"ปัญหาญาณวิทยา" ของรัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก
(Epistemological problems of Suvarnabhumi state in Tripitaka)
สารบาญ
๑.บทนำ
๒. เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร
๒.๑ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์,
๒.๒โครงสร้างความรู้ของมนุษย์
๒.๓วิธีพิจารณาความจริงของมนุษย์
๒.๔ความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์

๑.บทนำ
โดยทั่วไปแล้ว ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มนุษยชาติทั่วโลกมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ทางโลก และตกอยู่ภายใต้ความลำเอียงต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความชอบส่วนตัว เป็นต้น ส่งผลให้ชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ (ความจริงขั้นปรมัตถ์) จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความได้อย่างชัดเจน เมื่อประชาชนดำรงตำแหน่งในหน้าที่ในรับใช้ชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พวกเขาอาจตัดสินใจโดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของตนเอง บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลแบบหนึ่งและบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพวกเขาคลุมเครือและไม่ชัดเจน ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์ของประชาชน หรือเสียดินแดนของประเทศได้ วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อได้ยินความคิดเห็นที่คุมเครือแล้ว พระองค์ทรงไม่เชื่อถือว่าเป็นความจริงในทันที และไม่ยอมรับนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ เป็นพยานยันความจริงได้
ดังนั้น เมื่อเราในฐานะวิชาการสมัยใหม่ได้ยินเกี่ยวกับการมีอยู่ของ "รัฐสุวรรณภูมิ"หรือ "สุวรรณภูมิรัฐ" ดังที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา มันขัดแย้งกับทัศนะของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าสุวรรณภูมิไม่ได้เป็นรัฐอิสระ แต่เป็นดินแดนที่มีเป็นรัฐเล็ก ๆ ตั้งอยู่ซึ่งเป็นที่รู้จักของพ่อค้าอินเดียโบราณมานานแล้ว และสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนตั้งแต่สมัยพุทธกาล บันทึกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอาณาจักรเล็กๆ ในประเทศไทย ที่พบในตำราประวัติศาสตร์ เอกสารทางโบราณคดี พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ บทความทางวิชาการ และแหล่งโบราณคดีอื่น ๆ เปิดเผยข้อเท็จจริงพื้นฐานประการหนึ่ง คือที่ตั้งของราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันคือดินแดนสุวรรณภูมิซึ้งขัดแย้งกับหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง "รัฐสุวรรณภูมิ" หรือ "ราชอาณาจักรสุวรรณภูมิรัฐ" ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนซึ่งมีความรู้ความเข้าใจจำกัดเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้วและมีอคติเนื่องจากความไม่รู้ของตน ผู้เขียนจึงสงสัย "การมีอยู่ของ"รัฐสุวรรณภูมิ" อย่างไรก็ตาม
ผู้เขียนมีความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป โดยใช้วิธีการพิจารณาความจริงอย่างเช่นที่เจ้าชายสิทธัตถะ เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในการพิสูจน์ความจริงของ "การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ"
ญาณวิทยา

