The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : กฏหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ

  Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy : The Constitutional Law  in the Tripitaka 
 
๑.บทนำ  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา


                   มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมเกิด   ที่มีความยึดโยงอยู่มาพร้อมกับความกลัว ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ   สงคราม  โรคภัยไข้เจ็บหรือการเบียดเบียนกันเองอันเกิดจากเจตนาอคติและตัณหา      ความเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงจำเป็นต้องสถาปนาชุมชนการเมือง       ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ  ที่เรียกว่า "ประเทศ"        เพื่อปกป้องสิทธิ  เสรีภาพ  ชีวิตและทรัพย์สินของตน    จุดประสงค์การกฎหมายรัฐธรรมนูญในอาณาจักรโบราณ รวมถึงแว่นแคว้นต่าง     ๆ   ในอนุทวีปอินเดีย สมัยก่อนพุทธกาล       จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่เสมอไป  แต่เกิดจากความจำเป็นในการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจ  การควบคุมสัญชาญาณดิบของมนุษย์ และรักษาสันติภาพอันดีงามในสังคม

                แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระพุทธศาสนาและแสดงธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมสอนเรื่อง  "กรรม"      มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว  และหลักศีลธรรม    ๕     จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานรองรับประมวลกฎหมายอาญาในกลายประเทศ        อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาท้าทายอย่างต่อเนื่อง  เช่น การละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยเจตนา        การประพฤติผิดทางเพศกับผู้ที่อยู่ในการดูแลของผู้อื่น         การเลือกปฏิบัติและการเหยียดเชื้อชาติและการแสวงหาความสุขที่ไม่เหมาะสมผ่านการดื่มสุรา    และการใช้ยาเสพติด  การก่ออาชญากรรม     และความวุ่ยวายทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น      ทั้งนี้เพราะชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วย "อวิชชา"  (ความไม่รู้จริง)       มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริงและขาดปัญญาที่จะมองเห็นความจริงของชีวิต    

                  เมื่อหันมาศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยะพบว่าในสมัยพุทธกาล รัฐอธิปไตยต่าง ๆ  เช่นแคว้นมคธ แคว้นสักกะ   แคว้นวัชชีและแคว้นโกศล           จะไม่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร  อย่างในปัจจุบัน แต่มีกฎหมายจารีประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศ  โดยเฉพาะ       "หลักปริหานิยธรรม"  ของแคว้นวัชชี   ซึ่งคณะสงฆ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตีความว่าเป็น "ธรรมสำหรับนักบริหาร" หรือธรรมที่สร้างความเจริญฝ่ายเดียวไม่มีทางเสื่อม      ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แล้ว       "หลักอปริหานิยธรรม" นี้เองทำหน้าที่เป็น "กฎหมายรัฐธรรมนูญ"  หรือ กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครอง   กำหนดรูปแบบโครงสร้างของรัฐ     (มีดินแดน  ประชากร และอำนาจอธิปไตย)ผ่านกระบวนการประชุมรัฐสภา  การยอมรับอำนาจ อธิปไตย   ผู้คนขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะซึ่งกันและกัน  การบัญญัติหน้าที่พลเมือง  

                  อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงสร้างทางการเมืองในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากขาดการวิเคราะห์เชิงอภิปรัชญา (Metaphysics)  โดยเฉพาะกรอบของของ "ปรัชญาพุทธภูมิ"  ที่มองความจริงออกเป็น ๒ ระดับ  คือสมมติสัจจะและปรมัติสัจจะ   การแยกแยะ ความจริงสองระดับนี้ในระบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ  จะช่วยให้เข้าใจ เจตนารมย์ที่แท้จริงของการปกครอง   และเห็นคุณค่าของพุทธธรรมในการเป็นรากฐานแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง    

๒.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "สมมสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติขึ้น) 

           เมื่อแนวคิดในมุมมองทางอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมินั้น  แบ่งความจริงออกเป็น ๒ ประเภทกล่าวตือ ๑.ความจริงที่สมมติขึ้น  ๒. สัจธรรม  เป็นต้น   

      ในทางอภิปรัชญาของปรัชญาพุทธภูมิ "สมมติสัจจะ" คือความจริงระดับปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ร่วมกันกำหนดหรือตกลงหรือแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและการอยู่ร่วมในสังคม  สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติตัวมันเอง แต่มีอยู่เพราะระบบคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อนำมาอธิบายบริบทของกฎหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ       สามารถแบ่งแยกมิติแห่งสมมติสัจะได้ดังนี้

          -ความเป็นรัฐและดินแดน :  การแบ่งขอบเขตแคว้นวัชชี แคว้นมคธ โดยใช้แม่น้ำคงคาหรือทิวเขาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน รวมถึงการสมมติเรียกว่านี่คือ "ประเทศ"หรือแว่นแคว้น" แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติพื้นดิน และสายน้ำไม่ได้มีเส้นแบ่งเขต  ขอบเขตเหล่านี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงและสมมติสัจจะทางการเมืองเพื่อความสะดวกในการปกครอง 

       -สถาน โครงสร้างอำนาจ และวรรณะ  : การระบุว่าแคว้นวัชชี มีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองร่วมกันจำนวน ๗,๗๐๗ พระองค์ มีเสนาบดีและสถาบันการประชุม (สัณฐาคาร) ตลอดจนระบบวรรณะ (กษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์ และศูทร)  ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสมมติสัจจะ ที่สังคมอินเดียโบราณ สร้างขึ้นเพื่อจัดลำดับชั้นและหน้าที่ในการบริหารจัดการประเทศ 

