Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy : The Constitutional Law in the Tripitaka ๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมเกิด ที่มีความยึดโยงอยู่มาพร้อมกับความกลัว ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ สงคราม โรคภัยไข้เจ็บ หรือการเบียดเบียนกันเองอันเกิดจากเจตนาอคติและตัณหา ความเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงจำเป็นต้องสถาปนาชุมชนการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ ที่เรียกว่า "ประเทศ" เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของตน
Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy : The Constitutional Law in the Tripitaka
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมเกิด ที่มีความยึดโยงอยู่มาพร้อมกับความกลัว ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ สงคราม โรคภัยไข้เจ็บ หรือการเบียดเบียนกันเองอันเกิดจากเจตนาอคติและตัณหา ความเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงจำเป็นต้องสถาปนาชุมชนการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ ที่เรียกว่า "ประเทศ" เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของตน
จุดประสงค์การกฎหมายรัฐธรรมนูญในอาณาจักรโบราณ รวมถึงแว่นแคว้นต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย สมัยก่อนพุทธกาล จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่เสมอไป แต่เกิดจากความจำเป็นในการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจ การควบคุมสัญชาญาณดิบของมนุษย์ และรักษาสันติภาพอันดีงามในสังคม
แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระพุทธศาสนาและแสดงธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมสอนเรื่อง "กฎแห่งกรรม" มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว และหลักศีล ๕ จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานรองรับประมวลกฎหมายอาญาในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาท้าทายอย่างต่อเนื่อง เช่น :
แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระพุทธศาสนาและแสดงธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมสอนเรื่อง "กฎแห่งกรรม" มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว และหลักศีล ๕ จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานรองรับประมวลกฎหมายอาญาในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาท้าทายอย่างต่อเนื่อง เช่น :
การละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยเจตนา
การประพฤติผิดทางเพศกับผู้ที่อยู่ในการดูแลของผู้อื่น
การเลือกปฏิบัติและการเหยียดเชื้อชาติ
การแสวงหาความสุขที่ไม่เหมาะสมผ่านการดื่มสุรา และการใช้ยาเสพติด การก่ออาชญากรรม และความวุ่ยวายทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น
ทั้งนี้เพราะชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วย "อวิชชา" (ความไม่รู้จริง) มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริงและขาดปัญญาที่จะมองเห็นความจริงของชีวิต
เมื่อหันมาศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะพบว่าในสมัยพุทธกาล รัฐอธิปไตยต่าง ๆ เช่นแคว้นมคธ แคว้นสักกะ แคว้นวัชชีและแคว้นโกศล จะไม่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อย่างในปัจจุบัน แต่มีกฎหมายจารีประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะ "หลักปริหานิยธรรม" ของแคว้นวัชชี ซึ่งคณะสงฆ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตีความว่าเป็น "ธรรมสำหรับนักบริหาร" หรือธรรมที่สร้างความเจริญฝ่ายเดียวไม่มีทางเสื่อม
ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แล้ว "หลักอปริหานิยธรรม" นี้เองทำหน้าที่เป็น "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" หรือ กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครอง กำหนดรูปแบบโครงสร้างของรัฐ (มีดินแดน ประชากร และอำนาจอธิปไตย)ผ่านกระบวนการประชุมรัฐสภา การยอมรับอำนาจ อธิปไตย ผู้คนขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะซึ่งกันและกัน และการบัญญัติหน้าที่พลเมือง
อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงสร้างทางการเมืองในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากขาดการวิเคราะห์เชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) โดยเฉพาะกรอบของของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" ที่มองความจริงออกเป็น ๒ ระดับ คือสมมติสัจจะและปรมัติสัจจะ การแยกแยะ ความจริงสองระดับนี้ในระบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะช่วยให้เข้าใจ เจตนารมย์ที่แท้จริงของการปกครอง และเห็นคุณค่าของพุทธธรรมในการเป็นรากฐานแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง
