"แนวคิดอภิปรัชญา" ในปรัชญาพุทธภูมิ : "ชีวิตหลังความตาย" ในพระไตรปิฎก
Epistemology Concepts In Buddhaphumi Philosophy : " Life After Death in Tripitaka.

โดยทั่วไป มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมต้องเผชิญกับความตายซึ่งถือเป็นกฎธรรมชาติ (นิยาม) ที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสหรืออายตนะภายในร่างกาย และสั่งสมประสบการณ์เหล่านี้ เป็นข้อมูลทางอารมณ์และสัญญาจำได้หมายรู้ในจิตใจสืบต่อกันมาชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม มนุษย์มิได้มีเพียงหน้าที่ในการรับรู้และสั่งสมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังมีธรรมชาติของการเป็น "สัตว์ประเสริฐที่มีการคิดค้นและใช้เหตุผล " เมื่อจิตใจได้รับรู้ข้อมูลดังกล่าว มนุษย์ย่อมนำมาคิดวิเคราะห์ และอธิบายทัศนะภายในจิตใจ โดยใช้เหตุผลเชิงปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงเชิงประจักษ์ที่ว่า "มนุษย์เกิดมาแล้วต้องตาย" ศักยภาพในการคิดเชิงวิเคราะห์นี้เอง ที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลแตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่น ๆ
มนุษย์มีความสงสัยเกี่ยวกับต้นกำเนิด และอวสานของชีวิตมนุษยชาติมาโดยตลอด ในยุคก่อนพุทธกาล พราหมณ์ในบางสำนักซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ ได้อธิบายความจริงเกี่ยวกับมนุษยชาติ โดยอาศัยปฏิภาณ (ไหวพริบในการตอบโต้หรือโต้แย้ง อย่างรวเร็วและแยบคาย) พวกเขาใช้เหตุผลเชิงปรัชญา อธิบายความจริงที่ว่าพระพรหม หรือพระอิศวรทรงเป็นผู้สร้าง (Creator) มนุษย์ขึ้นมาจากพระวรกายของพระองค์เอง เทพเจ้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทรงมี เมตตาต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยังทรงบันดาลให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ เพียงแค่ปฏิบัติตามพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าด้วยถวายสิ่งของมีค่าผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์อารยันเท่านั้น

ในการการศึกษาเชิงอภิปรัชญาเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตที่ว่า "มนุษย์มีชีวิตหลังความตายหรือไม่ ? " นั้น โดยทั่วไป มนุษยชาติมีขีดจำกันทางด้านประสาทสัมผัส( อายตนะภายใน) ในการรับรู้ความจริง และมักบดบังด้วยอคติต่ที่เกิดจากความอวิชชา(ความไม่รู้) ความโกรธ ความรักใคร่ชอบพอ ความกลัว และความโง่เขลา ส่งผลให้ชีวิตของมนุษยชาติมักเต็มไปด้วยความมืดมิด
เมื่ออภิปรัชญาสนใจศึกษาปัญหาความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมทั้งความรู้ในระดับปรากฏการณ์ (Phenoment) ที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส และความจริงเหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ (Noumena) เช่นเรื่องของเทพเจ้าในยุคอินเดียโบราณ มนุษย์ย่อมต้องอาศัยอินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) เป็นสะพานเชื่อมต่อกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม ที่มีผล กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อถือนำเอา "มนุษย์" เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความจริงทางอภิปรัชญาจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ระดับ คือ
๑.๑.สมมติสัจจะ หรือความจริงที่สมมติขึ้น (fictitious / Conventional Reality) คือความจริงระดับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วเสื่อมสลายไปในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่สภาวะเหล่านั้นจะดับสูญไป จิตของมนุษย์ย่อมรับรู้ได้ผ่านอายตนะภาย (ระบบประสาทสัมผัส) ในร่างกายของเขา ตัวอย่างของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวในเมียนมาร์ พายุในทะเลจีนใต้ หรือุทกภัยในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ชั่วคราวแล้วสลายไป แต่เมื่อมนุษย์รับรู้และนิยามขึ้นมาจึงถือว่าเป็นความจริงระดับสมมติ
