The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ชีวิตหลังความตาย

 Introductionto Buddhaphumi Philosophy:  Life After Death  


คำสำคัญ  ชีวิต   หลังความตาย  ปรัชญา 
๑. บทนำ 
๒. แนวคิดเรื่องชีวิต 
๓. ชีวิตตายแล้วไม่สูญ

๑.บทนำ

            โดยทั่วไปแล้ว  มนุษย์ทุกคนเกิดมาและต้องตาย นี่คือกฎธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนรับรู้ผ่านอาตนะภายในของตนเอง และสั่งสมข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ มาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ไม่มีชีวิตของมนุษย์คนใดเป็นอมตะ แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าวันหนึ่งชีวิตของตนจะสิ้นสุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่มีใครอยากตาย  ดังนั้น มนุษย์จึงสร้างพิธีกรรมต่อดวงชะตา  เพื่อยืดอายุขัยของตน  แต่ในที่สุดแล้ว ไม่มีใครหนีพ้นความตายได้   เมื่อความตายเป็นความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมความรู้เป็นข้อมูลทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ    ตามวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่อย่างไม่สิ้นสุด    นี่คือสัจธรรมที่มนุษย์ต้องเผชิญด้วยตนเอง    ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรือง เมื่อความตายใกล้เข้ามา ผู้คนในอนุทวีปอินเดียจะพึ่งพาพราหมณ์ในการประกอบพิธีกรรม เพื่อยืดอายุขัยของตน 

          ในสมัยพุทธกาล   พระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงประชวรหนัก แต่พระองค์ทรงฝึกฝนอิทธิบาท๔ (ใช้พลังอำนาจฤทธิ์ ๔ ประการ) เพื่อรักษาธาตุและพระกายไว้ชั่วระยะหนึ่ง พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปลงอายุสังขาร  โดยประกาศว่าจะปรินิพพานอีก ๓ เดือนข้างหน้าที่เมืองกุสินารา เมืองหลวงของอาณาจักรมัลละ    ในช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระพุทธเจ้าจึงทรงละทิ้งพระกาย ในยุคแห่งวิทยาศาสตร์อันก้าวหน้า  มนุษย์ได้คิดค้นยามากมายเพื่อยึดอายุขัยของมนุษย์  แต่ในที่สุด ชีวิตมนุษย์ก็ต้องจบลง    ดังนั้น ความตายของมนุษย์จึงเป็นความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในและสั่งสมเรื่องราวเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจของมนุษย์ ทุกคนเกิดมาเพื่อตาย  มันเป็นกฏธรรมชาติของชีวิต ที่ทุกคนต้องเผชิญกับความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เป็นต้น

              เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อตาย ก็ยังคงมีคำถามอยู่ว่ามีชีวิตหลังความตายหรือไม่ ?  เมื่อศึกษาหลักฐานจากพยานบุคคล ผู้เห็นเหตุการณ์แล้ว  คำให้การของพวกเขาสอดคล้องต้องกันคือ พวกเขาไม่เคยเห็นคนตายฟื้นคืนชีพ หรือกลับมาหาครอบครัวของตน    หลังจากเผาแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ?  นอกจากเถ้ากระดูกและกระดูกที่วางบนแผ่นสังกะสีเก่า   ๆ    ดังนั้นข้อเท็จจริงจากหลักฐาน   และพยานวัตถุแสดงให้มนุษย์ทุกคนเห็นว่าความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตในระดับประสาทสัมผัสของมนุษย์เกี่ยวกับการตายของมนุษย์นั้น จำกัดอยู่เพียงแค่ข้อเท็จจริงที่ว่า ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้น    ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วเสื่อมสลายไปตามความตาย

