The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
บล็อค"ปรัชญาพุทธภูมิ"นี้จัดทำขึ้น เพื่อบันทึกการเรียนรู้ และเส้นทาง การคิดและเส้นทางชีวิตในโลกมนุษย์แห่งนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์ และมีความยินดีที่จะได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับทุกคน

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปัญหาญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์

 ปัญหาญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ :  การบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์

"Epistemology  Problems" in Buddhaphumi Philosophy :  The  Ascetic Practices of  Bodhisattva 

บทนำ การปฏิบัติบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ 

 

                   ตลอดเวลามากกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่ผ่านมา  ชาวพุทธมักรับฟังเรื่องราวการบำเพ็ญตบะ  และทุกรกิริยาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ผ่านคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และคำเทศนา แล้วยอมรับเป็นความจริงโดยปริยาย      อย่างไรก็ตาม  พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อสิ่งใดอย่างงมงาย เพียงเพราะได้ยินสืบต่อกันมา   แต่ทรงสนับสนุนให้เกิด "ความสงสัยเชิงวิพากษ์ (Critical Inquiry)   ไว้ก่อน จนกว่าเราจะรวบรวมหลักฐานไว้อย่างเพียงพอ   แล้วนำมาวิเคราะห์    โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ      เพื่อหาเหตุผลใช้เป็นคำอธิบายความจริงของเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล 

เราจะรู้ความจริงเรื่องการปฏิบัติบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้อย่างไร ?       

                 ในสมัยพุทธกาล    พราหมณ์ซึ่งเป็นนักปรัชญา          มักใช้อภิปรัชญาและตรรกวิทยาอธิบายความจริงของมนุษย์ โลก     จักรวาลและการมีอยู่เทพเจ้า  โดยอาศัยปฏิภาณ   (เชาว์ไว้ในการกล่าวแก้หรือโต้ตอบ  เป็นต้น ได้ฉับพลันทันทีและแยบคาย ) และคาดคะเนจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินมา  ส่งผลให้การใช้ "เหตุผล"ของพวกเขา  เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงนั้น   บางครั้งก็ถูกต้อง  บางครั้งไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาก็ให้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง  เมื่อคำอธิบายของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญายังคงคลุมเครือ   และแปรเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล  

               วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ    เมื่อทรงได้ยินความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้น      จึงทรงปฏิเสธข้อสรุปเชิงตรรกะบริสุทธิ์เหล่านั้น  เมื่อข้อเท็จจริงยังคงเป็นน่าสงสัย             เจ้าชายสิทธัตถะทรงแสวงหาโครงสร้างความรู้ใหม่ผ่าน   "ญาณวิทยา"          โดยตั้งคำถามสำคัญว่าความรู้คืออะไร ?        มนุษย์จะสร้างความรู้ได้อย่างไร  ?   และเราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง ? 

๑ ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์   ยุคก่อนพุทธกาล เชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากพระวรกายของพระองค์     มนุษย์จึงเชื่อว่า "ความรู้ของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งพระพรหมประทานให้แก่มนุษย์  ดังนั้นต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์นั้นตามทัศนะของพราหมณ์  จึงเกิดขึ้นจากพระพรหมผู้ประทานความรู้ให้แก่มนุษย์    เป็นต้น   

             ในยุคพุทธกาล    ความรู้ของมนุษย์เกิดจากจิตใจของมนุษย์รับรู้สิ่งต่าง ๆ     ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมเรื่องราวเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ      แต่ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มิใช่เพียงแค่รับรู้และสั่งสมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น  ยังมีธรรมชาติของปรุงแต่ง (คิด) เมื่อรู้สิ่งใด  มนุษย์ก็จะคิดจากสิ่งนั้น   เมื่อคิดแล้วจึงใช้เหตุผล อธิบายความคิดของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าความจริงของสิ่งนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? 

