Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy : The Constitutional Law in the Tripitaka ๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมเกิด ที่มีความยึดโยงอยู่มาพร้อมกับความกลัว ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ สงคราม โรคภัยไข้เจ็บหรือการเบียดเบียนกันเองอันเกิดจากเจตนาอคติและตัณหา ความเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงจำเป็นต้องสถาปนาชุมชนการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ ที่เรียกว่า "ประเทศ" เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของตน จุดประสงค์การกฎหมายรัฐธรรมนูญในอาณาจักรโบราณ รวมถึงแว่นแคว้นต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย สมัยก่อนพุทธกาล จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่เสมอไป แต่เกิดจากความจำเป็นในการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจ การควบคุมสัญชาญาณดิบของมนุษย์ และรักษาสันติภาพอันดีงามในสังคม
แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระพุทธศาสนาและแสดงธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมสอนเรื่อง "กรรม" มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว และหลักศีลธรรม ๕ จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานรองรับประมวลกฎหมายอาญาในกลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาท้าทายอย่างต่อเนื่อง เช่น การละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยเจตนา การประพฤติผิดทางเพศกับผู้ที่อยู่ในการดูแลของผู้อื่น การเลือกปฏิบัติและการเหยียดเชื้อชาติและการแสวงหาความสุขที่ไม่เหมาะสมผ่านการดื่มสุรา และการใช้ยาเสพติด การก่ออาชญากรรม และความวุ่ยวายทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น ทั้งนี้เพราะชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วย "อวิชชา" (ความไม่รู้จริง) มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริงและขาดปัญญาที่จะมองเห็นความจริงของชีวิต
เมื่อหันมาศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะพบว่าในสมัยพุทธกาล รัฐอธิปไตยต่าง ๆ เช่นแคว้นมคธ แคว้นสักกะ แคว้นวัชชีและแคว้นโกศล จะไม่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อย่างในปัจจุบัน แต่มีกฎหมายจารีประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะ "หลักปริหานิยธรรม" ของแคว้นวัชชี ซึ่งคณะสงฆ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตีความว่าเป็น "ธรรมสำหรับนักบริหาร" หรือธรรมที่สร้างความเจริญฝ่ายเดียวไม่มีทางเสื่อม ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แล้ว "หลักอปริหานิยธรรม" นี้เองทำหน้าที่เป็น "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" หรือ กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครอง กำหนดรูปแบบโครงสร้างของรัฐ (มีดินแดน ประชากร และอำนาจอธิปไตย)ผ่านกระบวนการประชุมรัฐสภา การยอมรับอำนาจ อธิปไตย ผู้คนขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะซึ่งกันและกัน การบัญญัติหน้าที่พลเมือง
อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงสร้างทางการเมืองในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากขาดการวิเคราะห์เชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) โดยเฉพาะกรอบของของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" ที่มองความจริงออกเป็น ๒ ระดับ คือสมมติสัจจะและปรมัติสัจจะ การแยกแยะ ความจริงสองระดับนี้ในระบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะช่วยให้เข้าใจ เจตนารมย์ที่แท้จริงของการปกครอง และเห็นคุณค่าของพุทธธรรมในการเป็นรากฐานแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง
๒.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "สมมสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติขึ้น)
เมื่อแนวคิดในมุมมองทางอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมินั้น แบ่งความจริงออกเป็น ๒ ประเภทกล่าวตือ ๑.ความจริงที่สมมติขึ้น ๒. สัจธรรม เป็นต้น
ในทางอภิปรัชญาของปรัชญาพุทธภูมิ "สมมติสัจจะ" คือความจริงระดับปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ร่วมกันกำหนดหรือตกลงหรือแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและการอยู่ร่วมในสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติตัวมันเอง แต่มีอยู่เพราะระบบคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อนำมาอธิบายบริบทของกฎหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ สามารถแบ่งแยกมิติแห่งสมมติสัจะได้ดังนี้
