The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปัญหาอภิปรัชญา : การบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์

The Metaphysics Problem :  the Ascetic  Practices  of the Bodhisattva 

๑.บทนำ การบำเพ็ญตบะคืออะไร

         โดยทั่วไป  มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวเองได้ ผ่านอายตนะภายใน และเมื่อรับรู้แล้ว พวกเขาก็จะเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในจิตใจ ในรูปข้อมูลทางอารมณ์อย่างไรก็ตาม   ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องข้นธ์ทั้งห้านั้น  ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน และการเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ในรูปแบบข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น ชีวิตมนุษย์ยังเกี่ยวกับการคิดด้วย เมื่อพวกเขารับรู้สิ่งใด พวกเขาก็จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น เพื่อหาความจริงแท้ โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้น  ตัวอย่างเช่น เมื่อเราได้ยินเรื่องเจ้าชายสิทธัตถะประสูติอยู่ในสวนป่าลุมพินี ตั้งอยู่ในอาณาจักรสักกะ ซึ่งเป็นที่พักคนเดินระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ  ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงยกให้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา  เราก็คิดกันว่าปัจจุบันสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะตั้งอยู่ที่ไหนในประเทศเนปาล  เป็นต้น 

                หรือเมื่อเราได้ยินราวเกี่ยวกับการปฏิบัติบำเพ็ญ "ตบะ"ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน  หรือจากคำเทศนาของพระภิกษุสงฆ์นิกายเถรวาท และมหายานในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือจากการศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจากสำนักเรียนธรรมสนามหลวง  หรือจากการศึกษาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทยหรือทั่วโลก   เราอดสงสัยไม่ได้ว่าสถานที่ที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงบำเพ็ญตบะนั้นตั้งอยู่ตรงไหนในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม   อาณาจักมคธ   เป็นต้น    

               เรื่องราวเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาทางอภิปรัชญาที่น่าสนใจ ซึ่งสมควรได้รับการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติโดยตรง    ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  มนุษย์เกิดจากการรวมตัวของร่างกายและจิตใจในครรภ์มารดา วิญญาณสถิตอยู่ในร่างกายเพียงชั่วคราว    เมื่อชีวิตมนุษย์สิ้นสุดลง    วิญญาณจะออกจากร่างกาย เพื่อไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น   อย่างไรก็ตาม มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นชีวิตหลังความตาย    ดังนั้น พวกเขาจึงมักไม่เชื่อว่ามันเป็นความจริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า   และไม่มีใครยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้  ซึ่งยิ่งเพิ่มความสงสัยมากขึ้นไปอีก    หากปราศจากหลักฐานพิสูจน์ความจริง ข้อเท็จจริงที่ได้ยินจากพยานคนเดียวถือว่า ไม่น่าเชื่อถือและนักปรัชญาปฏิเสขที่จะยอมรับว่าเป็นความจริง  เพราะพยานนั้นอาจเห็นแก่ตัว  มีอคติเนื่องจากความเกลียดชัง ความรัก ความกลัว และความไม่รู้  เป็นต้น  

               ยิ่งกว่านั้น  มนุษย์ยังมีอายตนะภายในที่จำกัด ซึ่งจำกัดความสามารถในการรับรู้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นไกลออกไป ดำรงสภาวะอยู่ชั่วเวลาสั้น ๆ แล้วก็หายไปในอากาศธาตุ      อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะหายไปจากสายตาของมนุษย์     จิตใจของมนุษย์จะรวบรวมอารมณ์เหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์และสั่งสมไว้ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์นั้น มิได้เพียงแค่การรับรู้และรวมรวมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น  พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าจิตใจของมนุษยชาติยังมีธรรมชาติของการเป็นนักคิด เมื่อรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาก็จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น กระบวนการทางจิตนี้เรียกว่า "กระบวนวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น  เป็นต้น  ดังนั้น เมื่อปรัชญาเป็นความรู้ของมนุษย์   มนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ ดังนั้น ต้นกำเนิดของความรู้ของมนุษย์นั้นมีทั้งความรู้ในเรื่องดังกล่าว จึงมีทั้งสิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้โดยตรง และสิ่งที่อยู่เหนือขอบการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์  ดังนั้น ตามแนวคิดอภิปรัชญา ความจริงจึงสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ 
                  ๑.ความจริงที่สมมติขึ้น   
                  ๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์   เป็นต้น