๒.ส่วนขยาย : กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "สมมติสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติขึ้น)
ในทางอภิปรัชญาของปรัชญาพุทธภูมิ "สมมติสัจจะ" คือความจริงระดับปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ร่วมกันกำหนดหรือตกลงหรือแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและการอยู่ร่วมในสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติตัวมันเอง แต่มีอยู่เพราะระบบคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อนำมาอธิบายบริบทของกฎหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ สามารถแบ่งแยกมิติแห่งสมมติสัจะได้ดังนี้
ทั้งนี้เพราะชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วย "อวิชชา" (ความไม่รู้จริง) มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริงและขาดปัญญาที่จะมองเห็นความจริงของชีวิต

เมื่อหันมาศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะพบว่าในสมัยพุทธกาล รัฐอธิปไตยต่าง ๆ เช่นแคว้นมคธ แคว้นสักกะ แคว้นวัชชีและแคว้นโกศล จะไม่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อย่างในปัจจุบัน แต่มีกฎหมายจารีประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะ "หลักปริหานิยธรรม" ของแคว้นวัชชี ซึ่งคณะสงฆ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตีความว่าเป็น "ธรรมสำหรับนักบริหาร" หรือธรรมที่สร้างความเจริญฝ่ายเดียวไม่มีทางเสื่อม
ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แล้ว "หลักอปริหานิยธรรม" นี้เองทำหน้าที่เป็น "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" หรือ กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครอง กำหนดรูปแบบโครงสร้างของรัฐ (มีดินแดน ประชากร และอำนาจอธิปไตย)ผ่านกระบวนการประชุมรัฐสภา การยอมรับอำนาจ อธิปไตย ผู้คนขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะซึ่งกันและกัน และการบัญญัติหน้าที่พลเมือง
อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงสร้างทางการเมืองในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากขาดการวิเคราะห์เชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) โดยเฉพาะกรอบของของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" ที่มองความจริงออกเป็น ๒ ระดับ คือสมมติสัจจะและปรมัติสัจจะ การแยกแยะ ความจริงสองระดับนี้ในระบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะช่วยให้เข้าใจ เจตนารมย์ที่แท้จริงของการปกครอง และเห็นคุณค่าของพุทธธรรมในการเป็นรากฐานแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง
๒.ส่วนขยาย : กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "สมมติสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติขึ้น)

ในทางอภิปรัชญาของปรัชญาพุทธภูมิ "สมมติสัจจะ" คือความจริงระดับปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ร่วมกันกำหนดหรือตกลงหรือแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและการอยู่ร่วมในสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติตัวมันเอง แต่มีอยู่เพราะระบบคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อนำมาอธิบายบริบทของกฎหมายรัฐธรรมนูญในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ สามารถแบ่งแยกมิติแห่งสมมติสัจะได้ดังนี้
- ความเป็นรัฐและดินแดน : การแบ่งขอบเขตแคว้นวัชชี แคว้นมคธ โดยใช้แม่น้ำคงคาหรือทิวเขาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน รวมถึงการสมมติเรียกว่านี่คือ "ประเทศ"หรือแว่นแคว้น" แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติพื้นดิน และสายน้ำไม่ได้มีเส้นแบ่งเขต ขอบเขตเหล่านี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงและสมมติสัจจะทางการเมืองเพื่อความสะดวกในการปกครอง
- โครงสร้างอำนาจ และวรรณะ : การระบุว่าแคว้นวัชชี มีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองร่วมกันจำนวน ๗,๗๐๗ พระองค์ มีเสนาบดีและสถาบันการประชุม (สัณฐาคาร) ตลอดจนระบบวรรณะ (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสมมติสัจจะ ที่สังคมอินเดียโบราณ สร้างขึ้นเพื่อจัดลำดับชั้นและหน้าที่ในการบริหารจัดการประเทศ
- ตัวบทกฎหมายและจารีประเพณี(อปริหานิยธรรม) : บัญญัติที่ว่า "ต้องมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์", เมื่อพร้อมเพียงกันประชุม ก็ต้องพร้อมเพียงกันเลิกประชุม หรือไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ (ไม่ขัดข้องต่อจารีตเดิม)" สิ่งเหล่านี้คือกฎเกณฑ์ และข้อตกลงร่วมกันที่ถูกสถาปนาขึ้นให้เป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อให้มนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาและอคติยอมอยู่ในกติกาเดียวกัน เป็นเครื่องมือรักษาสันติภาพทางโลก