ในมิติทางสังคม เช่น เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในต่างประเทศ หรือการฉ้อโกงแชร์ลูกโซ่ ที่สร้างความเสียหายจำนวนบาท เป็นต้น เมื่อจิตมนุษย์รับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ พวกเขาก็จะบันทึกเรื่องราวไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์และประสบการณ์แต่ด้วยธรรมชาติของจิตมนุษย์ชอบการปรุงแต่ง (สังขาร) และคิดวิเคราะห์ มนุษย์จะนำหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้มาอนุมาน (Deduction /induction) หรือคาดคะเนความจริงอย่างสมเหตุสมผลตามหลักตรรกะ ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ดับไปในอากาศจึงจัดเป็นความรู้ระดับผัสสะ (Epirical Knowledge) ซึ่งสั่งสมอยู่ในจิตใจ และนับเป็นความจริงเชิงสมมติ
- ตัวอย่างเชิงประวัติศาสตร์ : อาณาจักรสุโขทัยซึ่งเป็นชุมชนการเมือง ที่ชาวสุโขทัยตั้งขึ้นร่วมตัวกันสถาปนาขึ้นก่อตั้งเป็นรัฐอิสระ มีอำนาจอธิปไตยภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาเถรวาท อาณาจักรนี้ดำรงเอกราชอยู่หลายร้อยปี ก่อนจะเสื่อมสลายไปตามกฎธรรมชาติ เมื่อถูกอาณาจักรอยุธยาผนวกอำนาจอธิปไตยไปเป็นของตนเอง
- ตัวอย่างเชิงพุทธประวัติ : พระอานนท์ได้รับรู้เรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติ ณ สวนลุมพินีในอาณาจักรสักกะ ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช เป็นพระโพธิสัตว์เพื่อแสวงหาโมกธรรมและได้ตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตด้วยพระองค์เอง และจนเรียกพระนามขึ้นใหม่ว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" การดำรงพระชนม์ชีพของพระองค์ ในฐานะมนุษย์อยู่เพียง ๘๐ ปีแล้ว จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน เลื่อนหายไปจากโลก ตามกฎอนิจจังในทางปรัชญาพุทธภูมิ การดำรงพระชนม์ชีพของพระพุทธองค์จึงถือเป็นความรู้ในระดับประสาทสัมผัส และการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจัดอยู่ใน จำพวกสมมติสัจจะเช่นกัน
๑.๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ หรือ ความจริงขั้นสูงสุด (Ultimate truth) คือความจริงอันเป็นที่สุด หรือความcmhจริงที่ลึกซึ้งยากที่ปุถุชนคนธรรมดาจะหยั่งรู้ได้ เนื่องจากเป็นความรู้ที่อยู่เหนือขอบเขตประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส หรืออายตนะภายใน (Metaphysical Reality) โดยทั่วไป มนุษย์ปุถุชนไม่สามารถเข้าถึงปรมัตถสัจจะได้ด้วยอินทรีย์ปกติ เนื่องจากอายตนะภายในร่างกายของมนุษย์มีขีดจำกัดในการรับรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมมนุษย์ อีกทั้งยังมีจิตใจ ที่ถูกครอบงำด้วยอคติ ๔ (ความรัก ความชัง ความหลง และความกลัว) ซึ่งเปรียบเสมือนม่านหมอกที่ทำให้ชีวิตตกอยู่ในความมืดบอดทางปัญญา จึงไม่สามารถใช้เหตุผลบริสุทธิ์ในการอธิบายควาามจริงแท้ของชีวิตได้

แม้ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี่ นักวิทยาศาสตร์จะสามารถประดิษฐ์เครื่องมืออันทันสมัย เพื่อค้นหาความจริงในธรรมชาติ เช่นความจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถสัจจะ) ได้ แต่ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานเชิงประจักษ์ใด ๆ ที่สามารถยืนยันความจริงขั้นปรมัตถ์ในมิติจิตวิญญาณ ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ได้อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่า พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงพัฒนาศักยภาพทางจิตด้วยการบำเพ็ญเพียรตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ จนกระทั่งตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและบรรลุ "อภิญญา ๖" ซึ่งเป็นความรู้ระดับสามัญวิสัยเช่นสภาวะนิพพานของมนุษย์ ผู้ที่จะหยั่งรู้ความจริงข้นปรมัตถ์ได้จึงมีเพียงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเท่านั้น
ในโลกปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์อาจช่วยให้มนุษย์ศึกษา ค้นคว้าความจริงเกี่ยวกับสมมติฐานของโรคและเชื้อโรคต่าง ๆ ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน และนำมาวิเคราะห์โดยอนุมาน แต่ท้ายที่สุดแล้ว "จิต" ของมนุษย์ ยังคงทำหน้าที่ คิดวิเคราะห์และใช้เหตุผลเชิงปรัชญา เพื่ออธิบายคำตอบของสมมติฐานนั้น ๆ ก่อนจะนำลัพธ์มาวินิจฉัยและบำบัดโรคให้แก่เพื่อนมนุษย์ต่อไป เป็นต้น
๒.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย : ทัศนะญาณวิทยาและลัทธิครูทั้ง ๖
ในการเขียนพิจารณาว่า "ชีวิตหลังความดับสูญหรือไม่ ? " เมื่อศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก (ทั้งฉบับมหาจุฬา ฯ และฉบับหลวง) พบสาระเชิงประวัติศาสตร์และปรัชญาว่า ในสมัยก่อนพุทธกาลและพุทธกาล สังคมอินเดียมีความเชื่อที่หลากหลาย เช่น ชาวโกฬิยะที่มีทั้งเชื้อสายอารยัน และดราวิเดียนภายใต้การปกครองของพระเจ้าโอกกากราช กลุ่มเชื้อสายอารยัน จะนับถือศาสนาพราหมณ์และเชื่อว่าพระพรหม พระอิศวร และพระอินทร์ มีอำนาจบันดาลโชคลาภได้ผ่านพิธีกรรมบูชายัญหรือลงทัณฑ์มนุษย์ได้ ขณะที่ชาวดราวิเดียนพื้นเมืองมีความเชื่อแบบนับถือธรรมชาติ (Animism) เช่น เชื่อว่าน้ำเป็นเทวดา
ความเชื่อเหล่านี้ทำให้พราหมณ์ปุโรหิตมีอำนาจ และผลประโยชน์มหาศาล จนสามารถขยายอิทธิพลต่อราชสำนักและผลักดันให้เกิดกฎหมายจารีตประเพณีแบ่งแยกผู้คนออกเป็น ๔ วรรณะ เพื่อผูกขาดอำนาจทางพิธีกรรมและจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน กฎหมายจารีตประเพณีแบ่งแยกวรรณะ มีความเข้มงวดมาก จนกระทั่ง สิทธัตถะ เสด็จประพาสพระนครกบิลพัสดุ์และทรงทอดพระเนตร เห็นความทุกข์ยากของกลุ่มคน "จัณฑาล" ที่ถูกกดขี่และขับไล่ออกจากสังคม ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน และเสียชีวิตอย่างน่าอนาถอยู่ข้างถนน ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้พระองค์ทรงแสวงหาทางพ้นทุกข์
เมื่อนำปัญหานี้มาวิเคราะห์ตามแนวคิดทางญาณวิทยานั้นหรือทฤษฎีความรู้ มีคำถามว่า "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตหลังความตายดับสูญหรือไม่?หากพิจารณาตามกรอบคิดแบบประจักษ์นิยม (Empirical Approach) ความรู้ที่ถูกต้องย่อมมาจากประสาทสัมผัสของมนุษย์เท่านั้น
๒.๑.ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์นิยม(Empiricism) กับปัญหาความตายแนวคิดทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์นิยมยึดถือหลักการว่า" สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะมีอยู่จริง สิ่งนั้นต้องสามารถรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์"หากนำทฤษฎีความรู้นี้มาอธิบายเรื่อง "ชีวิตหลังความตาย" มนุษย์ทั่วไปย่อมรับรู้ได้เพียงการดับสิ้นของสัญญาณชีพ และการสลายตัวของร่างกายมนุษย์เท่านั้น" แต่ในยามทีมีผู้เสียชีวิต มนุษย์ปุถุชนไม่เคยมีใครมองเห็น "จิตวิญญาณ" ล่องลอยออกจากร่างไปสู่ภพภูมิใหม่ผ่านตาเนื้อได้เลย เนื่องจากเรื่องดังกล่าวอยู่เกินขอบเขตการรับรู้เชิงผัสสะด้วยเหตุนี้ นักปรัชญากลุ่มประจักษ์นิยมและคนทั่วไปจึงมักสรุปว่า"ชีวิตตายแล้วสูญ " (Ucchedaditti/Annihilationism) เพราะเมื่อร่างกายถูกฌาปนกิจจนมอดไหม้ ก็คงเหลือเพียง เถ้าถ่านและอิฐิเท่านั้น ปรัชญาในกลุ่มนี้จึงปฏิเสขการมีอยู่ของโลกหน้าและวิญญาณอย่างสิ้นเชิง