ตามแนวคิดทางอภิปรัชญานั้น นักปรัชญาอาจจะยอมรับ "การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ" ได้อย่างสมเหตุสมผล แต่วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่น ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งต่าง ๆ (การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ) เมื่อเหตุผลที่ใช้อธิบายความคิดเห็นของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว บางครั้งก็ถูกต้อง และบางครั้งก็ไม่ถูกต้องได้ เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงได้ยินความคิดเห็นที่คลุมเครือเกี่ยวกับการมีอยู่ของเรื่องนั้น พระองค์ก็ทรงสงสัยว่า " เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้เป็นความจริง" จึงหน้าที่ญาณวิทยาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งปรัชญาทำหน้าที่พิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้
ดังนั้น การศึกษาปัญหาญาณวิทยาของ "รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ (Epistemological problems of Suvarnabhumi state in Tripitaka)" จากพยานหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ และอธิบายความจริงตามโครงสร้างทางญาณวิทยา โดยแบ่งแยกเป็น ๔ ประเด็นหลัก พร้อมหลักฐานรองรับดังนี้ :
๑ ต้นกำเนิดของความรู้ของรัฐสุวรรณภูมิ (Source of Knowledge)
ในทางญาณวิทยา ต้นกำเนิดความรู้เกี่ยวกับรัฐสุวรรณภูมิ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนหลักคือ ความรู้เชิงประจักษ์จากประสบการณ์และความรู้สืบทอดมาจากคัมภีร์
- ความรู้จากคัมภีร์และการบันทึก ( (Authoruty Testimony) : จุดเริ่มความรู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่สำคัญที่สุด มาจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเฉพาะในส่วนของพงศาวดารทางศาสนาอย่างคัมภีร์มหาวงศ์ และอรรกถา พระวินัยปิฎก (สมันตาปาสาทิกา) ที่บันทึกเรื่องราวการสังคายนาครั้งที่ ๓
- ความรู้เชิงประจักษ์ผ่านเส้นทางการค้าโบราณ (Empirical Knowledge) : เกิดจากประสบการณ์ชีวิต และการเดินทางของมนุษย์ในอดีตสุวรรณภูมิเด่นชัดในฐานะ"เมืองท่าเศรษฐกิจ"ที่เชื่อมต่อชมพูทวีป มีการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น เครื่องประดับ ลูกปัดพลอยและเครื่องเทศ ความรู้ในส่วนนี้จึงถูกบันทึกไว้ในจิตใจของพ่อค้าและผู้คน ผ่านการสัมผัสทางอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัส)
๒.องค์ประกอบความรู้ของรัฐสุวรรณภูมิ (Components of Knowledge)
องค์ประกอบความรู้ที่ทำให้ความรู้เรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิ" ก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างระบบความคิด ประกอบด้วยปัจจัยทางประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อม และกระบวนการทางจิตใจดังนี้ :
- หลักฐานทางอารมณ์และอายตนะภายใน (Sense Data) : มนุษย์รับรู้การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ ผ่านร่องรอยเชิงประจักษ์ เช่นโบราณสถาน โบราณวัตถุ (ลูกปัดพลอย,เครื่องเทศ) และพงศาวดารของประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึก "เป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ" เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลคิดวิเคราะห์ต่อไป
- บริบทเชิงพื้นที่และเวลา (Spatiotemporal Context ) : องค์ประกอบคือตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งสัมพันธ์กับเส้นทางการค้าขายทางเรือข้ามสหาสมุทรอินเดีย และกาลเวลาในอดีต (ช่วงหลังพุทธกาลและยุคพระเจ้าอโศกมหาราช)
- ความจริงสากลรองรับ (Truth/Reality) : มีองค์ประกอบของความจริง ๒ ระดับเข้ามาเกี่ยวข้องคือ "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติในเชิงอภิปรัชญาและการยอมรับ) และการเชื่อมโยงสู่ "ปรมัตถ์สัจจะ" ผ่านการหยั่งรู้ของพระอรหันต์ผู้เผยแผ่ธรรม
๓.วิธีการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับรัฐสุวรรณภูมิ (Method of Inquiry)
วิธีการเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับรัฐสุวรรณภูมิในมิติญาณวิทยาพุทธศาสนา ไม่ใช่วิิธีการคิดคาดเดาอย่างไร้ขอบเขต แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ :
- กระบวนการตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญา (Skepticism) : เริ่มต้นจากการไม่เชื่อคำบอกเล่า หรือข่าวลือในทันทีตามหลักกาลามสูตร เช่น การที่ผู้เขียนตั้งข้อสงสัยว่า "รัฐสุวรรณภูมิหมายถึงรัฐไหนกันแน่ ? เพราะอาจไม่ใช่อาณาจักรสยาม/ไทยในปัจจุบันที่มีอายุเริ่มนับราวพ.ศ.๑๘๐๐" การตั้งข้อสงสัยนี้ทำหน้าที่กำหนดขอบเขตของการศึกษา
- การสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน (Investtigation & Verification : เป็นการเสาะข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล (เช่น ข้อมูลประวัติศาสตร์พม่าจากไกด์ท้องถิ่น) และพงศาวดารประเทศเพื่อนบ้าน
- การคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะและการอนุมาน (Deduction andRational Analysis): นำหลักฐานที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ เชื่อมโยงเหตุและผลในจิตใจ เช่น การใช้แผนที่เส้นทางเรือโบราณมาวิเคราะห์ เพื่อปฏิเสขสมมติฐานเดิมที่ว่าพระโสนะและพระอุตตรเดินธุดงค์มาทางบก แต่ใช้วิธีล่องเรือจากแม่น้ำคงคาผ่านทะเลอันดามันมายังเมืองสะเทิม
๔.ความสมเหตุสมผลของความรู้ (Justification/Validity)
เกณฑ์ในการตัดสินว่าความรู้เกี่ยวกับ "รัฐสุวรรณภูมิ" ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มี "ความสมเหตุสมผล" หรือไม่ พิจารณาหลักฐานสำคัญดังนี้ :
หลักฐานที่๑: หลักฐานประวัติศาสตร์การส่งพระธรรมทูต(พระไตรปิฎกเล่มที่๑๔)
ความสมเหตุสมผลของการเผยแผ่พระพุทธศาสนามายัง " รัฐสุวรรณภูมิ" อ้างอิงจาก พระวินัยปิฎกเล่มที่๔ ฉบับที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธก มารกถา ข้อ ๓๒) ที่พระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งพระธรรมทูตและส่งพระธรรมทูตจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชมหาราชทรงปฏิบัติตามพระบัญชาหลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยส่งคณะพระธรรมทูตสายที่ ๘ (พระโสนเถระและพระอุตตรเถระ)ไปยังสุวรรณภูมิ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตัดสินพระทัยส่งพระธรรมทูตสายต่างประเทศไปเผยแผ่ในดินแดนต่าง ๆ ตามเส้นทางค้าขายทางเรือและทางสายไหม ส่วนพระธรรมทูตต่างประเทศสายที่ ๘ นั้น ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการเดินทางโดยเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียไปสู่เมืองสะเทิมแห่งรัฐสุธรรมาวดี เมื่อวิเคราะห์จากแผนที่เส้นทางเรือในสมัยโบราณ พระธรรมทูตทั้ง ๙ สาย ออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นที่พระนครปัฏตาลีบุตร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาทางทิศใต้ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยเรือบรรทุกสินค้าไปตามเส้นทางการค้าโบราณไปยังรัฐสุวรรณภูมิ
หลักฐานที่ ๒ ความสอดคล้องเชิงตรรกะและภูมิศาสตร์ (Coherence & Empirical Evidence)
ความรู้เรื่องรัฐสุวรรณภูมิมีความสมเหตุสมผลเพราะมี "ผลลัพธ์ที่เหตุผลเดียวกัน " รองรับเมื่อตรวจซ้ำ กล่าวคือ :
๑.ด้านภูมิศาสตร์ : เส้นทางการเดินเรือโบราณจากท่าเรือพระพุทธเจ้า (Buddha Gharat) ล่องแม่น้ำคงผ่านท่ากัลกัตตาสู่ทะเลอันดามัน เป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์
๒.ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี : สอดคล้องกับพงศาวดารมอญและพม่าเรื่องเมืองสะเทิมแห่งรัฐสุธัมมาวดี รวมถึงหลักฐานการมอบพระเกศาธาตุของตปุสสะและภัลลิกะ
บทสรุปความสมเหตุสมผล :
เมื่อนำมาการวิเคราะห์เชิงเวลา(กาลเวลา) ประวัติศาสตร์ คัมภีร์พระไตรปิฎก และสภาพภูมิศาสตร์มาตัดกันแล้ว ให้ผลลัพธ์ ที่ตรงกันและอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างเป็นเอกภาพ ปราศจากข้อขัดแย้งในข้อเท็จจริง ความรู้เรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก" จึงถือเป็นความรุ้และความจริงที่สมเหตุสมผลทางญาณวิทยา
ศูนย์กลางของรัฐสุวรรณภูมิอยู่ตรงไหน ?