           อย่างไรก็ตาม มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ (อวิชชา)   และมีขอบเขตการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส(อายตนะภายใน) ที่จำกัด   เช่นเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปมองเห็นเหตุการณ์บำเพ็ญตบะ ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อกว่า ๒,๖๐๐  ปีก่อนด้วยตาเนื้อ        การแสวงหาความจริงในยุคปัจจุบัน       จึงต้องอาศัยการสืบค้นหลักฐาน ๓ ด้าน   ได้แก่           พยานเอกสาร (พระไตรปิฎก/อรรถกถา)  พยานบุคคล (บันทึกสมณทูต/ผู้แสวงบุญ) และพยานวัตถุ ( ภูเขาดงคสิริ และแม่น้ำเนรัญชรา) 

 ๒.องค์ประกอบความรู้ของมนุษย์    เมื่อมนุษย์มีจินตนาการอันไร้ขอบเขตความรู้จำกัด   ทำให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ   ที่ผ่านเข้าในชีวิตมนุษย์ยังคลุมเครือ และไม่ชัดเจนว่าสิ่งนั้นมีความเป็นมาอย่างไร ?  ส่งผลให้มนุษย์ใช้เหตุผลอธิบายความจริงของสิ่งนั้น   บางครั้งก็ถูก  บางครั้งก็ผิดพลาด   ในประเด็นขององค์ประกอบของความรู้ในเรื่องนั้นนั้น    เมื่อวิญญูชนจิตใจได้รับรู้คำอธิบายเหล่านั้น    ย่อมไม่เชื่อว่าเป็นความจริง         ดังนั้น เพื่อให้องค์ประกอบความรู้ของมนุษย์เรื่องต่าง ๆครบถ้วนและชัดเจนนั้น  เราสามารถแยกองค์ประกอบความรู้ของมนุษย์ได้ดังต่อไป 

          ๒.๑  มนุษย์(ผู้รู้) ชีวิตมนุษย์ทุกคนมีจิตและประสาทสัมผัส (อายตนะภายใน) ของร่างกาย

         ๒.๒  ช่องทางการรับรู้ของมนุษย์  เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของร่างกายและจิตใจ  เมื่อจิตใจของเกิดรับรู้ผ่านอายตนะภายในและบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในจิตใจของตนเอง

         ๒.๓  สิ่งที่ถูกรู้  คือ   สิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวมนุษย์อาจเป็นเรื่องราวต่างๆ  เช่นเศรษฐกิจ   การเมือง  สังคมและวัฒนธรรม,  เหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น  ไฟไหม้    การยิงกันตาย    การถูกดูหมิ่นเหยียดหยามในสังคม  หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  เช่น  หิมะละลายบนภูเขาหิมาลัย  เกิดดินโคลนถล่ม      และน้ำป่าไหลหลากสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง  เป็นต้น 

          ๒.๔  วิเคราะห์ข้อมูล    เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในและมีอคติเกิดความไม่รู้(อวิชชา) มักแสดงทัศนะโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะ  หรือคาดคะเนความจริง(การอนุมาน)จากสิ่งที่ได้ยินมานั้น  คำอธิบายความจริงของเรื่องนั้น  จึงยังคงคลุมเครือและไม่น่าเชื่อถือที่จะยืนยันความจริงได้ ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นวิญญูชน จึงวิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน โดยการคิดอนุมานและประเมินหลักฐานอย่างมีเหตุผล   

       ๒.๕  ข้อสรุปเชิงเหตุผล  คำอธิบายข้อเท็จจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ปราศจากอคติ ๔  (เกิดขึ้นจากความรัก, ความโกรธ, ความกลัว,ความโง่เขลา) 

๓.การพิสูจน์สถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาตามหลักภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์

            เมื่อวิเคราะห์ผ่านพยานเอกสารคือ  พระสุตตันตปิฎก (สังคาราสูตร)   พระโพธิสัตว์ทรงระบุถึง "ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม" ว่าเป็นภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์  มีแม่น้ำไหลริน และมีหมู่บ้านบิณฑบาตรรอบข้าง   เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูล Google Maps และหลักฐานทางโบราณคดี พบข้อเท็จจริงดังนี้ 

         ๓.๑. ทำเลที่ตั้งของถ้ำบำเพ็ญทุกรกิริยา หรือถ้ำดงเกสวารี (Dungeshwari Cave/ Pragbodhi Mountain)  ตั้งอยู่ทางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากเจดีย์พุทธคยาประมาน ๒๐ กิโลเมตร   

     เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๕  ฉบับมหาจุฬา ฯ    มัชฌิมนิกาย  มัชฌิมปันณาสก์ (๕. พรหมณวรรค ๑๐ สังคารวสูตร) ข้อ ๔๗๗ ว่า"เรานั้นแสวงหาอะไรเป็นกุศลขณะที่แสวงหาทางอันประเสริฐคือความสงบ ซึ่งไม่มีทางอื่นยิ่งกว่า       เมื่อเที่ยวจาริกไปในแคว้นมคธ      โดยลำดับไปถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  ได้เห็นภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์มีราวป่าน่าเพลิดเพลินใจอันมีแม่น้ำไหลรินไม่ขาดสาย มีท่าน้ำสะอาดดีน่ารื่นรมย์มีโคจรคามอยู่โดยรอบเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของกุลบุตร เราจึงนั่งณ ที่นั่นด้วยคิดว่า"ที่นี้เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร"

          เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ    เราได้ยินข้อเท็จจริงว่า  เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาจากสำนักของอาฬารดาบส   และอุททกดาบสแล้ว   พระองค์ทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำสอนอาจารย์ทั้งสองแล้ว  มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานในคำสอนของอาจารย์ทั้งสอง  เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของชีวิต พระองค์ทรงเห็นว่า ความรู้ที่พระองค์ทรงศึกษาจากสองสำนักนั้นและหลักปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์นั้น  เมื่อพระองค์ทรงปฏิบัติแล้วทรงไม่สามารถบรรลุความจริงถึงการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรได้    พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงตัดสินใจออกจากเมืองราชคฤห์ และเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมในแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ  พระองค์ทรงเห็นว่า ภูเขาดงคสิริเป็นที่ที่น่าอยู่อาศัย  ภูเขาไม่ชันมากทางขึ้นลงจากถ้ำไม่ชันเช่นกันมีป่าไม้อุดมสมบรูณ์ เงียบสงบเหมาะแก่นักพรตมาบำเพ็ญตบะ เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติธรรมที่อยู่ไม่ไกล ไม่มีให้ใครได้รับอนุญาตให้การรบกวนการปฏิบัติธรรมของตน 

             ๓.๒ สภาพแม่น้ำเนรัญชรา(แม้น้ำฟัลกุ-Falgu River) มีป่าอยู่ริมฝังแม่น้ำอันสวยงาม       แม่น้ำเนรัญชราไหลรินอยู่ตลอดเวลา น้ำใสจนมองเห็นก้นผืนทรายได้เลย เราได้เห็นเต่าและปลาจำนวนมากว่ายน้ำตามริมฝังแม่น้ำ         มีท่าเรือที่สวยงาม สะอาดดีน่ารื่นรมย์    มีโคจรคามซึ่งเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่พระภิกษุไปเที่ยวบิณฑบาต โดยจัดหาปัจจัยยังชีพจากผู้อื่นมาโดยตลอด      ไม่เคยขาดภัตตาหารอุปโภคบริโภคหาได้ง่าย เส้นทางคมนาคมสะดวก      เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จมาถึง        ก็ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานที่แห่งนี้  เหมาะแก่การบำเพ็ญตบะเพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษย์  เมื่อนึกถึงข้อความในพระไตรปิฎกนี้แล้ว           เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานที่บำเพ็ญตบะของพระโพธฺสัตว์สิทธัตถะตั้งอยู่ที่ไหนในสาธารณรัฐอินเดีย  

 ภูเขาดงคสิริอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำเนรัญชราเลยในฤดูร้อน  เมื่อมองจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา          สามารถมองเห็นภูเขาดงคสิริได้อย่างชัดเจน    ในรัชสมัยพระเจ้าพิมพิสารทรงปกครองแคว้นมคธและยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่         ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของแคว้นมคธ           แต่ในยุคปัจจุบันได้มีการเรียกและตั้งชื่อว่า"ตำบลพุทธคยา"  อำเภอพุทธคยา รัฐพิหารซึ่งเป็นสถานที่บำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ผู้แสวงบุญชาวไทยชอบเรียกว่า"ภูเขาดงคสิริ" ส่วนชาวฮินดูเรียกว่า"Dungeshwari Hill"ส่วนถ้ำที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญตบะเรียกว่า    "ถ้ำดงเกสวารี" (Dungeshwari Cave)เพื่อบรรลุถึงความจริงของชีวิตมนุษย์ว่าพระพรหมและพระอิศวร เป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์จริงหรือไม่ เมื่อพุทธสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากริมฝังแม่น้ำเนรัญชรา    ภาษาราชการของอินเดียและในแผนที่โลกของกูเกิลเรียกว่า  "แม่น้ำฟัลกุ" (Falgu River)  ในสมัยพุทธกาล  ขนาดของแม่น้ำเนรัญชราน่าจะกว้างยาวถึงเชิงเขาดงเกสวารี    เพราะผู้เขียนสังเกตลักษณะของบ้านของคนท้องถิ่นที่สร้างอาศัยใช้อิฐทำจากดินเหนียว  ที่มาจากดินในหมู่บ้านมีตะกอนโคลนตมไหลไปตามกระแสน้ำเนรัญชรา พวกมันตกตะกอนและทับถมมาเป็นเวลานาน ทำให้แม่น้ำแคบลงเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน กว้างประมาณ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น 