-ความเป็นรัฐและดินแดน : การแบ่งขอบเขตแคว้นวัชชี แคว้นมคธ โดยใช้แม่น้ำคงคาหรือทิวเขาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน รวมถึงการสมมติเรียกว่านี่คือ "ประเทศ"หรือแว่นแคว้น" แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติพื้นดิน และสายน้ำไม่ได้มีเส้นแบ่งเขต ขอบเขตเหล่านี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงและสมมติสัจจะทางการเมืองเพื่อความสะดวกในการปกครอง
-สถาน โครงสร้างอำนาจ และวรรณะ : การระบุว่าแคว้นวัชชี มีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองร่วมกันจำนวน ๗,๗๐๗ พระองค์ มีเสนาบดีและสถาบันการประชุม (สัณฐาคาร) ตลอดจนระบบวรรณะ (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสมมติสัจจะ ที่สังคมอินเดียโบราณ สร้างขึ้นเพื่อจัดลำดับชั้นและหน้าที่ในการบริหารจัดการประเทศ
-ตัวบทกฎหมายและจารีประเพณี(อปริหานิยธรรม) : บัญญัติที่ว่า "ต้องมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์", เมื่อพร้อมเพียงกันประชุม ก็ต้องพร้อมเพียงกันเลิกประชุม หรือไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ (ไม่ขัดข้องต่อจารีตเดิม)" สิ่งเหล่านี้คือกฎเกณฑ์ และข้อตกลงร่วมกัน ที่ถูกสถาปนาขึ้นให้เป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อให้มนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาและอคติยอมอยู่ในกติกาเดียวกัน เป็นเครื่องมือรักษาสันติภาพทางโลก
ดังนั้นในระดับสมมติสัจะกฎหมายรัฐธรรมในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ จึงเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างอันจำเป็นที่ผูกโยงอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สังคมตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสงคราม
๓.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
ในทางตรงข้าม "ปรมัตถ์สัจจะ" คือความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่แปรผันไปตามข้อตกลงของมนุษย์ เป็นเรื่องของธรรมชาติจริง ๆ (สัจธรรม) เช่นหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กฎแห่งกรรมและความหลุดพ้นจากกิเลส (นิพพาน) ซึ่งในปรัชญาพุทธภูมิ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่สรรพสัตว์ ควรเข้าถึง เมื่อมองผ่านเลนส์ ของปรมัตถ์สัจจะ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือระบบการปกครอง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีสถานะและสัจธรรมชซ่อนอยู่ดังนี้
-ความเสื่อมสลายภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง) : แม้ว่ากฎหมายจารีตประเพณีอย่าง "อริหานิยธรรม" จะถูกยกย่องว่าเป็นกฎหมายที่ดีเลิศ ป้องกันไม่ให้แคว้นวัชชีเสื่อมถอยและไม่มีใครเอาชนะได้ (ตราบใดที่ยังปฏิบัติตาม) แต่ในท้ายที่สุด แคว้นวัชชีก็ล่มสลาย ด้วยกลอุบายของวัสสการพราหมณ์ เพราะมนุษย์ละทิ้งหลักธรรมนั้น ในมิติอภิปรัชญาขั้นสูง รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง หรืออาณาจักรใด ๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง (อนิจจัง) มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่อาจเป็นสิ่งจีรังยั่งยืนได้
-เจตนารมณ์แห่งธรรมเพื่อเกื้อกูลชีวิต (ธรรมะ) : หากลอกเปลือก ที่เป็นตัวอักษรหรือจารีตประเพณีออก เนื้อแท้หรือจิตวิญญาณของกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีฐานรากมาจากพระมหากรุณาและความเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์" พระพุทธ เจ้าทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรม หรือทศพิธราชธรรม ไม่ใช่คงอยู่ของอำนาจกษัตริย์ (ซึ่งเป็นสิ่งสมมติ) แต่เพื่อลดทอน "ทุกข์ของราษฎร" และสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบสุข ปลอดภัยอันเป็นสัปปายะ ที่เอื้อให้มนุษย์ สามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่การรู้แจ้ง ความจริงขั้นสูงสุดได้
-อนัตตาและอำนาจอธิปไตย : ในระบอบการปกครองทางโลกมักอ้างว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐหรือของประชาชน" (ซึ่งเป็นสมมติสัจจะ) แต่ในเส้นทางปรมัตถ์ ปรัชญาพุทธภูมินั้นมองว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของอำนาจนั้น อำนาจเป็นเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่หมุนเปลี่ยนไปตามกรรมและการกระทำของสังคมแห่งประเทศนั้น เมื่อใดที่ผู้นำหลงผิด คิดว่าอำนาจนั้นเป็นของตนอย่างแท้จริง (เกิดตัวกู-ของกู) เมื่อนั้นความฉ้อแลและการละเมิดศีลธรรมย่อมเกิดขึ้น.
