The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

บทนำ: พระปรีชาญาณของเจ้าชายสิทธัตถะในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Introduction: Prince Siddhartha's Wisdom in the Tripitaka (Mahachulalongkornrajavidyalaya University Edition)  

คำสำคัญ    พระปริชาญาณ   เจ้าชายสิทธัตถะ    ปรัชญา 

           
        โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนทั่วโลกเกิดมาโดยไม่รู้ถึงธรรมชาติชีวิตของตนเอง และชีวิตของผู้อื่น   แม้ว่าพวกเขาจะได้รับเรื่องราวต่าง ๆ จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมประสบการณ์เหล่านั้น เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับรู้และการรวบรวมข้อมูลเท่านั้น ชีวิตยังมีธรรมชาติของการคิด   เมื่อพวกเขารับรู้สิ่งใด พวกเขาก็จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นแล้วพวกเขาจึงใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงของสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของตนเอง  ยกตัวอย่างเช่น แม้มนุษย์รู้ว่าทุกคนเกิดมาและต้องตายตามกฎธรรมชาติของชีวิตแต่พวกเขาก็ยังคงกลัวความตาย  ดังนั้นพวกเขาจึงแสวงหาวิธีที่จะบรรลุความเป็นอมตะ เพราะจิตมนุษย์ยังอาลัยในคนที่รัก และปรารถนาที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป  พวกเขาจึงไม่อยากตาย หรือเพราะการพลัดพรากจากคนที่รักทำให้เกิดความทุกข์ พวกเขาจึงแสวงหาวิธีที่จะขจัดความทุกข์นั้นออกจากในจิตใจ 

         แม้ว่ามนุษย์จะเป็นสิ่งที่มีเหตุผล โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของคำตอบ พวกเขามักแสดงความคิดเห็นของตนเองโดยใช้คำอธิบาย และการคาดคะเนความจริงอย่างมีเหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใด ๆ   แต่อายตนะภายในของมนุษย์ก็จำกัดความสามารถในการรับรู้ของพวกเขา และพวกเขาก็มีอคติต่อผู้อื่น เนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชัง และความหลงผิด ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด ดังนั้น มนุษยชาติทั่วโลกจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์  เมื่อมนุษย์สวมบทบาทเป็นพราหมณ์ นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา ครูบาอาจารย์  ตำรวจ ทหาร นักการเมืองและนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ  พวกเขามักแสดงความคิดเห็นของตนโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง  บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลในลักษณะนี้ บางครั้งก็ในลักษณะนั้นและอื่น ๆ  เป็นต้น  เมื่อเหตุผลที่ใช้อธิบายความจริงของคำตอบนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเรื่องนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่ยอมรับความคิดเห็นนั้นว่า เป็นความจริงของเรื่องนั้น  

       การศึกษาพระปรีชาญาณอันลึกซึ้งของเจ้าชายสิทธัตถะ ช่วยให้เราได้สำรวจทั้งความรู้ทางปรัชญาและศาสนา แม้ว่าทั้งปรัชญาและพระพุทธศาสนา จะมีต้นกำเนิดมาจากอายตนะภายในของมนุษยชาติ  โครงสร้างของความรู้ของมนุษย์  วิธีพิจารณาความจริงและความสมเหตุสมผลของความรู้ต่าง ๆ ก็มีหลักการที่คล้ายคลึงกันในหมู่นักวิชาการทั้งสองสาขา อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างที่สำคัญในรายละเอียด  ยกตัวอย่างเช่น ในปรัชญาศาสนาพราหมณ์ ผู้คนส่วนใหญ่ พึ่งพาความคำบอกเล่าของพยานเป็นหลักในการยืนยันความจริงต่าง ๆ   อย่างไรก็ตาม พยานเหล่านี้มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ และมักแสดงความคิดเห็นที่ลำเอียง เพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้ชีวิตของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมน พวกเขามักจะขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ทำให้พวกเขาไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงได้อย่างมีเหตุผล 

         เนื่องจากปรัชญาและพระพุทธศาสนามีหน้าที่ตอบคำถามว่า"เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความจริงสำหรับสังคมมนุษย์ทั่วโลก" พระพุทธเจ้าในฐานะศาสดา  ผู้สอนโลก   พระองค์จึงทรงสั่งสอนมนุษยชาติเมื่อได้ยินความคิดเห็นของพราหมณ์ในฐานะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ควรเชื่อทันทีว่าเป็นความจริงเราควรสงสัยไว้ก่อน  จนกว่าจะได้ศึกษาต้นกำเนิดของความรู้ของมนุษย์ องค์ประกอบของความรู้ วิธีพิจารณาความจริงของมนุษย์ และความถูกต้องของความรู้ของมนุษย์ (ความสมเหตุสมผลของความรู้)  ดังนั้น  การแสวงหาความรู้จึงต้องอาศัยการปฏิบัติที่เป็นสากล ซึ่งมนุษย์ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้อย่างเท่าเทียมกัน ผลลัพท์ของการปฏิบัติเช่นนั้น ควรเป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ ?  คำตอบที่ได้รับจากกระบวนการพิจารณาความจริงทางพุทธศาสนาหรือปรัชญา ก็คือมันเป็นความรู้ที่แท้จริง เป็นความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ เป็นต้น 

