บทนำสู่การบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์ในปรัชญาพุทธภูมิ
(Introduction to Bodhisattva's Asceticism in Buddhaphumi Philosophy )
บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การศึกษาการแสวงหาความจริงของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ นับเป็นโจทย์ทางปรัชญาที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติโดยตรง โดยธรรมชาติแล้ว ของมนุษยชาติที่มีข้อจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิตผ่านอายตนะภายใน ประกอบกับมีอคติจึงใช้เหตุผลเป็นคำอธิบายยืนยันความจริงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่งผลให้ชีวิตมนุษยชาติเต็มไปด้วยความมืดมิด และขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ"(ความที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ"(ความจริงขั้นสูงสุด)
เมื่อมนุษยชาติเข้าไปดำรงตำแหน่งทางสังคม เช่น ในสมัยพุทธกาล พราหมณ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา หรือ ในปัจจุบัน ที่นักวิชาการดำรงตำแหน่งในสถาบันการศึกษาทุกระดับ เช่น อาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ครูในโรงเรียน เป็นต้น บุคคลเหล่านี้มักแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยเพียงปฏิภาณเชิงเหตุผล การคาดคะเนหรืออนุมานจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เมื่อนำเหตุผลเหล่านั้นมาอธิบายต่อสาธารณชน ภายใต้ข้อจำกัดของอายตนะภายในและอคติส่วนตน ข้ออธิบายทางวิชาการเหล่านั้น จึงมีทั้งที่ถูกต้องและผิดพลาด มีความคลุมเครือ และแปรเปลี่ยนไปตามข้อโต้แย้งในแต่ละบท เมื่อเหตุผลของนักวิชาการเหล่านี้ยังไร้ชัดเจน วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงไม่อาจปักใจเชื่อว่า ข้อคิดเห็นเหล่านั้นคือความจริงแท้ และไม่อาจยอมรับบุคคลเหล่านั้น เป็นพยานยืนยันสัจธรรมได้
แม้แต่ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วโลก ที่มอบปริญญาบัตร เพื่อรับรองขอบเขตความรู้ และความเชี่ยวชาญ ก็อาจทำให้หมกหมุ่นอยู่เพียงความสำเร็จทางวิชาการ ซึ่งเป็นความรู้ที่คับแคบ ขาดการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชีวิต และไม่อาจนำไปสู่สัจธรรมขั้นปรมัตถ์ได้ เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดมาพร้อมอวิชชาและข้อจำกัดของอายตนะภายใน มนุษย์จึงเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามค่านิยมทางโลก แทนที่จะแสวงหาความจริงแท้ในชีวิตตนเอง จนต้องจมอยู่ในความยึดติด ความไม่เที่ยงแท้ และความเปราะบางของชีวิต โดยลืมไปว่าไม่มีสิ่งใด หรือใครที่จะเยียวยาความทุกข์ทางใจของเราได้ นอกเหนือจากการเข้าใจสัจธรรมด้วยตัวเราเอง
เมื่อพิจารณาความเชื่อของศาสนาพราหมณ์จากหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) คัมภีร์อรรถกถา และบทความทางวิชาการต่าง ๆ จะพบว่า คำสอนทางปรัชญาและการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าของพราหมณ์อารยันนั้น เป็นเพียงระบบโครงสร้างความรู้ที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อมนุษย์รับรู้ปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านอายตนะภายใน ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกบันทึกเป็นสภาวะทางอารมณ์ในจิตใจ ก่อนจะถูกนำมาวิเคราะห์และอนุมานด้วยเหตุผลเพื่ออธิบายความจริง แต่การให้เหตุผลเช่นนั้น บางครั้งถูกต้อง บางครั้งก็ผิดบางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น การให้เหตุผลเช่นนั้นย่อมมีความสับสนและคลุมเครือ และไม่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มาของเรื่องนั้น ? วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงปฏิเสธที่จะเชื่อถือข้อเท็จจริงที่ปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์
เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินกระบวนทัศน์ทางปรัชญา ในการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่จริงของเทพเจ้า ทรงตั้งข้อสงสัยต่อการมีอยู่ของเทพเจ้าซึ่งสืบทอดกันมายาวนาน ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์ถือว่าคำบอกเล่าจากพยานเพียงปากเดียว ก็เพียงพอต่อการยืนยันความจริงโดยไม่ต้องแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมตามปรัชญาพุทธภูมินั้น การได้ยินข้อเท็จจริงจากพยานเพียงคนเดียวนั้น ถือเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากด้วยมนุษย์ย่อมมีอคติจากความเกลียดชัง ความกลัวความหลงและข้อจำกัดทางกายภาพ (อายตนะภายใน) สิ่งเหล่านั้นเปรียบเสมือนความมืดมิด ที่ขัดขวางการใช้เหตุผลบริสุทธิ์ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือสิ่งเหนือประสาทสัมผัส
มนุษย์จำเป็นต้องสร้างเครื่องมือ และระบบความเชื่อขึ้นมา เช่น ในยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง พราหมณ์ชาวอารยันได้สั่งสอนให้ผู้คนเชื่อในองค์พระพรหมและพระอิศวร ส่วนพราหมณ์ดราวิเดียนสอนให้เชื่อในเทวดาแห่งแม่น้ำ ผู้คนในอนุทวีปอินเดียต่างเชื่อปราศจากข้อสงสัย ทั้งที่ไม่เคยสัมผัส หรือมีประสบการณ์ตรงกับเทพเจ้าเหล่านั้นเลย ตามจารีตประเพณีของศาสนาพราหมณ์นั้น พราหมณ์อาวุโสแห่งอาณาจักรสักกะมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายวรรณะคือประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เพื่อช่วยเหลือประชาชนพ้นทุกข์ เพียงพวกเขาต้องนำเครื่องบูชาอันล้ำค่า มาเซ่นสรวงเพื่อความสำเร็จในชีวิต ซึ่งเครื่องบูชาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี ส่งผลให้กลุ่มพราหมณ์มีความร่ำรวยมหาศาล และเกิดความโลภจนนำไปสู่การผูกขาดอำนาจทางศาสนา
เมื่อมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ ทรงแต่งตั้งพราหมณ์อารยันเป็นปุโรหิต(priesthood) เพื่อถวายคำปรึกษาด้านกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี เหล่าปุโรหิตเกรงว่าพราหมณ์ดราวิเดียนหรือพราหมณ์มิลักขะจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ จึงนำเสนอโครงสร้างความเชื่อและระบบวรรณะ(กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) เข้าสู่รัฐสภาแห่งแคว้นสักกะ เพื่อตราเป็นกฎหมายจารีตประเพณี บังคับใช้ทั่วกัน โดยอ้างว่า หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะด้วยการสมสู่กับต่างวรรณะ หรือแต่งงานข้ามวรรณะ จะถูกพระพรหมลงโทษ ด้วยการส่งอำนาจให้สังคมเนรเทศผู้นั้น ออกจากชุมชน ต้องกลายเป็นจัณฑาล ใช้ชีวิตเร่ร่อน เจ็บป่วยและนอนตายอยู่ข้างถนนในเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ
จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) และอรรถกถาพบว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงในฐานะพระโอรสองค์โตของพระเจ้าสุทโธทนะ พระองค์ทรงสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา ทรงสืบสายเลือดศากยวงศ์อันบริสุทธิ์เป็นที่รักของพระบิดาพระมารดาและประชาชน พระองค์ทรงเข้าใจในกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดคือ "หลักอปริหานิยธรรม" เป็นอย่างดีซึ่งเป็นหลักธรรมสำหรับผู้บริหารในยุคนั้น วันหนึ่งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสพระนครกบิลพัสดุ์ และเสด็จเยี่ยมชมสวนหลวงกบิลพัสด์ุ พระองค์ทรงทอดพระเนตรความทุกข์ทรมานของกลุ่มจัณฑาลที่ถูกเนรเทศ เนื่องจากละเมิดกฎหมายวรรณะ หลังจากเสด็จกลับ เจ้าชายสิทธัตถะทรงนำประเด็นปัญหาของคนจัณฑาลขึ้นมาพิจารณา เพื่อหาแนวทางแก้ไขและคืนสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ให้แก่พวกเขา