๒.๒. ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ (อกิริยาทิฐิ : ทัศนะว่าการกระทำไม่มีผล) หลักฐานในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑ ฉบับมหาจุฬา ฯ ฑีฆนิกาย สีลขันธวรรค สามัญผลสูตรข้อ [๑๖๖] ครูปูรณะ กัสสะได้แสดงทัศนะต่อพระเจ้าอชาตศัตรูไว้ว่า :"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูปูรณะ กัสสปะ ตอบว่า "มหาบพิตร เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเองใช้ให้ผู้อื่นตัดเบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ทำให้โศกเศร้าเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้เศร้าโศก ทำให้ลำบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำให้ลำบาก ดิ้นรนเองใช้ให้ผู้อื่นทำให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ตัดช่องเบา ปล้น ทำโจรกรรมในบ้านหลังเดียว ดักซุ่มในทางเปลี่ยว เป็นชู้ พูดเท็จ ผู้ทำ(ทำเช่นนั้น) ก็ไม่จัดว่าทำบาป แม้หากบุคคลใช้จักรมีคมดุจมีดโกนสังหารสัตว์เหล่าในปฐพีนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งขวาแม่น้ำคงคาฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้เบียดเบียน เขาย่อมไม่มีบาปเกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา...."

๓. แนวคิดของอชิตะเกสกัมพล เมื่อผู้เขียนศึกษาค้นคว้าหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑ [ฉบับมหาจุฬา ฯ]ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๓.สามัญญผลสูตรลัทธิที่ถือว่าอัตตาตายแล้วแล้วขาดสูญข้อ [๑๗๑] อชิตะเกสกัมพลได้แสดงทัศนะว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูอชิตะ เกสกัมพลตอบว่า "มหาบพิตร ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญบูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล ผลแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี บิดาไม่มีคุณ มารดาไม่มีคุณ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้นก็ไม่มี สมณพรหามณ์ผู้ประพฤติชอบทำให้แจ้งโลกนี้ และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้งก็ไม่มีในโลก มนุษย์คือที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ เมื่อสิ้นชีวิตธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมผันแปรไปเป็นอากาศธาตุ มนุษย์มีเตียงนอนเป็นที่ ๕ นำศพไป ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้ากลายเป็นกระดูกขาวโพลนดุจสีนกพิราบการเซ่นสรวงสิ้นสุดลงแค่เถ้าถ่านคนเขลาบัญญัติทานนี้ไว้คำที่คนบางพวกย้ำว่ามีผลนั้นว่างเปล่า เป็นเท็จไร้สาระ เมื่อสิ้นชีวิตไม่ว่าคนเขลา หรือคนฉลาดย่อมขาดสูญไม่เกิดอีก"
เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากข้อความในพระไตรปิฎกนั้น รับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ว่า ทัศนะของอชิตะ เกสกัมพล ถือเป็น "อุจเฉดทิฐิ" หรือ "ปรัชญาสสารนิยมแบบสุดโต่ง (Materialism) มีทัศนะว่า แก่นแท้ของมนุษย์ เป็นเพียงการรวมตัวของธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) เมื่อตายไปธาตุเหล่านั้น ก็กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิม ส่วนนามธรรมหรือจิตวิญญาณ ไม่มีอยู่จริง ดังนั้น กรรมดีกรรมชั่ว จึงไม่มีผล สืบเนื่อง และชีวิตหลังความตายย่อมขาดสูญ โดยสิ้นเชิง
๔. ครูมักขลิโคสาล มีมโนคติเกี่ยวกับแก่นแท้ของชีวิตว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ดังปรากฏพยานหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกฉบับที่ ๘ พระสุตันตปิฎกเล่มที่๑ [ฉบับมหาจุฬา ฯ] ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๓.สามัญญผลสูตร ลัทธิครูมักขลิโคสาล [๑๖๘] ......ความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองเอง ความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์เอง ไม่ใช่เพราะการกระทำของตน มิใช่เพราะการกระทำของผู้อื่นไม่ใช่เพราะการกระทำของมนุษย์ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีความสามารถของมนุษย์ ไม่มีความพยายามของมนุษย์...



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น