     -ตัวบทกฎหมายและจารีประเพณี(อปริหานิยธรรม) :  บัญญัติที่ว่า "ต้องมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์", เมื่อพร้อมเพียงกันประชุม ก็ต้องพร้อมเพียงกันเลิกประชุม  หรือไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ (ไม่ขัดข้องต่อจารีตเดิม)" สิ่งเหล่านี้คือกฎเกณฑ์ และข้อตกลงร่วมกัน ที่ถูกสถาปนาขึ้นให้เป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อให้มนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาและอคติยอมอยู่ในกติกาเดียวกัน  เป็นเครื่องมือรักษาสันติภาพทางโลก  

         ดังนั้นในระดับสมมติสัจะกฎหมายรัฐธรรมในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ จึงเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างอันจำเป็นที่ผูกโยงอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์  สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์  เพื่อให้สังคมตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสงคราม

๓.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)

             ในทางตรงข้าม "ปรมัตถ์สัจจะ" คือความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่แปรผันไปตามข้อตกลงของมนุษย์ เป็นเรื่องของธรรมชาติจริง ๆ  (สัจธรรม) เช่นหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กฎแห่งกรรมและความหลุดพ้นจากกิเลส (นิพพาน)    ซึ่งในปรัชญาพุทธภูมิ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่สรรพสัตว์ ควรเข้าถึง  เมื่อมองผ่านเลนส์ ของปรมัตถ์สัจจะ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือระบบการปกครอง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ   มีสถานะและสัจธรรมชซ่อนอยู่ดังนี้  

                -ความเสื่อมสลายภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง) : แม้ว่ากฎหมายจารีตประเพณีอย่าง "อริหานิยธรรม" จะถูกยกย่องว่าเป็นกฎหมายที่ดีเลิศ ป้องกันไม่ให้แคว้นวัชชีเสื่อมถอยและไม่มีใครเอาชนะได้ (ตราบใดที่ยังปฏิบัติตาม)  แต่ในท้ายที่สุด  แคว้นวัชชีก็ล่มสลาย ด้วยกลอุบายของวัสสการพราหมณ์ เพราะมนุษย์ละทิ้งหลักธรรมนั้น ในมิติอภิปรัชญาขั้นสูง รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง  หรืออาณาจักรใด  ๆ  ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง  (อนิจจัง)  มีเกิดขึ้น   ตั้งอยู่และดับไป ไม่อาจเป็นสิ่งจีรังยั่งยืนได้

              -เจตนารมณ์แห่งธรรมเพื่อเกื้อกูลชีวิต (ธรรมะ) : หากลอกเปลือก ที่เป็นตัวอักษรหรือจารีตประเพณีออก  เนื้อแท้หรือจิตวิญญาณของกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีฐานรากมาจากพระมหากรุณาและความเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์"  พระพุทธ เจ้าทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรม หรือทศพิธราชธรรม ไม่ใช่คงอยู่ของอำนาจกษัตริย์ (ซึ่งเป็นสิ่งสมมติ)  แต่เพื่อลดทอน "ทุกข์ของราษฎร" และสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบสุข ปลอดภัยอันเป็นสัปปายะ ที่เอื้อให้มนุษย์ สามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่การรู้แจ้ง ความจริงขั้นสูงสุดได้ 

        -อนัตตาและอำนาจอธิปไตย : ในระบอบการปกครองทางโลกมักอ้างว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐหรือของประชาชน"  (ซึ่งเป็นสมมติสัจจะ)   แต่ในเส้นทางปรมัตถ์ ปรัชญาพุทธภูมินั้นมองว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของอำนาจนั้น  อำนาจเป็นเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่หมุนเปลี่ยนไปตามกรรมและการกระทำของสังคมแห่งประเทศนั้น   เมื่อใดที่ผู้นำหลงผิด คิดว่าอำนาจนั้นเป็นของตนอย่างแท้จริง (เกิดตัวกู-ของกู) เมื่อนั้นความฉ้อแลและการละเมิดศีลธรรมย่อมเกิดขึ้น.

๔. บทสรุปและการเชื่อมโยง  

            จากการศึกษาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิผ่านพระไตรปิฎกมหาตจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สามารถสรุปได้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมิใช่สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง มาตั้งแต่ต้น   แต่เป็นสมมติสัจจะที่ถูกสร้างขึ้น  เพื่อสยบความทุกข์และความวุ่นวายทางโลก อย่างไรก็ตามสมมติสัจจะที่ดีย่อมตั้งอยู่บนฐานของปรมัตถ์สัจจะ คือ ต้องเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับความจริงแท้ ไม่เบียดเบียน มีความยุติธรรม และเอื้อต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษย์    หลักอปริหานิยธรรมของแคว้นวัชชีในพุทธกาล  จึงเป็นตัวอย่างอันล้ำค่าของการนำสมมติสัจจะ (ระบบรัฐสภา การประชุม กฎเกณฑ์การปกครอง ) เป็นเครื่องรองรับ  "ปรมัตถ์สัจจะ"  (ความสามัคคี เมตตาธรรม และการเคารพในธรรม) การเข้าใจอย่างถ่องแท้  จะช่วยให้นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาตร์ในปัจจุบัน   ไม่ติดกับอยู่เพียงแค่ตัวอักษร ของกฎหมายที่สมมติขึ้น  แต่สามารถเข้าถึง "จิตวิญญษณ"แห่งธรรม" เพื่อนำไปใช้ตรวจตรากฎหมายสูงสุดที่สร้างสันติภาพและความรู้สึกให้แก่พลเมืองได้อย่างยั่งยืน   




บรรณานุกรม
[1] พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺ ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรมจาก htt://www.84000.org/Tipitaka/dic/d_item.php?=289 เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑
[2]  http://www.royin.go.th/dictionary/กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