The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

การวิเคราะห์กฎหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ

An analysis of The Constitutional Law in  Tripitaka  

๑.บทนำ กฎหมายรัฐธรรมนูญ  

        ในยุคปัจจุบัน      ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  ต่างมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง  และใช้กฏหมายรัฐธรรมนูญ เป็นมาตรฐานในการปกครองประเทศ      รัฐธรรมนูญกำหนดองค์ประกอบของรัฐและระบบราชการ    สมาชิกรัฐสภาใช้อำนาจอธิปไตยในการออกกฎหมาย คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารในการปกครองประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยบนพื้นฐานของศีลธรรม และกฎหมาย สำนักงานศาลยุติธรรม ใช้อำนาจตุลาการพิจารณาคดีต่าง ๆ  กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องระบุสิ่งเหล่าไว้อย่างชัดเจน   ยกตัวอย่างเช่น โครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๖๐  กำหนดว่าราชอาณาจักรไทย เป็นดินแดนที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และแบ่งแยกไม่ได้  พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ผ่านรัฐสภาในการตรากฎหมาย  และทรงใช้อำนาจบริหารในการปกครองประเทศ   โดยการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม และยุติธรรม      โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แสดงสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชนในการทำงานอย่างเท่าเทียมกัน   โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและคุ้มครองสิทธิในการทำงานของประชาชนทุกชนชั้น เช่นเดียวกับในยุคก่อนพุทธกาล 

            รัฐธรรมนูญยังกำหนดบทบาท สิทธิ และหน้าที่ของประชาชนในด้านการศึกษา การมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศ อาชีพ และการปฏิบัติศาสนากิจของตน  ประชาชนมีหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์    คุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน       ประชาชนจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองอย่างต่อเนื่องทุกปี บ่มเพาะจิตใจที่กล้าหาญผ่านการทำสมาธิเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจากอคติ และอารมณ์ขุ่นมัว   พวกเขาจำเป็นต้องมีบุคลิกที่อ่อนโยนเหมาะกับชีวิตทางสังคม  มีศรัทธามั่นคงในศิลปวัฒนธรรม อันเป็นอัตลักษณ์แห่งชาติของตนเอง  และไม่หวั่นไหวต่อภัยคุกคามชีวิต ประชาชนต้องได้รับการศึกษาโดยตรงผ่านระบบการศึกษาของชาติ และเข้าถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญและความช่วยเหลือภาครัฐโดยอ้อม ผ่านแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตของประเทศ  

       การเข้าใจเหตุผลของคำตอบในการใช้ชีวิตในระบบการศึกษาระดับชาติและระดับโลก  จะต้องได้รับการฝึกทักษะในการทำงาน เพื่อสร้างโอกาสของชีวิตก้าวหน้าอยู่เสมอ  โดยการฝึกสติในการทำงานด้วยระลึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติไว้เป็นที่ตั้ง มีสมาธิแนวแน่ในการปฏิบัติหน้าที่ในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายของหน้าที่ และใช้ปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ สามารถคิดวิเคราะห์ข้อมูลโดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงในปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบได้อย่างมีเหตุผล และเท่าทันทวงที สามารถพัฒนาความรู้ที่จำกัด  ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความก้าวหน้าทางการแข่งขันของชีวิต และรับมือกับปัญหาของโลก   ที่เกิดจากการแทรกแซงจากภายนอกประเทศ ด้วยการพัฒนาจิตสำนึกของตนให้เท่าทันโลกตลอดเวลา  
               
๒.หลักอปริหานิยธรรมมีองค์ประกอบความรู้เช่นเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างไร ?  
          
          อปริหานิยธรรม ๗ (ธรรมอันเป็นเพื่อความไม่เสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว)  ที่ใช้ปกครองแคว้นวัชชี ในสมัยพุทธกาล มีโครงสร้างและบทบาททางรัฐศาสตร์ที่เทียบเคียงได้ กับกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในหลายมิติสำคัญ ดังนี้

  • ๒.๑การประชุมและร่วมมือของฝ่ายบริหารและสถาบันรัฐ สภา 
  • อปริหานิยธรรม(ข้อ๑): หมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์ 
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ : กำหนด    ให้มีรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ทำหน้าที่ประชุมเพื่อ  ตรากฎหมาย  ตรวจสอบการทำงาน และบริหารกิจการบ้านเมือง  ตามบทบัญญัติว่าด้วยหมวดสภาและคณะรัฐมนตรี  
  • ๒.๒หลักความพร้อมเพียงและกระบวนการตามกฎหมาย (Rule of Law) 
  • อปริหานิยธรรม (ข้อ๒) : พร้อมเพียงกันประชุมพร้อมเพียงกันลุกเลิกและพร้อมเพียงกันทำกิจที่พึงทำ 
  • รัฐธรรมนูญไทย : กระบวนนิติบัญญัติที่ต้องอาศัย  องค์ประชุม การลงมติและการร่วมมือกันของสถาบันการเมือง ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นเอกภาพ
  • ๒.๓การคุ้มครองระบบกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ (Contitutional Supremacy)
  • อปริหานิยธรรม (ข้อ๓) : ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ (ไม่บัญญัติตามกฎหมายตามใจชอบ)  ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วและประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของกษัตริย์วัชชี
  • รัฐธรรมนูญไทย : ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (บทบัญญัติใดขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับมิได้)  รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีกระบวนการเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดไม่สามารถยกเลิก และเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจ
  • ๒.๔การเคารพและรับฟังผู้ทรงคุณวุฒิ/อาสามสมัครทางปัญญา
  • อปริหานิยธรรม (ข้อ๔): สักการะ เคารพ นับถือบูชาผู้ใหญ่ และฟังคำสั่งสอนของท่าน 
  • รัฐธรรมนูญไทย : การกำหนดโครงสร้างให้มี องค์กรอิสระ (เช่น รัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช.)และสถาบันหลักเพื่อทำหน้าที่ถ่วงดุล อภิบาลระบบและให้แนะนำเชิงนโยบายแก่รัฐบาล
  • ๒.๕ การคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเสรีภาพของประชาชน อปริหานิยธรรม (ข้อ๕): ไม่ฉุดดึงกุลสตรีและกุลกุมารีมาข่มขืน/ข่มขู่ 
  • รัฐธรรมนูญไทย :หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในชีวิตและร่างกายและความเท่าเทียมทางเพศ
  • ๒.๖การส่งเสริมและปกป้องวัฒนธรรม ประเพณีและการศาสนา
  • อปริหานิยธรรม (ข้อ๖): สักการะ เคารพ บูชาเจดีย์ปูชนียสถานและไม่ริบตระกูลทรัพย์ที่เคยอุดหนุน
  • รัฐธรรมนูญไทย :หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐที่กำหนดให้รัฐที่กำหนดให้รัฐต้องทำนุบำรุง คุ้มครองและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา รวมถึงศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามของชาติ
  • ๒.๗การเปิดกว้างด้านอธิปไตยและการคุ้มครองบุคคลภายนอก/สมณชีพราหมณ์
  • อปริหานิยธรรม (ข้อ๗):ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการศาสนาและการรับรองสิทธิพื้นฐานของบุคคลและชาวต่างประเทศที่เข้ามาดำรงชีวิตในราชอาณาจักร ตามหลักมนุษยธรรมและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 
การคุ้มครองระบบกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ (Constitutional Supremacy) สิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของประชาชนแห่งราชอาณาจักรไทย สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของทุกประเทศทั่วโลก  เราสามารถอธิบายความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร   ? ในฐานะมนุษย์ผู้มีความคิดและจินตนาการอันไร้ขอบเขตจำกัด หากผู้เขียนแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญโดยอาศัยปฏิภาณของตนเองในการใช้เหตุผล เพื่ออธิบายและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ตนได้ยินมานั้น เหตุผลของผู้เขียนจะคลุมเครือและไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดความสงสัยมากมายแก่วิญญูชน ผู้เขียนจำเป็นต้องกำหนดขอบของความรู้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔  ซึ่งให้คำจำกัดความของคำนี้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่วางระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง โดยกำหนดโครงสร้างของรัฐ  ระบอบการปกครอง    การใช้อำนาจอธิปไตยการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตย [2]      

        เมื่อผู้เขียนศึกษาคำจำกัดความจากพยานเอกสารดิจิทัลของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น  พบว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่วางระเบียบ (ควบคุม) การปกครองทางการเมืองของประเทศ และเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งกฎหมายอื่นที่บัญญัติออกมาภายหลังนั้น จะโต้แย้งหรือขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมิได้   ลักษณะของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น มีดังต่อไปนี้

            ๓.๑ กำหนดโครงสร้างรัฐ   เมื่อผู้เขียนวิเคราะห์โครงสร้างของกฎหมายรัฐธรรมนูญในทุกประเทศจะมีลักษณะเหมือนกัน      กล่าวคือรัฐต้องประกอบด้วยดินแดนที่มีอาณาเขตที่แน่นอน มีประชากรตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยในดินแดนนั้น       ต้องมีวัฒนธรรมตวามเป็นอยู่ของประชาชนและมีภาษาเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง      และมีอำนาจอธิปไตยในการตรากฎหมายโดยรัฐสภาของตนเอง         เพื่อประกาศให้กฎหมายมีผลบังคับใช้กับประชาชน          การบริหารจัดการประเทศโดยคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน    และแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ การตัดสินอรรถคดีเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐ และประชาชนกับประชาชนโดยองค์คณะตุลาการของประเทศตน           เป็นต้น เช่น ในสมัยพุทธกาล   แคว้นวัชชีมีอำนาจอธิปไตยของตนเองในการบริหารจัดการปัญหาของประเทศผ่านระบบรัฐสภาเป็นต้น 

