The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บทนำเรื่อง "ตายแล้วไม่สูญ" ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ

 บทนำเรื่อง "ตายแล้วไม่สูญ" ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ 
Introductionto  " The Dead Not Lost  " from the  Perspective of Buddhaphum Philosophy 


คำสำคัญ  ชีวิต   ตายแล้วไม่สูญ  ปรัชญา 
๑. บทนำ 
๒. แนวคิดเรื่องชีวิต 
๓. ชีวิตตายแล้วไม่สูญ


๑.บทนำ

            โดยทั่วไปแล้ว   "การเกิดและการตาย"   ถือเป็นกฎธรรมชาติพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต่างรับรู้ได้ผ่านอาตนะภายใน และสั่งสมเป็นข้อเท็จจริงทางอารมณ์อยู่ภายในจิตใจมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  ไม่เคยมีชีวิตมนุษย์คนใดเป็นอมตะ แม้มนุษย์จะตระหนักดีว่า จุดสิ้นสุดของชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น  ด้วยความหวาดกลัวความตาย   มนุษย์จึงพยายามคิดค้นพิธีกรรมต่อชะตา  หรืออุบายต่าง ๆ เพื่อยืดอายุขัยของตน  ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครก้าวพ้นความตายไปได้   

          ในสมัยพุทธกาล   แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงประชวรหนัก แต่พระองค์ทรงเจริญอิทธิบาท๔ (ใช้พลังอำนาจฤทธิ์ ๔ ประการ) เพื่อรักษาธาตุและพระกายไว้ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนพระองค์จะทรงตัดสินพระทัย "ปลงอายุสังขาร"  โดยตรัสประกาศว่าจักเสด็จดับขันธปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า  ณ  เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ   การละสังขารของพระพุทธเจ้าสะท้อนเห็นว่า แม้แต่พระอริยบุคคล ผู้ทรงฤทธิ์ก็ยังต้องดำเนินไปตามกฎอนิจจัง  จวบจนกระทั่งในปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี่ก้าวหน้าไปไกล มนุษย์คิดค้นยารักษาโรคและเทคโนโลยี่ทางการแพทย์มากมาย เพื่อยื้อชีวิต แต่สุดท้ายบทสรุปของสังขารก็คงเหมือนเดิม คือ ทุกคนเกิดมาเพื่อตาย 

              เมื่อข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนต้องเผชิญความตาย คำถามสำคัญทางปรัชญาที่ตามมาจึงมีอยู่ว่า "ชีวิตหลังความตายมีอยู่จริงหรือไม่ ?  

หากพิจารณาผ่านหลักฐานทางพยานบุคคลและประสบการณ์ตรง   มนุษย์ไม่เคยพบเห็น  ผู้ที่ตายฟื้นคืนชีพกลับมาหาครอบครัวอย่างรูปธรรม    เมื่อนำร่างไปประกอบพิธีเผา  สิ่งที่เหลืออยู่กลับมีเพียงเถาถ่านและเศษกระดูกบนแผ่นสังกะสีเท่านั้น ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุเหล่านี้ จึงชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ของมนุษย์ในระดับประสาทสัมผัส (Sensory Perception)  มีข้อจำกัดอยู่เพียงแค่การเห็นชีวิตเกิดขึ้นดำรงอยู่ชั่วคราว แล้วเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ

           ปัญหาว่ามนุษย์มีวิญญาณหรือไม่นั้น  เมื่อเราศึกษาหลักฐานซึ่งเป็นพยานบุคคลคือตัวเราเองแล้ว เราได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายไป เป็นความรู้ระดับประสาทสัมผัสหรือความจริงที่สมมติขึ้น แต่เมื่อตายไปแล้ว  ตัวเราและคนอื่น ๆ ก็ไม่เคยเห็นวิญญาณออกจากร่างของผู้ตายแต่อย่างใด เราจะอนุมานความรู้จากพยานบุคคลว่า มนุษย์ตายแล้วสูญก็ได้ แต่มีหลักฐานที่ได้ยินข้อเท็จจริงที่เล่าให้ฟังกันสืบต่อกันมาว่าฝันเห็นคนตายไปเกิดบนสวรรค์ บ้างไปชดใช้กรรมในนรกบ้าง หรือกลับมาเกิดบ้าง   ดังนั้น เมื่อเรายังไม่มีความรู้เรื่องวิญญาณจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง เราจะตัดสินด้วยเหตุผลของเราเองว่าชีวิตมนุษย์นั้นไร้วิญญาณ เมื่อมนุษย์ตายสูญเปล่าก็จะเป็นความคิดที่มีเหตุผลค่อนข้างไม่ถูกต้องเพราะมนุษย์มีขอบเขตการรับรู้ที่จำกัด และมีอคติต่อผู้อื่น  เมื่อวิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่จะรับรู้ได้ เหมือนดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายล้านปีแสง ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เว้นแต่จะใช้กล้องส่องทางไกลช่วยในการมองเห็นการมีอยู่ของดาวเหล่านั้น  เป็นต้น  