๓.๓. ถ้ำดงเกสวารี (Durgeshwari Hills)  ลักษณะทางกายภาพของถ้ำเป็นโพรงหินธรรมชาติ หากถ้ำหันไปทางทิศตะวันตกสู่แม่น้ำฟัลกุ มีขาดเหมาะแก่การหลบแดด  ลม ฝน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียร

              เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาหาความรู้ในสถานที่บำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ เป็นความรู้จากประสบการณ์ชีวิตได้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของตนเองโดยฟังการบรรยายประวัติพุทธศาสนาจากพระวิทยากรหลายครั้ง และเป็นความรู้สั่งสมอยู่ในจิตใจของผู้เขียนเอง ผู้เขียนได้เดินทางไปแสวงบุญครั้งสุดท้ายในปี ๒๕๕๗  ภูเขาดงเกสวารีตั้งอยู่ไม่ไกลจากเจดีย์พุทธคยา ตั้งอยู่ในวัดมหาโพธิ ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  และมรดกโลกทางวัฒนธรรมเป็นระยะทาง ๒๐.๑ กิโลเมตร       ตามเส้นทางจากเจดีย์พุทธคยาไปตามถนนพุทธคยา      และเลี้ยวขวาที่สะพานแมนปูร์ (Manpur Bridge)    เข้าสู่ภูเขาดงเกสวารี ถ้าเรายึดเจดีย์พุทธคยาเป็นศูนย์กลาง         ถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเจดีย์พุทธคยาและทางด้านตะวันออกของแม่น้ำเนรัญชรา    เซอร์คันนิ่งแฮมส์นักโบราณคดีชาวอังกฤษมาพิสูจน์เรื่องนี้แล้ว          เขาพิจารณาและยอมรับโดยให้เหตุผลว่าภูเขาปักโพธิ (Pragbodhi Mountain)  มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่มีมาช้านาน  เป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงประทับอยู่ในฤดูฝนเป็นเวลา ๖ ปีเพื่อบำเพ็ญตบะ ก่อนพระองค์จะเสด็จไปบำเพ็ญเพียรทางจิต   ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ใกล้บ้านนางสุชาดาเป็นลำดับไป.  

๔.จากความเพียรขั้นอุกฤษฏ์สู่ญาณวิทยาทางสายกลาง  (Mjjhima Patipada)

         ในฐานะพระธรรมวิทยากร   ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางมายังสถานที่บำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะแห่งนี้หลายครั้ง   ได้นำผู้แสวงบุญจากประเทศไทย  ปฏิบัติบูชา นำสวดมนต์ไหว้พระ    นั่งสมาธิ และบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน    ณ  บริเวณหน้าถ้ำดงเกสวารี    เส้นทางขึ้นไปสู่ถ้ำดงสเกสวารีเป็นเส้นทางคอนกรีต ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร มีความชันประมาณ ๓๐ องศา  บริเวณปากถ้ำตั้งสูงกว่าศาลาวัดลามะขึ้นไปอีกประมาณ ๕ เมตร    ต้องก้าวขึ้นบันไดไปอีกประมาณชั้นครึ่ง     ปากถ้ำหันหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่แม่น้ำฟัลกุ (Falgu River)มองออกไปเห็นแม่น้ำฟัลกุ   ตัวถ้ำเป็นโพรงหินธรรมชาติรูปทรงคล้ายพระจันทร์ครึ้งเสี้ยว   เกิดจากการกัดเสาะหินของสายน้ำฝนตามซอกหินมานานนับพันปี       ภายในมีแท่นหินธรรมชาติที่ลาดเอียงเล็กน้อย    มีขนาดพอดีให้ย่อกายเข้าหลบแดด ลม ฝนตกและความหนาวเย็น   เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมและปลีกวิเวกซ่อนเร้นจากผู้คน

            การบำเพ็ญตบะนานถึง ๖   ปี  จนพระวรกายของพระโพธิสัตว์ซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกคือการทดลองทางญาณวิทยาเชิงประจักษ์ขั้นสูงสุด      เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงสลบลงไปนานนับหลายชั่วและฟื้นคืนสติ    ทรงพิจารณาข้อมูลจากประสบการณ์ตรงและความรู้ที่สั่งสมอยู่ในพระทัยของพระองค์ทรงพบว่า "การทรมานกายมิใช่ทางพ้นทุกข์" 