     เมื่อเราพิจารณาต้นกำเนิดของความรู้ทางปรัชญาและพระพุทธศาสนา เราจะพบว่าต้นกำเนิดนั้นมาจากมนุษย์ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าได้ขจัดความมืดมิดที่ฝังลึกในชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีความเชื่อว่าแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์นั้น กำเนิดมาจากกายของพระพรหมและพระอิศวร  อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ก็ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเช่นกัน เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะได้บัญญัติคำสอนของศาสนาพราหมณ์ลงในกฎหมายวรรณะ  ขนบธรรมเนียมและประเพณี  เมื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายวรรณะแล้ว พลเมืองจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคนวรรณะอื่น หรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อชาวสักกะเกิดมาพร้อมกับไม่รู้และจึงขาดการศึกษา ชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาจึงกระทำความผิดฐานละเมิดคำสอนของศาสนาและกฎหมายวรรณะ โดยการมีเพศสัมพันธ์กับคนวรรณะอื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาก็ถูกสังคมตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน   เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พวกเขาวิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความความจริงเกี่ยวกับการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ ดังนั้น พวกเขาจึงถูกตัดสินและลงโทษโดยสังคม โดยถูกขับไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาเกิดมา  เป็นต้น 

     ความรู้เกี่ยวกับปรัชญามนุษย์ เนื่องจากต้นกำเนิดของความรู้ทางปรัชญามาจากมนุษย์  นักศึกษาจึงเข้าใจความจริงทางปรัชญาได้ไม่ยากนัก หากเราเข้าใจคำว่า "แนวคิดของนักปรัชญา" เข้าใจวิธีพิจารณาความจริงทางปรัชญา  และเข้าใจวิธีการอนุมานความรู้จากหลักฐานโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในอธิบายความจริงเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล  เราก็จะเข้าใจพระพุทธศาสนาและปรัชญาได้ง่ายขึ้น เมื่อเราพิจารณาโครงสร้างหรืออัตลักษณ์ทางปรัชญา เราจะเห็นว่าปรัชญาพุทธภูมิก็คือความรู้ของมนุษย์ แหล่งที่มาของความรู้ของปรัชญาพุทธภูมิ   ก็คือความรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่รับรู้ผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจของมนุษย์ เมื่อตระหนักถึงอารมณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมมนุษย์ที่เกิดขึ้น 

        ตามแนวคิดของพระพุทธเจ้าที่ว่าเมื่อได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ไม่ควรเชื่อทันที่ว่าจริง จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้นได้ หากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความจริงแล้วข้อเท็จจริงที่ได้ยินจากพยานเพียงคนเดียวนั้นไม่น่าเชื่อถือ และเป็นความจริงในเรื่องนั้น เพราะมนุษย์มีอคติต่อกันอาจยืนยันความจริงให้สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความคิดเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความไม่รู้ความเกลียดชัง ความกลัวและความเสน่หาส่วนตน เป็นต้น นอกจากนี้มนุษย์มีอายตนะภายในที่มีความสามารถในการรับรู้ได้จำกัดเหตุการณ์ทางสังคมของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นห่างไกลหรือในอาคาร เป็นต้น  

     เนื่องจากปรัชญาเป็นมารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาความรู้ทางปรัชญาตะวันตก ให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์     พวกเขาตระหนักว่านักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาที่จำกัดในการรับรู้ และมีแนวโน้มที่จะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเองจึงได้สร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโลก ดวงอาทิตย์ ดวงดาว และแม้แต่เชื้อโรคซึ่งเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด  ดังนั้น ด้วยข้อมูลนับล้านหน้า นักวิทยาศาสตร์จึงแยกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโลก ดวงดาว ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมออกจากปรัชญา เนื่องจากเนื้อหาทางปรัชญาส่วนใหญ่มาจากคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์  ซึ่งเป็นมนูาญ์ที่มีข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนในการรับรู้ และสั่งสมข้อมูลเป็นหลักฐานทางอารมณ์อยู่ในจิตใจของมนุษย์นั้น ถือว่า"ไม่สมบูรณ์"

       ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวมรวมหลักฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง    เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายความจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้นหรือพิสูจน์ความจริงของคำตอบของคำถามต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เนื้อหาของวิทยาศาสตร์จึงแยกตัวออกจากปรัชญา เพื่อจัดตั้งเป็นสาขาวิชาของตนเอง  ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องมือขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เนื้อหาของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จึงถูกแบ่งออกเป็นสาขาใหม่ได้อีกหลายสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เป็นต้น  

     แม้ว่า วิทยาศาสตร์จะแยกเนื้อหาออกจากปรัชญาและพุทธศาสนาก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้กระบวนการพิจารณาความจริงจากปรัชญาและพุทธศาสนาในสาขาวิทยาศาสตร์ของตน พวกเขาตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เช่น ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการทดสอบจากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพิษในร่างกาย และเชื้อโรคต่าง ๆ เป็นต้น พวกเขาทำการวิเคราะห์หลักฐานเหล่านี้ โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบของคำถามในเรื่องนั้น ๆ เมื่อวิทยาศาสตร์ตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติยุคใหม่ได้ดีกว่าสาขาวิชาอื่น ๆ โดยการสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถวิเคราะห์หลักฐานหรือข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ได้แม่นยำกว่าความคิดของมนุษย์ นี่เป็นเพราะมนุษย์มีการรับรู้ที่จำกัดและสมาธิอ่อนแอ  ขาดความมั่นคงทางอุดมการณ์และมีความอ่อนไหวสูง ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มนุษย์มักจะมีอคติ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างเครื่องมือ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้และรวบรวมหลักฐานที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้  แต่ท้ายที่สุดนักวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้ตัดสินว่าข้อเท็จจริงที่อิงตามหลักฐานนั้นเป็นจริงหรือเท็จ 

      ดังนั้น เมื่ออาจารย์อธิบายให้นักศึกษาฟังว่านักปรัชญาแต่ละคนคิดอย่างมีเหตุผลอย่างไร ? นักศึกษามักจะสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคิดเห็นนั้นเป็นจริง? นี่ทำให้เกิดประเด็นทางปรัชญาและถกเถียงอย่างมีเหตุผลไม่จบสิ้น พวกเขาไม่เห็นประโยชน์จากการศึกษาปรัชญา  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะอาจารย์สอนปรัชญาไม่เน้นวิธีการทางปรัชญาในการพิจารณาความจริง   ซึ่งเริ่มต้นเมื่อเราได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต เราไม่ควรเชื่อทันที เราควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานมาเป็นข้อมูลสำกรับวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาคำอธิบายอย่างมีเหตุผลของคำตอบ  คำถามของนักศึกษาที่ว่า ทำไมพวกเขาถึงเรียนปรัชญาจะไม่เกิดขึ้น หากการเรียนโดยไม่กล่าวถึงวิธีการพิจารณาความจริงทางปรัชญานั้น เป็นการศึกษาไร้จุดหมายในการแสวงหาความรู้จากนักปรัชญาเหล่านั้น นักศึกษาจะสงสัยว่า ทำไมพวกเขาจึงเรียนแนวคิดของนักปรัชญาเหล่านั้น ? ผู้เรียนจะรู้เบื่อหน่ายกับการเรียนปรัชญา เพราะพวกเขารู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์โดยไม่รู้ว่านำไปประยุกต์ใช้อย่างไร ? เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดทางปรัชญา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นอัตลักษณ์ทางปรัชญาและเข้าใจหลักการของมันได้ง่ายขึ้น เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  

       ภูมิปัญญาของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรด้านศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชาวพระนครกบิลพัสดุ์ และทรงมองเห็นปัญหาที่แท้จริงของจัณฑาลที่ถูกคนในสังคมลงโทษ เพราะพวกเขาไม่สามารถควบคุมตัณหาของตนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงกระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ โดยฝ่าฝืนข้อห้ามกาแต่งงานระหว่างวรรณะและการห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ศาลประชาชนตัดสินให้พวกเขาถูกไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต ต้องอยู่อย่างคนเร่ร่อนตามท้องถนนในวัยชรา เจ็บป่วยและเสียชีวิตตามท้องถนน เป็นต้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นปัญหาชีวิตของจัณฑาลพระองค์ทรงหาหนทางที่จะช่วยเหลือจัณฑาลให้พ้นทุกข์แห่งชีวิตด้วยพระองค์ทรงเมตตากรุณาแล้ว พระองค์ทรงสติ(ใคร่ครวญ) ถึงความรู้ที่ศึกษาจากสำนักของครูวิศวมิตร ทำให้พระองค์ทรงสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของจัณฑาล    เจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจัณฑาลและรวบรวมพยานบุคคลซึ่งเป็นปุโรหิต ที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ ในกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี  เมื่อพระองค์ทรงได้ฟังข้อเท็จจริงจากปุโรหิตว่าพระพรหม และพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา ปุโรหิตยืนยันข้อเท็จจริงด้วยว่าปุโรหิตรุ่นก่อน ๆ เคยเห็นพระพรหมและพระอิศวรในอาณาจักรสักกะมาก่อน แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามประวัติของพรหมและอิศวร ก็ไม่มีใครตอบได้ เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว พระองค์จึงทรงสงสัยว่าพระพรหมและพระอิศวรมีอยู่จริงหรือไม่  เพราะพระองค์ทรงไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิต จากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของพระองค์เองเมื่อได้รับข้อมูลเพียงพอแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ โดยเสนอกฎหมายให้ยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ แต่เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะมาประชุมกัน เพื่อพิจารณาลงมติให้ตรากฎหมายยกเลิกการแบ่งวรรณะนั้น  เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายสมาชิกรัฐสภาแห่งแคว้นสักกะเห็นว่าการเสนอยกเลิกฎหมายนั้นขัดต่อหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดในการปกครองประเทศ  จึงมีมิติที่เป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอให้พิจารณา 

         เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองในอาณาจักรสักกะเป็นเช่นนี้เจ้าชายสิทธัตถะทรงระลึกถึงคำสอนของพราหมณ์  ซึ่งเป็นทั้งคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี นอกจากนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่กำหนดรูปแบบการปกครองสูงในประเทศสักกะ จึงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ หากพระองค์จะทรงรักษาสิทธิและหน้าที่ของราชวงศ์ศากยะ เพื่อปกครองอาณาจักรสักกะต่อไป พระองค์ก็ทรงไม่สามารถประกอบพระราชพิธีบูชายัญต่อพระพรหมได้ด้วยพระองค์เอง ที่จะขอพระพรหมผู้สร้างวรรณะได้ยกเลิกระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะได้ เพราะเป็นสิ่งต้องห้ามตามคำสอนในศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากพราหมณ์อารยันทำพิธีบูชายัญเพื่อขอพรจากพระพรหมและพระอิศวรช่วยประชาชนในอาณาจักรสักกะได้ และหากพระองค์เสนอตรากฎหมายยกเลิกวรรณะจารีตประเพณีก็คงไม่ได้รับการอนุมัติจากสมาชิกรัฐสภาเช่นเดิม เพราะการยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งราชอาณาจักรสักกะ พระองค์ก็ทรงพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่พระองค์ทรงสามารถทำได้ คือพระองค์ทรงละทิ้งสิทธิและหน้าที่ในการปกครองอาณาจักรสักกะ ตามวรรณะกษัตริย์ที่พระองค์ประสูติมาโดยพระองค์เสด็จออกไปผนวช เพื่อศึกษาและหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตมนุษย์ว่า พระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์และวรรณะตามคำสอนของพราหมณ์หรือไม่ 

       เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าภูมิปัญญาของเจ้าชายสิทธัตถะเป็นอย่างไร ? แต่ผู้เขียนชอบที่จะแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป ผู้เขียนจึงตัดสินใจสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาฯ อรรถกถา และคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นต้น มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง   ๆ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบเกี่ยวกับภูมิปัญญาของเจ้าชายสิทธัตถะ  บทความในเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทยในต่างประเทศ เพื่อเผยแผ่คำสอนพระพุทธศานา และการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาชีวิตคนทั่วโลกให้มีปัญญา และตระหนักรู้อยู่ปัจจุบัน พระธรรมทูตสายต่างประเทศ จะใช้บทความนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในภารกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง เพื่อให้เนื่อหาของพระพุทธศาสนาไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนผู้สนใจศึกษาพระพุทธเจ้าก็จะมีความรู้ความเข้าในพระพุทธศาสนามากขึ้น ส่วนวิธีพิจารณาความจริงของปรัชญาคือการสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานนั้น   เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบเกี่ยวกับภูมิปัญญาของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตระดับปริญญาเอกในสาขาปรัชญา พระพุทธศาสนาและนิติศาสตร์ ใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ คำให้การพยานบุคคลและพยานวัตถุ เช่น โบราณสถานและพุทธสถานต่าง ๆ  เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องที่น่าสงสัย สามารถใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบได้อย่างสมเหตุสมผล และสามารถตรวจสอบกระบวนการวิเคราะห์หลักฐานได้อย่างแม่นยำ บริสุทธิ์ และยุติธรรมต่อทุกฝ่าย  เป็นต้น      

            

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