๔. บทสรุปและการเชื่อมโยง
จากการศึกษาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิผ่านพระไตรปิฎกมหาตจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สามารถสรุปได้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมิใช่สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง มาตั้งแต่ต้น แต่เป็นสมมติสัจจะที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสยบความทุกข์และความวุ่นวายทางโลก อย่างไรก็ตามสมมติสัจจะที่ดีย่อมตั้งอยู่บนฐานของปรมัตถ์สัจจะ คือ ต้องเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับความจริงแท้ ไม่เบียดเบียน มีความยุติธรรม และเอื้อต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษย์ หลักอปริหานิยธรรมของแคว้นวัชชีในพุทธกาล จึงเป็นตัวอย่างอันล้ำค่าของการนำสมมติสัจจะ (ระบบรัฐสภา การประชุม กฎเกณฑ์การปกครอง ) เป็นเครื่องรองรับ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความสามัคคี เมตตาธรรม และการเคารพในธรรม) การเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาตร์ในปัจจุบัน ไม่ติดกับอยู่เพียงแค่ตัวอักษร ของกฎหมายที่สมมติขึ้น แต่สามารถเข้าถึง "จิตวิญญษณ"แห่งธรรม" เพื่อนำไปใช้ตรวจตรากฎหมายสูงสุดที่สร้างสันติภาพและความรู้สึกให้แก่พลเมืองได้อย่างยั่งยืน
Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy : The Constitutional Law in the Tripitaka
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมเกิด ที่มีความยึดโยงอยู่มาพร้อมกับความกลัว ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ สงคราม โรคภัยไข้เจ็บหรือการเบียดเบียนกันเองอันเกิดจากเจตนาอคติและตัณหา ความเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงจำเป็นต้องสถาปนาชุมชนการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ ที่เรียกว่า "ประเทศ" เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของตน จุดประสงค์การกฎหมายรัฐธรรมนูญในอาณาจักรโบราณ รวมถึงแว่นแคว้นต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย สมัยก่อนพุทธกาล จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่เสมอไป แต่เกิดจากความจำเป็นในการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจ การควบคุมสัญชาญาณดิบของมนุษย์ และรักษาสันติภาพอันดีงามในสังคม
แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระพุทธศาสนาและแสดงธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมสอนเรื่อง "กรรม" มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว และหลักศีลธรรม ๕ จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานรองรับประมวลกฎหมายอาญาในกลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาท้าทายอย่างต่อเนื่อง เช่น การละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยเจตนา การประพฤติผิดทางเพศกับผู้ที่อยู่ในการดูแลของผู้อื่น การเลือกปฏิบัติและการเหยียดเชื้อชาติและการแสวงหาความสุขที่ไม่เหมาะสมผ่านการดื่มสุรา และการใช้ยาเสพติด การก่ออาชญากรรม และความวุ่ยวายทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น ทั้งนี้เพราะชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วย "อวิชชา" (ความไม่รู้จริง) มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริงและขาดปัญญาที่จะมองเห็นความจริงของชีวิต

เมื่อหันมาศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะพบว่าในสมัยพุทธกาล รัฐอธิปไตยต่าง ๆ เช่นแคว้นมคธ แคว้นสักกะ แคว้นวัชชีและแคว้นโกศล จะไม่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อย่างในปัจจุบัน แต่มีกฎหมายจารีประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะ "หลักปริหานิยธรรม" ของแคว้นวัชชี ซึ่งคณะสงฆ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตีความว่าเป็น "ธรรมสำหรับนักบริหาร" หรือธรรมที่สร้างความเจริญฝ่ายเดียวไม่มีทางเสื่อม ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แล้ว "หลักอปริหานิยธรรม" นี้เองทำหน้าที่เป็น "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" หรือ กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครอง กำหนดรูปแบบโครงสร้างของรัฐ (มีดินแดน ประชากร และอำนาจอธิปไตย)ผ่านกระบวนการประชุมรัฐสภา การยอมรับอำนาจ อธิปไตย ผู้คนขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะซึ่งกันและกัน การบัญญัติหน้าที่พลเมือง
อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงสร้างทางการเมืองในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากขาดการวิเคราะห์เชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) โดยเฉพาะกรอบของของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" ที่มองความจริงออกเป็น ๒ ระดับ คือสมมติสัจจะและปรมัติสัจจะ การแยกแยะ ความจริงสองระดับนี้ในระบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะช่วยให้เข้าใจ เจตนารมย์ที่แท้จริงของการปกครอง และเห็นคุณค่าของพุทธธรรมในการเป็นรากฐานแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง
๒.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "สมมสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติขึ้น)
เมื่อแนวคิดในมุมมองทางอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมินั้น แบ่งความจริงออกเป็น ๒ ประเภทกล่าวตือ ๑.ความจริงที่สมมติขึ้น ๒. สัจธรรม เป็นต้น

ในทางอภิปรัชญาของปรัชญาพุทธภูมิ "สมมติสัจจะ" คือความจริงระดับปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ร่วมกันกำหนดหรือตกลงหรือแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและการอยู่ร่วมในสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติตัวมันเอง แต่มีอยู่เพราะระบบคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อนำมาอธิบายบริบทของกฎหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ สามารถแบ่งแยกมิติแห่งสมมติสัจะได้ดังนี้
-ความเป็นรัฐและดินแดน : การแบ่งขอบเขตแคว้นวัชชี แคว้นมคธ โดยใช้แม่น้ำคงคาหรือทิวเขาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน รวมถึงการสมมติเรียกว่านี่คือ "ประเทศ"หรือแว่นแคว้น" แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติพื้นดิน และสายน้ำไม่ได้มีเส้นแบ่งเขต ขอบเขตเหล่านี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงและสมมติสัจจะทางการเมืองเพื่อความสะดวกในการปกครอง
-สถาน โครงสร้างอำนาจ และวรรณะ : การระบุว่าแคว้นวัชชี มีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองร่วมกันจำนวน ๗,๗๐๗ พระองค์ มีเสนาบดีและสถาบันการประชุม (สัณฐาคาร) ตลอดจนระบบวรรณะ (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสมมติสัจจะ ที่สังคมอินเดียโบราณ สร้างขึ้นเพื่อจัดลำดับชั้นและหน้าที่ในการบริหารจัดการประเทศ
-ตัวบทกฎหมายและจารีประเพณี(อปริหานิยธรรม) : บัญญัติที่ว่า "ต้องมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์", เมื่อพร้อมเพียงกันประชุม ก็ต้องพร้อมเพียงกันเลิกประชุม หรือไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ (ไม่ขัดข้องต่อจารีตเดิม)" สิ่งเหล่านี้คือกฎเกณฑ์ และข้อตกลงร่วมกัน ที่ถูกสถาปนาขึ้นให้เป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อให้มนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาและอคติยอมอยู่ในกติกาเดียวกัน เป็นเครื่องมือรักษาสันติภาพทางโลก
ดังนั้นในระดับสมมติสัจะกฎหมายรัฐธรรมในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ จึงเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างอันจำเป็นที่ผูกโยงอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สังคมตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสงคราม
๓.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