คำถามคือกลุ่มชาติพันธ์ใดเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ ? คำว่า "สุวรรณภูมิ" หมายถึง ดินแดนแหลมทอง ซึ่งเชื่อกันว่า มีอาณาบริเวณครอบคลุมพม่า ไทย ลาว เขมรเวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นต้น จากบทความทางประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพงศาวดารของพม่านั้น ชาวมอญเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด โดยเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ของประเทศพม่าในปัจจุบัน อาณาจักรมอญโบราณคืออาณาจักรสุธรรมวดีซึ่งก่อตั้งขึ้นก่อนปีพ.ศ. ๒๔๑ อาณาจักรนี้ปกครองโดยกษัตริย์ ๕๙ พระองค์ โดยมีเมืองสะเทิม (ท่าตอน) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางท่าเรือสำคัญการค้าขาย ระหว่างราชอาณาจักรมอญโบราณกับราชอาณาจักรมคธ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียโบราณ และอาณาจักรสิงหลของประเทศศรีลังกาก่อนอาณาจักรสุธรรมวดีจะล้มสะลายลงไปเพราะเหตุปัจจจัยจากการทำสงครามแผ่อำนาจของอาณาจักรพุกามในปี พ.ศ. ๑๖๐๐ กษัตริย์ที่ปกครองพระองค์สุดท้าย คือ พระเจ้ามนูหาเราสามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของรัฐสุธรรมาวดีได้ดังนี้
๓.๑. ดินแดนของอาณาจักรสุธรรมวดี น่าจะมีอาณาเขตในดินแดนทางภาคใต้ของประเทศพม่าทั้งหมด และรวมทั้งดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรทวารวดีทั้งหมด
๓.๒ ประชาชน มีเชื้อสายมอญ
๓.๓ ความเชื่อ ชนมอญนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท
มีเรื่องราวเกี่ยวกับการนับถือพระพุทธศาสนาของพวกมอญ กล่าวไว้ในศิลาจารึกของชเวดากองว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วได้มอบพระเกศาธาตุให้ตปุสสะและภัทลิกะ มาประดิษฐานในเจดีย์ ชเวดากองและหลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตสายที่ ๘ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิรัฐ แสดงให้เห็นว่า ในดินแดนสุวรรณภูมินั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมาหลายรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองรัฐก็ตามแต่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้เดินทางมาสู่อาณาจักรแห่งนี้ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ แล้วยังนั่งอยู่ในของผู้คนมาถึงทุกวันนี้ แม้ผู้คนจะเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วกี่รอบก็ตาม.
ในยุคหลังพุทธกาล มนุษย์แสวงหาโชคลาภตามเส้นทางการค้าระหว่างเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งทำมาหากิน ของคนงานบรรทุกสินค้าขึ้นเรือขนาดใหญ่เดินทางไปสู่เอเซียใต้และโลกตะวันตก เมืองท่าต่าง ๆ จึงเป็นแหล่งทำมาหากินและสถานที่ืั้ผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ เนื่องจากเครื่องเทศจึงเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวเอเซียใต้ และชาวตะวันตก ทำให้ผู้คนแห่กันไปขายแรงงานที่นั่น เนื่องจากยังยากจน ขาดรายได้จากการหาเลี้ยงชีพและขาดต้นทุนของชีวิต โดยเฉพาะความรู้จากการคิดหาเหตุผลของตนเอง คนบางส่วนถูกขายไปเป็นทาส ต้องทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำ แต่ค่าจ้างผลตอบแทนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพได้ พวกเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะมีชีวิตสะดวกสบาย
ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า คณะพระธรรมทูตสายต่างประเทศไปยังรัฐสุวรรณภูมินั้น ไปลงเรือบรรทุกสินค้าที่ท่าเรือพระพุทธเจ้า (Buddha Gharat) บนฝั่งแม่น้ำคงคา ล่องเรือไปตามแม่น้ำคงคาไปสู่เมืองท่ากัลการ์ต้า (Kolkata) รัฐเวสเบงกอล และนั่งเรือสินค้าขนาดเล็กเลียบชายฝั่งตะวันออกไปสู่เมืองท่า Visakhapatnam ตอนกลางชมพูทวีป ผ่านทะเลอันดามันไปยังเมืองสะเทิมซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยราชอาณาจักรมอญ เนื่องจากหลักฐานในพระไตรปิฎกได้บันทึกไว้ว่า พระพุทธศาสนามาเผยแผ่อาณาจักรมอญโบราณตั้งแต่สมัยของตปุสสะและภัทลิกะ พ่อค้าวานิชย์ ได้พระเกศาจากพระพุทธเจ้า คงเป็นไม่ได้ว่าพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระจะเดินธุดงค์มาเองทางตอนเหนือของประเทศพม่า.
