น เมื่อการเรียนปรัชญาในห้องเรียนไม่ได้เน้นวิธีการพิจารณาความจริงทางปรัชญาการศึกษานั้นก็จะไร้จุดหมายในการแสวงหาความรู้จากนักปรัชญาเหล่านั้น สร้างความสงสัยในจิตใจของนักศึกษาอย่างไม่สิ้น และจะสงสัยว่า ทำไมพวกเขาจึงเรียนแนวคิดของนักปรัชญาเหล่านั้น ผู้เรียนจะรู้เบื่อหน่ายกับการเรียนปรัชญา เพราะพวกเขารู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์ หากไม่รู้วิธีนำไปประยุกต์ใช้? อย่างไรก็ตาม เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดทางปรัชญา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะสามารถเห็นอัตลักษณ์ทางปรัชญาและเข้าใจหลักการของมันได้ง่ายขึ้น เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญาและพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ภูมิปัญญาของเจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จเยี่ยมชาวพระนครกบิลพัสดุ์ ที่นั่นพระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากที่แท้จริงของจัณฑาล(วรรณะนอกรีต) ซึ่งถูกลงโทษโดยพระพรหมเพราะไม่สามารถควบคุมกิเลสตัณหาของตนได้ เนื่องจากพวกเขากระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายระบบวรรณะ ละเมิดข้อห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะและการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น คนในสังคมมีหน้าที่บังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมายระบบวรรณะหรือพระประสงค์ของพระพรหม โดยเนรเทศพวกเขาออกจากสังคมไปตลอดชีวิต พวกเขาต้องใช้ชีวิตเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านในวัยชรา เจ็บป่วย และเสียชีวิตตามท้องถนน เมื่อเห็นความทุกข์ยากของจัณฑาล ด้วยความเมตตากรุณา เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงแสวงหาหนทางช่วยเหลือพวกจัณฑาลให้พ้นจากความทุกข์ยากแห่งชีวิต พระองค์ทรงไตร่ตรองถึงความรู้ที่เคยได้รับจากสำนักของครูวิศวมิตร ซึ่งนำพระองค์ทรงไปสู่ความสงสัยเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหม ผู้ลงโทษมนุษย์ตามกฎหมายระบบวรรณะที่เรียกว่า"พรหมทัณฑ์"
เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้และรวบรวมหลักฐาน ซึ่งเป็นพยานบุคคล พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมบูชายัญ ซึ่งสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้ได้แก่ปุโรหิตที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ ในด้านกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี เมื่อพระองค์ทรงสอบสวนฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่พระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมาแม้ว่าปุโรหิตยืนยันข้อเท็จจริงของการมีอยู่จริงของเทพเจ้าโดยอ้างว่าปุโรหิตรุ่นก่อน ๆ เคยเห็นพระพรหมและพระอิศวรในอาณาจักรสักกะมาก่อนแล้วอย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามเกี่ยวกับประวัติของพรหมและอิศวร ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงเช่นนี้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงสงสัยในการมีอยู่ของจริงของพระพรหม และพระอิศวร เนื่องจากพระองค์ทรงข้อจำกัดของอายตนะภายในของพระองค์เองในการรับรู้ และขาดความรู้จากประสบการณ์ชีวิตของพระองค์เอง เพราะพระองค์ทรงไม่สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้ด้วยพระองค์เอง หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญก็จะเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนทางศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะ พระองค์ทรงถูกลงโทษโดยพระพรหม เป็นต้น
เมื่อได้รับข้อมูลเพียงพอแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เชื่อการมีอยู่ของพระพรหมและเทพเจ้าอื่น ๆ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ โดยเสนอกฎหมายให้ยกเลิกกฎหมายระบบวรรณะ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะประชุมเพื่อพิจารณา และลงมติไม่เห็นชอบกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะ โดยสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักสักกะโต้แย้งว่าการยกเลิกฎหมายระบบนั้นขัดต่อหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดที่ปกครองประเทศ ดังนั้นสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะ จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอนั้น
ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในอาณาจักรสักกะในขณะนั้นเจ้าชายสิทธัตถะทรงระลึกถึงคำสอนของพราหมณ์ ซึ่งครอบคลุมทั้งหลักคำสอนทางศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะ ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่รู้จักกันในชื่อ "หลักราชอปริหานิยธรรม" ยังห้ามยกเลิกกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว ปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ หากพระองค์ทรงต้องการรักษาไว้ซึ่งสิทธิ และหน้าที่ของราชวงศ์ศากยะ เพื่อปกครองอาณาจักรสักกะต่อไป พระองค์ก็ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญต่อพระพรหมได้ ผู้สร้างระบบวรรณะ เพื่อยกเลิกระบบวรรณะนั้นได้ด้วยพระองค์เอง เพราะเป็นสิ่งต้องห้ามตามคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายระบบวรรณะ ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากพราหมณ์อารยัน ประกอบพิธีกรรมบูชายัญเพื่อขอพรจากพระพรหมและพระอิศวรให้แก่ประชาชนในอาณาจักรสักกะ ยิ่งไปกว่านั้นการเสนอออกกฎหมาย เพื่อยกเลิกระบบวรรณะนั้น ก็คงไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเช่นเดิม เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งราชอาณาจักรสักกะห้ามยกเลิกกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว พระองค์ทรงเห็นว่ามีเพียงหนทางเดียวที่พระองค์ทรงสามารถทำได้ คือ พระองค์ทรงละทิ้งสิทธิและหน้าที่ในการปกครองอาณาจักรสักกะตามวรรณะกษัตริย์ของพระองค์ และออกผนวช เพื่อศึกษาและแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตมนุษย์โดยตั้งคำถามว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์และวรรณะต่าง ๆ ตามคำสอนของพราหมณ์หรือไม่
เมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของพระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องการศึกษาและแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ผู้เขียนจึงตัดสินใจสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาฯ อรรถกถาและคัมภีร์ทางพุทธศาสนา อื่น ๆ จากนั้นถึงนำหลักฐานเหล่านั้น มาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐาน เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุผล สำหรับคำถามเกี่ยวกับพระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะ บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทยในการเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศานาและปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการ เพื่อส่งเสริมปัญญาและความตระหนักรู้อยู่ปัจจุบันไปทั่วโลก พระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทย สามารถใช้บทความนี้ เป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นสำหรับภารกิจของตนเองในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องในการเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศาสนา ผู้สนใจศึกษาพระพุทธเจ้าก็จะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ส่วนวิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้าในการสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ สำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐาน เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับพระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกในสาขาปรัชญา พระพุทธศาสนาและนิติศาสตร์ โดยเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ คำให้การของพยานบุคคลและพยานวัตถุ เช่น สถานที่ทางประวัติศาสตร์และพุทธสถานต่าง ๆ สามารถนำมาใช้พิสูจน์ความจริงในเรื่องที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถอธิบายความจริงได้อย่างสมเหตุสมผล และทำให้การวิเคราะห์หลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และยุติธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น