            ข้อเท็จจริง เมื่อเราพิจารณาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   เราจะได้ยินข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตร์ทั้งหมด ๑๘ วิชา เพื่อนำความรู้ของพระองค์ทรงใช้ในปกครองอาณาจักรสักกะ ในฐานะพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งเป็นมหาราชา ผู้ทรงปกครองอาณาจักรสักกะ   แต่ความรู้ตามหลักสูตรศิลปศาสตร์เป็นเพียงความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตในระดับประสาทสัมผัสของพระองค์เอง  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นจัณฑาล ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมายวรรณะ เนื่องจากสาเหตุแห่งการสมสู่กับคนต่างวรรณะ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยด้วยศีลธรรมอันดีของประชาชนและกฎหมายวรรณะในยุคนั้น 

          พวกจัณฑาลจึงถูกสังคมลงโทษด้วยยการเนรเทศออกจากสังคมตลอดชีวิต  ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเร่ร่อนตามท้องถนนในเมืองใหญ่เช่น เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองเทวทหะ   แม้ว่าจะชราภาพ  เจ็บป่วยและนอนตายอยู่บนท้องถนน เป็นต้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยถึงที่มาของเรื่องนี้ พระองค์จึงทรงแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การปุโรหิต  ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์เรื่องกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี พวกเขาให้การว่าพระพรหมและอิศวรเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง  ทรงสร้างมนุษย์จากพระกายของพระองค์และปุโรหิตยืนยันว่าเคยเห็นพรหม และอิศวรในราชอาณาจักรสักกะทว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงซักถามถึงประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าเหล่านั้น  เหล่าปุโรหิตก็ไม่สามารถตอบพระองค์ได้ ทำให้พระองค์ทรงเกิดความสงสัยในการมีอยู่ของพรหมและอิศวร ที่ทรงสร้างมนุษย์เป็นต้น  

         ๑. การบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ เป็นวิธีการแสวงหาสัจธรรม  ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ภิกษุ พราหมณ์ ปริพาชก ฤาษีและนักปราชญ์    เชื่อกันว่าเป็นวิธีแห่งความรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางสู่หนทางแห่งการหลุดพ้นเป็นหนทางสู่ความรู้และความจริงของชีวิตซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาทุกประการก่อนพระองค์จะตรัสรู้กฎธรรมชาติ ดังปรากฏหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๒๕ (ฉบับมหาจุฬาฯ) ขุททกนิกาย พุทธวงค์ ๒๕. โคตมพุทธวงค์ ข้อ ๑๖.ว่า เราเห็นนิมิต ๔ ประการจึงทรงพระราชพาหนะคือม้าออกผนวชแล้วได้บำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี  

         เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาราชวิทยาลัย พบว่าพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี ก่อนที่พระองค์จะทรงยุติการปฏิบัติไป และทรงเลือกวิธีการสุดท้ายคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแบบอาณาปานสติ พระองค์ทรงใช้พัฒนาศักยภาพของชีวิตพระองค์ จนพระองค์ตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ทุกคนที่เป็นไปตามกรรมของอย่างเท่าเทียมกัน   ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญทุกรกิริยา แม้จะไม่ใช่แนวทางทางสายกลางในการพัฒนาศักยภาพของตนให้บรรลุถึงความรู้ระดับอภิญญา ๖ ได แต่ก็ควรเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคน และสามารถใช้เพื่อแก้ไขความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตได้

        ๒. ปัญหานี้ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติม : "การบำเพ็ญตบะ" ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้นหมายความว่าอย่างไร ? เมื่อผู้เขียนได้ค้นคว้าหาเหตุผลของคำตอบ โดยอ้างอิงจากหลักฐานเอกสารในพจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลศัพท์ของพระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)ได้รวบรวมไว้ จึงได้ให้คำนิยามว่า"ทุกรกิริยา"    ซึ่งเป็นการกระทำที่ยาก จะกระทำได้  ความพยายามอันยากลำบากนี้ ซึ่งใคร ๆ ก็ทำได้ยาก เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมสูงสุด ด้วยวิธีการทรมานตนเองหลากหลายรูปแบบ  เช่น การกลั้นลมหายใจ  ปัสสวะและอดอาหาร เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติก่อนตรัสรู้ ถือเป็นการบำเพ็ญตบะอันเป็นฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค และพระองค์ทรงได้ทรงละทิ้งไป เพราะไม่ได้ประโยชน์อันแท้จริง 