ในทางตรงข้าม "ปรมัตถ์สัจจะ" คือความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่แปรผันไปตามข้อตกลงของมนุษย์ เป็นเรื่องของธรรมชาติจริง ๆ (สัจธรรม) เช่นหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กฎแห่งกรรมและความหลุดพ้นจากกิเลส (นิพพาน) ซึ่งในปรัชญาพุทธภูมิ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่สรรพสัตว์ ควรเข้าถึง เมื่อมองผ่านเลนส์ ของปรมัตถ์สัจจะ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือระบบการปกครอง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีสถานะและสัจธรรมชซ่อนอยู่ดังนี้
-ความเสื่อมสลายภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง) : แม้ว่ากฎหมายจารีตประเพณีอย่าง "อริหานิยธรรม" จะถูกยกย่องว่าเป็นกฎหมายที่ดีเลิศ ป้องกันไม่ให้แคว้นวัชชีเสื่อมถอยและไม่มีใครเอาชนะได้ (ตราบใดที่ยังปฏิบัติตาม) แต่ในท้ายที่สุด แคว้นวัชชีก็ล่มสลาย ด้วยกลอุบายของวัสสการพราหมณ์ เพราะมนุษย์ละทิ้งหลักธรรมนั้น ในมิติอภิปรัชญาขั้นสูง รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง หรืออาณาจักรใด ๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง (อนิจจัง) มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่อาจเป็นสิ่งจีรังยั่งยืนได้
-เจตนารมณ์แห่งธรรมเพื่อเกื้อกูลชีวิต (ธรรมะ) : หากลอกเปลือก ที่เป็นตัวอักษรหรือจารีตประเพณีออก เนื้อแท้หรือจิตวิญญาณของกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีฐานรากมาจากพระมหากรุณาและความเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์" พระพุทธ เจ้าทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรม หรือทศพิธราชธรรม ไม่ใช่คงอยู่ของอำนาจกษัตริย์ (ซึ่งเป็นสิ่งสมมติ) แต่เพื่อลดทอน "ทุกข์ของราษฎร" และสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบสุข ปลอดภัยอันเป็นสัปปายะ ที่เอื้อให้มนุษย์ สามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่การรู้แจ้ง ความจริงขั้นสูงสุดได้
-อนัตตาและอำนาจอธิปไตย : ในระบอบการปกครองทางโลกมักอ้างว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐหรือของประชาชน" (ซึ่งเป็นสมมติสัจจะ) แต่ในเส้นทางปรมัตถ์ ปรัชญาพุทธภูมินั้นมองว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของอำนาจนั้น อำนาจเป็นเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่หมุนเปลี่ยนไปตามกรรมและการกระทำของสังคมแห่งประเทศนั้น เมื่อใดที่ผู้นำหลงผิด คิดว่าอำนาจนั้นเป็นของตนอย่างแท้จริง (เกิดตัวกู-ของกู) เมื่อนั้นความฉ้อแลและการละเมิดศีลธรรมย่อมเกิดขึ้น.
๔. บทสรุปและการเชื่อมโยง
จากการศึกษาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิผ่านพระไตรปิฎกมหาตจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สามารถสรุปได้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมิใช่สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง มาตั้งแต่ต้น แต่เป็นสมมติสัจจะที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสยบความทุกข์และความวุ่นวายทางโลก อย่างไรก็ตามสมมติสัจจะที่ดีย่อมตั้งอยู่บนฐานของปรมัตถ์สัจจะ คือ ต้องเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับความจริงแท้ ไม่เบียดเบียน มีความยุติธรรม และเอื้อต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษย์ หลักอปริหานิยธรรมของแคว้นวัชชีในพุทธกาล จึงเป็นตัวอย่างอันล้ำค่าของการนำสมมติสัจจะ (ระบบรัฐสภา การประชุม กฎเกณฑ์การปกครอง ) เป็นเครื่องรองรับ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความสามัคคี เมตตาธรรม และการเคารพในธรรม) การเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาตร์ในปัจจุบัน ไม่ติดกับอยู่เพียงแค่ตัวอักษร ของกฎหมายที่สมมติขึ้น แต่สามารถเข้าถึง "จิตวิญญษณ"แห่งธรรม" เพื่อนำไปใช้ตรวจตรากฎหมายสูงสุดที่สร้างสันติภาพและความรู้สึกให้แก่พลเมืองได้อย่างยั่งยืน
บรรณานุกรม
[1] พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺ ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรมจาก htt://www.84000.org/Tipitaka/dic/d_item.php?=289 เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑
[2] http://www.royin.go.th/dictionary/กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น