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไต่สวนข้อเท็จจริงจากเหล่าพราหมณ์ปุโรหิตพราหมณ์ต่างยืนยันว่า "พระพรหมและพระอิศวร" เป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะ โดยอ้างว่าเคยพบเห็นพระพรหมและพระอิศวรในอาณาจักรสักกะมาก่อนยุคก่อนประสูติ แต่เมื่อพระองค์ทรงซักไซร์ถึงประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าเหล่านั้น กลับไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถตอบได้ เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า การมีอยู่ของเทพเจ้าเป็นเพียงข้ออ้าง จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะปฏิรูปสังคมและเสนอให้รัฐสภาศากยวงศ์ยกเลิกระบบวรรณะ แต่รัฐสภาศากวงศ์ลงมติไม่เห็นชอบข้อเสนอที่จะออกกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะ โดยอ้างว่าการยกเลิกกฎหมายวรรณะที่ประกาศใช้แล้ว เป็นการละเมิดมาตรา ๓ แห่งหลักอปริหานิยธรรม (รัฐธรรมนูญ)
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณว่า ระบบการเมืองแบบรัฐสภาของราชวงศ์ศากยะ ซึ่งรวบรวมอำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย การบริหารและอำนาจตุลาการเข้าไว้ด้วยกันนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะเพื่อความเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการศึกษา อาชีพ และการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในขณะเดียวกัน การเสด็จประพาสต้นในเขตพระนครกบิลพัสดุ์ ทำให้พระองค์ทรงพบ "สมณะ" ซึ่งเป็นจุดประกายทางออกให้แก่พระองค์ หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เอง เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกวรรณะในอาณาจักรสักกะก็เท่ากับเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ซึ่งพระองค์จะทรงถูกเนรเทศ ให้กลายเป็นจัณฑาล ไร้บ้าน และต้องจบชีวิตลง บนท้องถนน เช่นกัน เมื่อทรงเห็นว่าทั้งคำสอนทางศาสนา กฎหมายวรรณะ และรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี ต่างเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิรูปเพื่อสัจธรรม ด้วยพระเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ ที่จะปรารถนาจะปลดปล่อยมนุษยชาติออกจากความมืดมิด เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยสละฐานันดรศักดิ์แห่งวรรณะกษัตริย์ ออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อศึกษาและแสวงหาสัจธรรมอันแท้จริงของชีวิตต่อไป
| ปรัชญา&แดนพุทธภูมิ |
ปรัชญาและแดนพุทธภูมิ จากข้อเท็จจริงข้างต้น ผู้เขียนไม่ได้ปักเชื่อในทันที่ แต่ได้เกิดข้อสงสัยเชิงวิพากษ์อาจนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและ รวบรวมหลักฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งพยานเอกสาร (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ อรรถกถา และคัมภีร์พระพุทธศาสนา) พยานบุคคล (คำให้การของพยานและข้อคิดเห็นนักวิชาการพุทธศาสนา) พยานวัตถุ (ถ้ำบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์)
เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอ จึงนำมาวิเคราะห์ด้วยกระบวนการอนุมานเชิงตรรกวิทยา เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับการบำเพ็ญตบะของพระโพธิสัตว์นี้ บทความวิเคราะห์ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพระวิทยากรในการนำไปเป็นข้อมูลบรรยายแก่พุทธศาสนิกชน ผู้แสวงบุญไทยพุทธ ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งเพื่อให้เนื้อหาคำสอนพระพุทธศาสนาเป็นไปในทางเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการพิจารณาความจริงทางปรัชญานี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อนิสิตระดับปริญญาเอกสาขาปรัชญาและพุทธศาสนา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำวิจัยระดับสูงช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง แม่นยำและคลายข้อสงสัยต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และปรัชญาพุทธภูมิอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น