           พระองค์ทรงทบทวนประสบการณ์ที่เคยประพฤติปฏิบัติมาก่อนออกบวช (เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงเยาว์วัย ทรงประทับใต้ต้นหว้าในพระราชพิธีแรกนาขวัญ)      พระองค์ทรงเลือกใช้ "อาณาปานสติ"  น่าจะเป็นทางที่ประเสริฐไปสู่ความหลุดพ้นได้   เป็นการปฏิบัติแบบทางสายกลางไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป และหันมาฉันภัตตหารเพียง ๑ มื้อพอประทังร่างกายดำรงอยู่ได้เพื่อการบำเพ็ญภาวนา  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากวิธีการจากความเพียรขั้นอุกกฤษฏ์เข้าสู่ "ทางสายกลาง" อันเป็นญาณวิทยาที่นำไปปัญญาตรัสรู้ที่แท้จริง  

๔. จริยศาสตร์เชิงปฏิบัติ คือ การบูชาด้วยปฏิบัติ (ปฏิบัติบูชา) 

         
       ในสังคมร่วมสมัย  มนุษย์สะสมความเครียดจากการทำงานหนัก และการแสวงหาความสุขทางโลก   การเดินทางมายังถ้ำดงเกสวารีจึงมิใช่เพียง "การชมโบราณสถาน" แต่เป็นการเข้าจริยศาสตร์เชิงพุทธ  ๔.๑ อามิสบูชาสู่การปฏิบัติบูชา เปลี่ยนจากการดูถ้ำเฉย ๆ มาเป็นการสวดมนต์ สำรวมกาย วาจาใจ(ศีล) 

๔.๒ สมาธิและปัญญา  เมื่อเรานั่งสวดมนต์และการนั่งสมาธิหน้าถ้ำ ช่วยฝึกฝนความอดทน และสร้างพลังจิต ((สมาธิ) ร่วมกับการฟังธรรม เพื่อเกิดความเข้าใจในอริยสัจ ๔ (ปัญญา) 

๔.๓ คุณค่าต่อผู้แสวงบุญ การเปลี่ยนสถานที่ทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นสถานที่แห่งการตระหนักรู้ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติประเมินคุณค่าชีวิต  ตระหนักถึงความไม่เที่ยงและก้าวพ้นจากภัยในวัฏสงสาร

 ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์เป็นเพราะมีจิตสั่งสมอยู่เครียดจากการเร่งรีบในการทำงานหนักตลอดเวลาทั้งวัน เป็นทำงานที่ต้องแลกกับสุขภาพของตนเอง เมื่อเลิกงานแล้วจิตต้องเลือกว่าจะไปนอนหลับพักผ่อนหรือไปสถานเริงรมย์ในที่ต่าง ๆ ก็เลือกไประบายความ เครียดออกจากจิตของตนด้วยการการดื่มสุรายาเมา  เรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์ทุกคนโดยความทุกข์สะสมอยู่ในจิตของผู้คน มูลเหตุมาจากการทำงาน หนักต้องแลกกับสุขภาพ ทำกิจกรรมดื่มสุรายาเมาให้ตนมีความสุขในความมัวเมาของชีวิตนานขึ้น หรือเล่นเกมส์ออนไลน์จนขาดการพักผ่อนของร่างกาย เมื่อตะหนักถึงผลของคำตอบข้อนี้ได้ดังนี้ มนุษย์จำเป็นต้องหาวิธีการผ่อนคลายจากความทุกข์อยู่ในใจตนให้ได้มิฉะนั้นต้องไปรักษาสุขภาพของตนที่โรงพยาบาล ทรัพย์เงินทองที่ตนมีอยู่นั้นไม่อาจซื้อชีวิตใครมารองรับความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บนั้นแทนตนได้การเดินทางมาสู่ถ้ำ ที่โคตมะพระโพธิสัตว์ทรงใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรทุกขกิริยาเพื่อหาความรู้ และความจริงของชีวิตมนุษย์ทุกคนนั้น ลักษณะของถ้ำนั้นมิได้แตกต่างจากถ้ำทั่วไปแต่อย่างใด เมื่อผู้แสวงบุญมาดูถ้ำเฉย ๆ ว่าตรงนี้เป็นสถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยา คงไม่มีใครอยากจะมาดูแต่อย่างใด  แต่ถ้ามาแล้วชาวพุทธไทยทุกคณะได้เดินตามรอยบาทของพระศาสดาสัมสัมพุทธเจ้าแล้ว ด้วยการปฏิบัติบูชาแล้ว มีการประกอบพิธีกรรมบูชาคุณของพระพุทธเจ้าตามวิธีการตามมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการปฏิบัติบูชาเพื่อนำจิตวิญญาณไปสู่ความรู้ระดับอภิญญา ๖ แล้ว เกิดความสงบสุขในชีวิตแล้วทุกคนก็คงอยากจะมาเป็นต้น. อันดับแรกเราด้วยการปฏิบัติบูชาเริ่มต้นทำสวดมนต์ทำวัตรเช้าหรือเย็นแล้ว แต่โอกาสว่าจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่า ลจะมีคณะผู้แสวงบุญมากน้อยเพียงใดการสวดมนต์เป็นการสำรวมกายและวาจานั้น เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้เข้าสู่หลักศีลเพราะจิตของผู้สวดมนต์จิตมุ่งมั่นจดจ่อกับบทสวดมนต์ไม่วอกแวกไปสู่ที่อื่นใดอีก หรือไปเบียด เบียน ผู้อื่นทางกายวาจาและจิต เพราะใช้วจีกรรมในการสวดมนต์อย่างเดียว  ดังนั้นวจีกรรมที่กระทำไปแล้วก็จะกลายเป็นความรู้สั่งสมไว้ในจิตของตัวเอง. 