           ปัญหาว่ามนุษย์มีวิญญาณหรือไม่นั้น  เมื่อเราศึกษาหลักฐานซึ่งเป็นพยานบุคคลคือตัวเราเองแล้ว เราได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายไป เป็นความรู้ระดับประสาทสัมผัสหรือความจริงที่สมมติขึ้น แต่เมื่อตายไปแล้ว  ตัวเราและคนอื่น ๆ ก็ไม่เคยเห็นวิญญาณออกจากร่างของผู้ตายแต่อย่างใด เราจะอนุมานความรู้จากพยานบุคคลว่า มนุษย์ตายแล้วสูญก็ได้ แต่มีหลักฐานที่ได้ยินข้อเท็จจริงที่เล่าให้ฟังกันสืบต่อกันมาว่าฝันเห็นคนตายไปเกิดบนสวรรค์ บ้างไปชดใช้กรรมในนรกบ้าง หรือกลับมาเกิดบ้าง   ดังนั้น เมื่อเรายังไม่มีความรู้เรื่องวิญญาณจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง เราจะตัดสินด้วยเหตุผลของเราเองว่าชีวิตมนุษย์นั้นไร้วิญญาณ เมื่อมนุษย์ตายสูญเปล่าก็จะเป็นความคิดที่มีเหตุผลค่อนข้างไม่ถูกต้องเพราะมนุษย์มีขอบเขตการรับรู้ที่จำกัด และมีอคติต่อผู้อื่น  เมื่อวิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่จะรับรู้ได้ เหมือนดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายล้านปีแสง ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เว้นแต่จะใช้กล้องส่องทางไกลช่วยในการมองเห็นการมีอยู่ของดาวเหล่านั้น  เป็นต้น  

        ในอภิปรัชญาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา นักปรัชญาสนใจศึกษาปัญหาความจริงของมนุษย์ ผู้เขียนถือว่าชีวิตมนุษย์เป็นความจริงที่สมมติขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปและค่อย ๆ จางหายไปในธรรมชาติ  ในขณะที่ญาณวิทยาถือว่า ความรู้ที่แท้จริงต้องรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์เท่านั้น วิญญาณของคนตายนั้นยากสำหรับคนทั่วไปที่จะรับรู้ได้ เพราะความรู้อยู่เหนือขอบเขตทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ แต่ปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่าคนตายแล้วสูญเปล่าหรือไม่? มีเหตุผลที่จะอธิบายหรือไม่? ผู้เขียนต้องศึกษาหลักฐานจากเอกสารหลักฐาน พยานวัตถุ และพยานบุคคลเพื่อใช้เป็นข้อมูลเพื่อวิเคราะห์คำตอบอย่างมีเหตุผล  ความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ในยุคอินเดียโบราณ มนุษย์เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์จากร่างของพระพรหม  

        ปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่า มนุษย์ตายแล้วไปไหน เมื่อศึกษาแนวคิดอภิปรัชญาของพราหมณ์หกนิกายในพระไตรปิฎก พวกเขาให้เหตุผลของคำตอบทำนองเดียวกันว่ามนุษย์ตายแล้วสูญเปล่า เป็นต้น แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ชีวิตมนุษย์มีจิตใจเป็นตัวตนที่แท้จริง จึงเป็นไปตามเจตนาของการกระทำและอารมณ์ของการกระทำที่สั่งสมในจิตใจแม้ตายไปเกิดในสังสารวัฏไม่รู้ว่ากี่ครั้ง คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิญญาณผ่านวัฏจักรแห่งความตายและการกลับมาเกิดใหม่หลายครั้งในสังสารวัฏ ?  