         จากนิยามนี้ บางคนมองว่าเป็นการวิธีการพัฒนาศักยภาพของชีวิตมนุษย์ ปลดปล่อยตนเองจากความผูกพันในชีวิตที่ตั้งอยู่บนทัศนะที่ผิดพลาด   เป้าหมายคือการปลดปล่อยจิตใจจากกาย เพราะก่อนสมัยพุทธกาล ทุกประเทศมีฎหมายระบบวรรณะที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่า มนุษย์ถูกสร้างโดยพระพรหม    และแบ่งมนุษย์ออกเป็น ๔ วรรณะ  ส่งผลให้มีสิทธิและหน้าที่ที่ไม่เท่าเทียมกัน     สิ่งนี้ทำให้ผู้คนวรรณะสูงมีทัศนะคติที่ผิดพลาด    พัฒนาทัศนะที่ผิดและยึดมั่นในความเชื่อที่ว่าชีวิตของตนเองเหนือกว่าวรรณะอื่น   ส่งผลให้ดูหมิ่นวรรณะอื่น ที่มีสิทธิหน้าที่และสถานะทางสังคมต่ำกว่า เมื่อผู้คนในสังคมถูกเลือกปฏิบัติซึ่งกันและกัน บางคนจึงละทิ้งวรรณะของตนและบวชเป็นภิกษุเพื่อแสวงหาหนทางหลีกหนีความทุกข์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจด้วยวิธีการต่าง ๆ  ตามความเชื่อของผู้คนก่อนสมัยพุทธกาลนั้น  ฤาษีหลายคนทรมานตนเอง เพื่อปลดปล่อยจิตจากกายและบรรเทาความทุกข์ในชีวิต  

          จากนั้นพระโพธิสัตว์ได้ศึกษาและแสวงหาความรู้และความเป็นจริง ผ่านการทดลองทุกวิธีการต่าง ๆ  ที่ผู้นำทางศาสนาในสมัยนั้นเสนอไว้ในสำนักสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หลังจากพระโพธิสัตว์ได้ทดลองอย่างละเอียดถี่ถ้วนกับการสอนของสำนักคิดต่าง ๆ ที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและหลังจากที่ได้ปฏิบัติและสั่งสมความรู้ไว้ในจิตใจ และหลังจากที่ได้พิจารณาและไตร่ตรองคำสอนเหล่านั้นแล้ว     พระองค์ก็ทรงตระหนักว่าคำสอนเหล่านั้นไม่ได้นำไปสู่การตรัสรู้และการดับทุกข์   พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยเดินทางไปยังสำนักการศึกษาใหม่  เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจของพระองค์ การบำเพ็ญตบะ เป็นวิธีปฏิบัติที่นิยมในหมู่ฤาษีโบราณ      โดยมีตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นอุกฤษฏ์หรือขั้นสูงสุด เกินความสามารถของมนุษย์ทั่วไป การทดสอบต่าง ๆ  เช่น การกัดฟัน การกลั้นหายใจและอดอาหาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบำเพ็ญตบะ เป็นต้น 

             การบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยานั้น     เป็นหนึ่งในวิธีการที่มหาวีระผู้นำทางในศาสนาเชนใช้บำเพ็ญเพียรด้วยการอดอาหาร เจ้าชายมหาวีระเกิดในวรรณะกษัตริย์ มีพระนามเดิมว่า "วรรธมานะ" เป็นพระราช โอรสของพระเจ้าสิทธารถะและพระนางตริศแห่งอาณาจักรวัชชี      เมื่อพระชนมายุ ๒๘ พรรษา เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก็เกิดขึ้นในชีวิตของพระองค์ คือ พระบิดาและพระมารดาสิ้นพระชนม์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน       เนื่องจากทั้งสองพระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยาอย่างเคร่งครัด    โดยเชื่อว่าเมื่อสวรรณคตจะทรงได้ขึ้นสวรรค์  ดังนั้นพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ จึงศรัทธาในคำสอนเหล่านี้และบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยาขั้นอุกฤษฏ์    จนสิ้นพระชนม์ในเวลาไม่นานนัก  เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าชายมหาวีระทรงเสียพระทัยอย่างมาก พระองค์จึงทูลขออนุญาตพระเชษฐาออกผนวชเป็นปริพาชก ออกจากเมืองเวสาลีไปและปฏิญญาณว่าจะไม่พูดคุยกับใครอีกเลย 

            เมื่อผุ้เขียนตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุ ความตั้งใจคือการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเข้าใจความสุขและความทุกข์ในชีวิต ในตอนแรก   ผู้เขียนศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าจากหนังสือเป็นส่วนใหญ่ เพียงเพื่อพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเอง  อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการดำเนินชีวิตผ่านการปฏิบัตินั้น  ต้องเวลานานเพื่อไปให้ถึงความรู้ระดับอภิญญา๖   การได้เห็นสถานที่จริงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นประโยชน์ต่อผู้เขียนอย่างมาก ทำให้ศรัทธาของผู้เขียนในการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและการปฎิบัติ เพื่อบรรลุความรู้ที่สูงนั้นแข็งแกร่งขึ้น ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่าชีวิตมนุษย์นั้น ไม่ง่ายที่จะบรรลุทุกสิ่งทุกอย่าง   ต้องผ่านบททดสอบต่าง ๆ ของชีวิต การไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง นี้กระตุ้นให้ผู้เขียนมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น.

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