           ประการต่อมานั้น การสวดมนต์ยาวนานต้องใช้ความอดทนในการสวดอย่างมากบางคณะเป็นชั่วโมง ๆ ก็มี ถ้าใครจดจ่อกับการสวดมนต์ยาวนานนั้น ทำให้จิตเป็นสมาธิเหลือเพียงการสวดมนต์เพียงอย่างเดียว  การสวดมนต์ยาวนานด้วยความอดทนอดกลั้นนั้นจิตย่อมมีกำลังของสมาธิ ประการสุดท้าย เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว พระธรรมวิทยากรก็จะพากล่าวนำการสมาทานพระกรรมฐาน นั่งสมาธิภาวนาในขณะเดียวกันก็แสดงธรรมเทศนาแก่ญาติโยมฟังขณะนั่งสมาธิด้วยเพื่อให้ญาติโยมใช้จิตใคร่ครวญความรู้ที่ฟัง เพื่อให้เกิดวิถีปัญญาไปด้วยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยิ่งให้เกิดสภาวะปิติด้วยยิ่งเป็นการสั่งสมบุญกุศลในจิตของตนด้วย. 

        แต่เมื่อฉันมีโอกาสเดินทางมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในประเทศอินเดียมีโครงการปฏิบัติธรรมสถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยา  ฉันจึงไม่ยอมทิ้งโอกาสไปจึงตัดสินใจเดินทางสู่ภูเขาแห่งนี้เพื่อชมถ้ำอันเป็นสถานที่พระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาของก่อนตรัสรู้แจ้งในความจริงในกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ทุกคน สถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาแห่งนี้ในแต่ละวันตลอดทั้งปีจะมีชาวพุทธจากทั่วโลกเดินทางมาปฏิบัติบูชาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เริ่มตั้งแต่ฤดูหนาวในเดือนตุลาคมข้ามปีใหม่ไปถึงเดือนมีนาคมของทุกปี อากาศบนภูเขาที่นี้เย็นสบายดี ฉันเดินขึ้นมาไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แม้จะเป็นเชิงเขาบางช่วงลาดชันก็ตามในช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคมและเมษายน ฉันสามารถมองเห็นภูเขาดงคสิริและวัดธิเบตอย่างชัดเจน ได้จากถนนเลียบแม่น้ำเนรัญชราทางฝั่งตะวันตก ภูเขาแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ฝังอยู่ในจิตของผู้คนทั่วโลกที่เล่าเรื่องสืบต่อกันมาไม่เคยสิ้นสุด เมื่อมาถึงเจดีย์พุทธคยาแล้วพวกเขาต้องปฏิบัติบูชาในภูเขาแห่งนี้ด้วย เพื่อให้ข้ามพ้นความทุกข์ของภัยในวัฏสงสารที่ไม่เคยสิ้นสุดของผู้ประมาทในการใช้ชีวิตด้วย.            

บรรณานุกรม
 https://www.google.co.th/maps/place/Bodhgaya,+Bihar,+India/Falgu River.

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