          โดยทั่วไป  บ่อเกิดความรู้ของมนุษย์ตามทฤษฎีเชิงประจักษ์นิยมในญาณวิทยากำหนดว่า ความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์จะต้องรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในจิตใจเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงตามแนวคิดของทฤษฎีข้างต้นนั้น โดยธรรมชาติของที่มาของความรู้ ผู้รับรู้ความจริงผ่านประสาทสัมผัสเท่านั้น จึงจะสามารถให้การยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนั้นได้ผู้เขียนเห็นว่า"ชีวิตมนุษย์ทุกคนตายแล้วสูญสิ้นไป เพราะ เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว ไม่มีใครเห็นว่าคนตายกลับฟื้นคืนชีวิตมาเป็นปกติได้อีกครั้งหลังความตายและไม่มีใครรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของตนว่าวิญญาณของคนตายได้ละร่างไปสู่ภพภูมิอื่นแล้ว  

        ตามแนวคิดทางอภิปรัชญาของปรัชญาตะวันตกว่าด้วยทฤษฎีสสารนิยม มีแนวคิดว่า สสารเป็นบ่อเกิดของโลก จักรวาล และมนุษย์ เป็นต้น ทฤษฎีเกี่ยวกับมนุษย์กำหนดไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีร่างกายประกอบด้วยกลไกต่าง ๆ เช่น เครื่องจักรกล โทรศัพท์มือ เป็นต้น ส่วนจิตเป็นสิ่งที่ไม่อยู่จริง  อาการของจิตไม่ว่า ความทุกข์ ความสุขและอุเบกขา นึกคิด ความเข้าใจนั้น เป็นผลการรวมตัวของสสารเท่านั้น 

       ตามแนวคิดของทฤษฎี ผู้เขียนตีความว่า เมื่อสสารเป็นบ่อเกิดของมนุษย์ร่างกายมนุษย์มีลักษณะเช่นเดียวกับเครื่องจักรกล ส่วนจิตนั้นไม่มีอยู่จริงดังนั้นตามแนวคิดทฤษฎีสสารนิยมแสดงเหตุผลของคำตอบยอมรับว่าร่างกายเป็นตัวตนแท้จริงของมนุษย์ เมื่อสิ้นชีวิตลงไปแล้วชีวิตมนุษย์ย่อมขาดสูญไม่เหลืออะไร เพราะคิดว่าจิตเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริงนั้นเอง นอกจากนี้ผู้เขียนเคยมีข้อสงสัยว่าหลังจากประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพอุทิศแก่ผู้ตายตามความเชื่อในศาสนาแล้ว ก็ไม่เคยมีใครเห็นผู้ตายฟื้นคืนชีพกลับมาเยี่ยมบุคคลในครอบครัวแต่ก็ได้ฟังข้อเท็จจริงที่บอกเล่ากันสืบต่อกันมาเท่านั้นว่า ญาติคนนั้นฝันเห็นผู้ตายยังวนเวียนอยู่ในบ้านจิตวิญญาณยังมิได้ไปเกิดที่ภพภูมิอื่นๆแต่อย่างใดบางครั้งก็มี พระมักจะทักว่าจิตวิญญาณของผู้ตายยังไม่ได้ไปจุติจิต (เกิด) ในภพภูมิอื่นแต่อย่างใด ยังใช้ชีวิตจิตวิญญาณวนเวียนอยู่แต่ในบ้านเก่าที่เคยอยู่อาศัย เป็นต้น

         ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้เขียนจึงตัดสินใจศึกษาข้อมูลเรื่อง The dead not lost (ตายแล้วไม่สูญ) โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎก อรรถกถา พระสูตร  คัมภีร์ต่าง ๆ และหนังสือเล่มอื่น ๆ  เป็นต้น คำตอบที่เขียนไว้ในบทความที่ได้จากวิเคราะห์ข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล และพยานเอกสารดิจิทัลนั้นจะเป็นประโยชน์แก่พระธรรมวิทยากรใช้ข้อมูลในการบรรยายให้แก่ผู้แสวงบุญไทยพุทธในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เพื่อให้ข้อมูลวิชาพระพุทธศาสนาที่ใช้ในการบรรยายดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการวิเคราะห์ที่มาของความรู้ในพยานหลักฐานต่าง ๆ นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยของนิสิตปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนา ให้เป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินที่สมเหตุสมผล ปราศจากข้อพิรุธสงสัยในข้อเท็จจริง อีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