ดังนั้นในระดับสมมติสั0จะกฎหมายรัฐธรรมในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ จึงเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างอันจำเป็นที่ผูกโยงอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สังคมตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสงคราม
๓.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
ในทางตรงข้าม "ปรมัตถ์สัจจะ" คือความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่แปรผันไปตามข้อตกลงของมนุษย์ เป็นเรื่องของธรรมชาติจริง ๆ (สัจธรรม) เช่นหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กฎแห่งกรรมและความหลุดพ้นจากกิเลส (นิพพาน) ซึ่งในปรัชญาพุทธภูมิ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่สรรพสัตว์ ควรเข้าถึง เมื่อมองผ่านเลนส์ ของปรมัตถ์สัจจะ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือระบบการปกครอง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีสถานะและสัจธรรมชซ่อนอยู่ดังนี้ - -ความเสื่อมสลายภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง) : แม้ว่ากฎหมายจารีตประเพณีอย่าง "อริหานิยธรรม" จะถูกยกย่องว่าเป็นกฎหมายที่ดีเลิศเพียงใด ป้องกันไม่ให้แคว้นวัชชีเสื่อมถอยและไม่มีใครเอาชนะได้ (ตราบใดที่ยังปฏิบัติตาม) แต่ในท้ายที่สุด แคว้นวัชชีก็ล่มสลาย ด้วยกลอุบายของวัสสการ พราหมณ์เพราะมนุษย์ละทิ้งหลักธรรมนั้น สะท้อนว่าในมิติอภิปรัชญาขั้นสูง รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง หรืออาณาจักรใด ๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง (อนิจจัง) มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่อาจเป็นสิ่งจีรังยั่งยืนได้
- -เจตนารมณ์แห่งธรรมเพื่อเกื้อกูลชีวิต (ธรรมะ) : หากลอกเปลือกที่เป็นตัวอักษรหรือจารีตประเพณีออก เนื้อแท้หรือจิตวิญญาณ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวอักษรของกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีฐานรากมาจากพระมหากรุณาและความเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์" พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรม หรือทศพิธราชธรรม ไม่ใช่เพื่อให้คงอยู่ซึ่งอำนาจกษัตริย์ (ซึ่งเป็นสิ่งสมมติ) แต่เพื่อลดทอน "ความทุกข์ของราษฎร" และสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบสุข ปลอดภัยอันเป็นสัปปายะที่เอื้อให้มนุษย์ สามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่การรู้แจ้ง ความจริงขั้นสูงสุดได้
- -อนัตตาและอำนาจอธิปไตย : ในระบอบการปกครองทางโลกมักอ้างว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐหรือของประชาชน" (ซึ่งเป็นสมมติสัจจะ) แต่ในเส้นทางปรมัตถ์ ปรัชญาพุทธภูมินั้นมองว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของอำนาจนั้น อำนาจเป็นเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่หมุนเปลี่ยนไปตามกรรม ไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงเป็นเจ้าของ เมื่อใดที่ผู้นำหลงผิดคิดว่า อำนาจนั้นเป็นของตนอย่างแท้จริง (เกิดตัวกู-ของกู) เมื่อนั้นความฉ้อแลและการละเมิดศีลธรรมย่อมเกิดขึ้น.
๔. บทสรุปและการเชื่อมโยง
จากการศึกษาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิผ่านพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สามารถสรุปได้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมิใช่สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง มาตั้งแต่ต้น แต่เป็นสมมติสัจจะที่ถูกสร้างขึ้นจากมนุษย์(คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) เพื่อสยบความทุกข์และความวุ่นวายทางโลก อย่างไรก็ตาม สมมติสัจจะที่ดีย่อมตั้งอยู่บนฐานของปรมัตถ์สัจจะ คือ ต้องเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับความจริงแท้ ไม่เบียดเบียน มีความยุติธรรม และเอื้อต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษย์ หลักอปริหานิยธรรมของแคว้นวัชชีในพุทธกาล จึงเป็นตัวอย่างอันล้ำค่าของการนำสมมติสัจจะ (ระบบรัฐสภา การประชุม กฎเกณฑ์การปกครอง ) เป็นเครื่องรองรับ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความสามัคคี เมตตาธรรม และการเคารพในธรรม) การเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาตร์ในปัจจุบัน ไม่ติดกับอยู่เพียงแค่ตัวอักษร ของกฎหมายที่สมมติขึ้น แต่สามารถเข้าถึง "จิตวิญญษณ"แห่งธรรม" เพื่อนำไปใช้ตรวจตรากฎหมายสูงสุดที่สร้างสันติภาพและความรู้สึกให้แก่พลเมืองได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้นในระดับสมมติสั0จะกฎหมายรัฐธรรมในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ จึงเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างอันจำเป็นที่ผูกโยงอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สังคมตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสงคราม
๓.กฎหมายรัฐธรรมนูญในมิติ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
ในทางตรงข้าม "ปรมัตถ์สัจจะ" คือความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่แปรผันไปตามข้อตกลงของมนุษย์ เป็นเรื่องของธรรมชาติจริง ๆ (สัจธรรม) เช่นหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กฎแห่งกรรมและความหลุดพ้นจากกิเลส (นิพพาน) ซึ่งในปรัชญาพุทธภูมิ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่สรรพสัตว์ ควรเข้าถึง เมื่อมองผ่านเลนส์ ของปรมัตถ์สัจจะ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือระบบการปกครอง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีสถานะและสัจธรรมชซ่อนอยู่ดังนี้
- -ความเสื่อมสลายภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง) : แม้ว่ากฎหมายจารีตประเพณีอย่าง "อริหานิยธรรม" จะถูกยกย่องว่าเป็นกฎหมายที่ดีเลิศเพียงใด ป้องกันไม่ให้แคว้นวัชชีเสื่อมถอยและไม่มีใครเอาชนะได้ (ตราบใดที่ยังปฏิบัติตาม) แต่ในท้ายที่สุด แคว้นวัชชีก็ล่มสลาย ด้วยกลอุบายของวัสสการ พราหมณ์เพราะมนุษย์ละทิ้งหลักธรรมนั้น สะท้อนว่าในมิติอภิปรัชญาขั้นสูง รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง หรืออาณาจักรใด ๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง (อนิจจัง) มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่อาจเป็นสิ่งจีรังยั่งยืนได้
- -เจตนารมณ์แห่งธรรมเพื่อเกื้อกูลชีวิต (ธรรมะ) : หากลอกเปลือกที่เป็นตัวอักษรหรือจารีตประเพณีออก เนื้อแท้หรือจิตวิญญาณ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวอักษรของกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ มีฐานรากมาจากพระมหากรุณาและความเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์" พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรม หรือทศพิธราชธรรม ไม่ใช่เพื่อให้คงอยู่ซึ่งอำนาจกษัตริย์ (ซึ่งเป็นสิ่งสมมติ) แต่เพื่อลดทอน "ความทุกข์ของราษฎร" และสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบสุข ปลอดภัยอันเป็นสัปปายะที่เอื้อให้มนุษย์ สามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่การรู้แจ้ง ความจริงขั้นสูงสุดได้
- -อนัตตาและอำนาจอธิปไตย : ในระบอบการปกครองทางโลกมักอ้างว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐหรือของประชาชน" (ซึ่งเป็นสมมติสัจจะ) แต่ในเส้นทางปรมัตถ์ ปรัชญาพุทธภูมินั้นมองว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของอำนาจนั้น อำนาจเป็นเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่หมุนเปลี่ยนไปตามกรรม ไม่มี "ตัวตน" (อนัตตา) ที่แท้จริงเป็นเจ้าของ เมื่อใดที่ผู้นำหลงผิดคิดว่า อำนาจนั้นเป็นของตนอย่างแท้จริง (เกิดตัวกู-ของกู) เมื่อนั้นความฉ้อแลและการละเมิดศีลธรรมย่อมเกิดขึ้น.
๔. บทสรุปและการเชื่อมโยง
จากการศึกษาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิผ่านพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สามารถสรุปได้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมิใช่สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง มาตั้งแต่ต้น แต่เป็นสมมติสัจจะที่ถูกสร้างขึ้นจากมนุษย์(คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) เพื่อสยบความทุกข์และความวุ่นวายทางโลก อย่างไรก็ตาม สมมติสัจจะที่ดีย่อมตั้งอยู่บนฐานของปรมัตถ์สัจจะ คือ ต้องเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับความจริงแท้ ไม่เบียดเบียน มีความยุติธรรม และเอื้อต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษย์ หลักอปริหานิยธรรมของแคว้นวัชชีในพุทธกาล จึงเป็นตัวอย่างอันล้ำค่าของการนำสมมติสัจจะ (ระบบรัฐสภา การประชุม กฎเกณฑ์การปกครอง ) เป็นเครื่องรองรับ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความสามัคคี เมตตาธรรม และการเคารพในธรรม) การเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาตร์ในปัจจุบัน ไม่ติดกับอยู่เพียงแค่ตัวอักษร ของกฎหมายที่สมมติขึ้น แต่สามารถเข้าถึง "จิตวิญญษณ"แห่งธรรม" เพื่อนำไปใช้ตรวจตรากฎหมายสูงสุดที่สร้างสันติภาพและความรู้สึกให้แก่พลเมืองได้อย่างยั่งยืน
บรรณานุกรม
[1] พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺ ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลธรรมจาก htt://www.84000.org/Tipitaka/dic/d_item.php?=289 เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑
[2] http://www.royin.go.th/dictionary/กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น