          ๓.๒ ระบอบการปกครอง        ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศ นักปรัชญาทางการเมืองของประเทศนั้น        จะต้องมีเหตุผลสำหรับคำตอบในการออกแบบประเทศที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและผู้นำของประเทศจะต้องมีความกล้าที่จะแสดงออกถึงภูมิปัญญาของชาติตนเอง   ประชาชนในสังคมเมืองและชนบทต้องมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศของตนโดยรัฐบาลจะสร้างกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจร่วมกันเพื่อลดช่องว่างทางความคิดที่ก่อให้ทิฐิมานะได้และก่อให้ความสามัคคีของประชาชน และมีความเจริญรุ่งเรืองเพียงฝ่ายเดียวตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นพุทธกาล  รัฐมหาอำนาจในชมพูทวีปมีรูปแบบการปกครองระบอบสามัคคีธรรม พัฒนาแนวคิดมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์เรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์และกำหนดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพตามวรรณะที่ตนเกิดมา โดยอ้างว่าพระพรหมทรงสร้างไว้ให้แก่ประชาชนของพระองค์     การแบ่งชนชั้นวรรณะทำให้เกิดมิจฉาทิฐิชนวรรณะพรหมณ์ชอบดูหมิ่นชนวรรณะต่ำ   ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันของชนต่างวรรณะ  และเป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างออกไปจนไม่มีวันสิ้นสุดและที่สำคัญมนุษย์  มีตัณหาในความรักในความอยากได้มาครอบครอง  โดยไม่สนใจข้อจำกัดเรื่องชนชั้นวรรณะทำให้ลูกที่เกิดมานั้น ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องวรรณะเพราะมีวรรณะไม่บริสุทธิ์ เป็นต้น  ในการปกครองประเทศนั้น ชนวรรณะกษัตริย์ทุกคนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารปกครองประเทศผ่านระบบรัฐสภา โดยสมาชิกรัฐสภามาจากวรรณะกษัตริย์ทั้งหมด เช่น รัฐสภาแห่งแคว้นวัชชีนั้น    พวกเจ้าวัชชีและสมาชิกอีกหลายพระราชวงศ์ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการบัญญัติกฎหมาย การบริหารประเทศ และการพิจารณาตัดสินอรรถคดี เป็นต้น ส่วนราชอาณาจักรไทยนั้น สมาชิกรัฐสภามาจากการแต่งตั้งส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์มาจากการเลือกตั้ง  เป็นต้น 

          ๓.๓ การใช้อำนาจอธิปไตย  คำว่า "อธิปไตย"จากที่มาของความรู้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้นิยามว่า "อำนาจสูงสุดของรัฐที่ใช้บังคับบัญชาในอาณาเขตของตน เมื่อผู้เขียนวิเคราะห์จากองค์ประกอบของรัฐนั้น มีประชาชนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของรัฐอำนาจอธิปไตยนั้น ประชาชนเป็นเจ้าของแต่มอบอำนาจให้สมาชิกรัฐสภา เป็นผู้ทำหน้าที่แทนในการบัญญัติกฎหมายเท่านั้นเป็นรัฐบาลผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศเท่านั้น ส่วนการใช้อำนาจของตุลาการนั้น ใช้วิธีการสอบคัดเลือกจากประชาชนในรัฐนั้นว่าเป็นผู้ผ่านการพัฒนาศักยภาพของชีวิต ผ่านสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศและมีจิตวิญญาณของผู้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม   โดยยึดถือความจริง มีความเป็นสากลเป็นที่ตั้งมีความเหมาะสมเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการตัดสินอรรถคดีได้ ตัวอย่างเช่น ในสมัยพุทธกาลนั้น รัฐสภาของแคว้นวัชชีใช้อำนาจอธิปไตยในการบัญญัติกฎหมายรัฐสภาเป็นคณะรัฐบาลในการบริหารปกครองประเทศ และรัฐสภาเป็นศาลยุติธรรมในการตัดสินคดีความให้เกิดความยุติธรรมในประเทศเป็นต้น 

             ๓.๔ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน คำว่า "สิทธิ"  นั้น  โดยพื้นฐานของชีวิตประชาชนทุกคน ต้องมีสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพและการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน  โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติให้สิทธิหน้าที่พิเศษแก่ชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด   เมื่อมีสิทธิแล้วย่อมเกิดหน้าที่ในผลประโยชน์ที่ตนได้มานั้น  คือตอบแทนคืนสู่แผ่นดินด้วยการนำความรู้ไปพัฒนาแผ่นดินให้ยั่งยืนต่อไป  โดยไม่เลือกปฏิบัติตามชนชั้นวรรณะ เป็นต้น
      
       ๓.๕ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตย    ให้ถือประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ให้ความบริสุทธิ์ยุติธรรม  ในสิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเสียงประชาชน คือเสียงสวรรค์ที่แสดงออกมาผ่านผู้นำ  (ในสมัยพุทธกาล) แต่ในยุคปัจจุบัน รัฐบาลควรฟังเสียงประชาชนแสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์เพราะสะท้อนปัญหาความต้องการที่แท้จริงและผู้นำรัฐในระดับต่าง ๆ  ควรเดินทางเข้าช่วยเหลือเองแสดงสิทธิของประชาชนที่ควรจะได้รับจากแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ เป็นต้น

บรรณานุกรม
[1] พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺ ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรมจาก htt://www.84000.org/Tipitaka/dic/d_item.php?=289 เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑
[2]  http://www.royin.go.th/dictionary/กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