ในมิติของอภิปรัชญา (Metaphysics) นักปรัชญาได้ศึกษาความเป็นจริงอันแท้จริงของชีวิต  โดยมองว่าชีวิตมนุษย์เป็นเพียง "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงระดับสมมติขึ้น) ที่เกิดขึ้นตามปรากฏการณ์แล้วค่อย ๆ จางหายไป   ขณะที่ญาณวิทยา  (Epsitemology) หรือทฤษฎีความรู้สายประจักษ์นิยม   (Empiricism) ยึดถือว่าความรู้ที่แท้จริงต้องสาารถรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น ดังนั้น เรื่องวิญญาณหรือชีวิตหลังความตายจึงกลายเป็น สิ่งที่รับรู้ได้ยาก เพราะอยู่เกินขอบเขตการรับรู้ทางประสาทสัมผัสปกติของคนทั่วไป

การสรุปว่า"มนุษย์ตายแล้วสูญ" เพียงเพราะเรามองไม่เห็นวิญญาณ จึงอาจเป็นข้อสรุปที่เร่งรีบและมีอคติ  เนื่องจากขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์มีจำกัด สิ่งที่เรามองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริงเช่นเดียวกับดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสงซึ่งเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อเว้นแต่จะต้องอาศัย กล้องโทรทรรศน์ ที่มีกำลังขยายสูงช่วยส่องกล้อง ดูฉันใดเรื่องของจิตและวิญญาณ ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือทางจิตวิญญาณในการพิสูจน์ฉันนั้น 

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาแนวคิดเรื่อง "มนุษย์ในสมัยก่อนพุทธกาล"ยุคอินเดียโบราณ เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์  ขณะที่ปรัชญาพราหมณ์บางนิกายมองว่าตายแล้วสูญ หรือมองสสารเป็นตัวตั้งเช่นเดียวกับทฤษฎีสสารนิยม (Materialism) ในปรัชญาตะวันตก ซึ่งเชื่อว่าสสารคือบ่อเกิดของทุกสรรพสิ่ง     ร่างกายมนุษย์เป็นเพียงกลไกซับซ้อนคล้ายเครื่องจักร   ส่วนจตไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงผลพลอยได้จากการทำงานของสสาร เมื่อร่างกายหยุดทำงาน ทุกอย่างจึงดับสูญโดยสิ้นเชิง

ตรงข้ามกับ "พุทธปรัชญา"  ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า จิตหรือวิญญาณเป็นธาตุรู้ที่มีอยู่จริง  จิตเป็นสั่งสมเจตนา  กรรม(การกระทำ) และอารมณ์ต่าง ๆ  ซึ่งส่งผลให้จิตวิญญาณต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏตามแรงกรรมอย่างไม่จบสิ้น

       ตามแนวคิดของทฤษฎี ผู้เขียนตีความว่า เมื่อสสารเป็นบ่อเกิดของมนุษย์ร่างกายมนุษย์มีลักษณะเช่นเดียวกับเครื่องจักรกล ส่วนจิตนั้นไม่มีอยู่จริงดังนั้นตามแนวคิดทฤษฎีสสารนิยมแสดงเหตุผลของคำตอบยอมรับว่าร่างกายเป็นตัวตนแท้จริงของมนุษย์ เมื่อสิ้นชีวิตลงไปแล้วชีวิตมนุษย์ย่อมขาดสูญไม่เหลืออะไร เพราะคิดว่าจิตเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริงนั้นเอง นอกจากนี้ผู้เขียนเคยมีข้อสงสัยว่าหลังจากประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพอุทิศแก่ผู้ตายตามความเชื่อในศาสนาแล้ว ก็ไม่เคยมีใครเห็นผู้ตายฟื้นคืนชีพกลับมาเยี่ยมบุคคลในครอบครัวแต่ก็ได้ฟังข้อเท็จจริงที่บอกเล่ากันสืบต่อกันมาเท่านั้นว่า ญาติคนนั้นฝันเห็นผู้ตายยังวนเวียนอยู่ในบ้านจิตวิญญาณยังมิได้ไปเกิดที่ภพภูมิอื่นๆแต่อย่างใดบางครั้งก็มี พระมักจะทักว่าจิตวิญญาณของผู้ตายยังไม่ได้ไปจุติจิต (เกิด) ในภพภูมิอื่นแต่อย่างใด ยังใช้ชีวิตจิตวิญญาณวนเวียนอยู่แต่ในบ้านเก่าที่เคยอยู่อาศัย เป็นต้น

         ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้เขียนจึงตั้งใจศึกษาและค้นคว้าข้อมูลในหัวข้อ The dead not lost (ตายแล้วไม่สูญ) โดยนำหลักการทางญาณวิทยา มาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผ่านพยานหลักฐาน ๔ ด้าน ได้แก่    พยานเอกสารพระไตรปิฎก อรรถกถา พระสูตร  คัมภีร์ต่าง ๆ และหนังสือเล่มอื่น ๆ  เป็นต้น คำตอบที่เขียนไว้ในบทความที่ได้จากวิเคราะห์ข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล และพยานเอกสารดิจิทัลนั้นจะเป็นประโยชน์แก่พระธรรมวิทยากรใช้ข้อมูลในการบรรยายให้แก่ผู้แสวงบุญไทยพุทธในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เพื่อให้ข้อมูลวิชาพระพุทธศาสนาที่ใช้ในการบรรยายดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการวิเคราะห์ที่มาของความรู้ในพยานหลักฐานต่าง ๆ นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยของนิสิตปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนา ให้เป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินที่สมเหตุสมผล ปราศจากข้อพิรุธสงสัยในข้อเท็จจริง อีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