ประเด็นที่ผู้เขียนสงสัย ในยุครัฐสุวรรณภูมิหมายรัฐไหน? คงไม่ใช่อาณาจักรสยามอย่างแน่นอน เพราะอาณาจักรสยามปัจจุบันนั้น เริ่มสร้างประเทศเป็นอาณาจักรสยามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๘๐๐ สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน และชาวสยามนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเพราะในช่วงประวัติศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๘ -๑๘๐๐ นั้น เรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้หายไปจากอาณาจักรสยามเกือบ ๑๕๐๐ ปี ปัญหาว่าดินแดนที่ตั้งของอาณาจักรสยามปัจจุบันนั้น เคยเป็นที่ตั้งของรัฐใด ๆ มาก่อน เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา ผู้เขียนชอบศึกษาเรื่องนี้ต่อไป จึงสอบสวนหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานในเรื่องนี้จากพงศาวดารของประเทศเพื่อนบ้าน มาช่วยสนับสนุนการคิดหาเหตุผลของคำตอบ เพื่อให้ได้หลักความรู้และความจริงเกี่ยวกับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สมเหตุสมผล โดยไม่มีข้อโต้แย้งอื่นใดมาหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความมีอยู่ของพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่เผยแผ่ในดินแดนสุวรรณภูมิได้

ในช่วง ๑๕๐๐ ปีนั้นประวัติพระพุทธศาสนาส่วนนี้หายไปไหนแล้ว ก่อนหน้านั้นมีดินแดนแถบอื่นไหมนอกจากอาณาจักรสยาม ได้รับอิทธิพลแนวคิดทางพระพุทธศาสนาจากการเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยพระโสณะและพระอุตตร ที่ได้นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในสุวรรณภูมิ ก่อนอาณาจักรสุโขทัยของประเทศสยามจะเกิดขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ยังไม่มีผู้เขียนเชิงวิเคราะห์ไว้เป็นผู้เขียนเอง เมื่อเดินทางไปประเทศพม่าเกิดความสนใจในประเด็นต่าง ๆ ที่ได้รับรู้จากไกด์ชาวพม่าได้อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพม่า ให้ฟังโดยเฉพาะการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชมาสู่ประเทศพม่า เป็นการวิเคราะห์ไว้ น่าสนใจผู้เขียนจึงได้ตัดสินใจศึกษาเรื่องราวเหล่านี้เพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์เชิงปรัชญา น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษายุคใหม่ที่เน้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป การวิเคราะห์ในแง่มุมของกาลเป็นเวลาเป็นหลักทำให้เราเข้าใจกระแสโลกกระแสธรรมได้เป็นอย่างดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์ย่อมทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจได้เป็นอย่างดีน่าจะเป็นประโยชน์ของการศึกษาพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี.
บทสรุปความสมเหตุสมผล : เมื่อนำการวิเคราะห์เชิงเวลา (กาลเวลา) ประวัติศาสตร์ , คัมภีร์พระไตรปิฎก, และสภาพภูมิศาสตร์จริงมาตัดกัน แล้วให้ผลลัพธ์ที่ตรงกัน และอธิบายได้อย่างเป็นเอกภาพ ปราศจากข้อขัดแย้งในข้อเท็จจริง ความรู้เรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก" จึงถือเป็นความรู้และความจริงที่สมเหตุสมผลตามเกณฑ์ตัดสินทางญาณวิทยา.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น