The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561

ปัญหาญาณวิทยาของรัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก

"ปัญหาญาณวิทยา" ของรัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก 
(Epistemological problems of Suvarnabhumi state in Tripitaka)
สารบาญ
๑.บทนำ 
๒. เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร
     ๒.๑ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์,  
     ๒.๒โครงสร้างความรู้ของมนุษย์  
     ๒.๓วิธีพิจารณาความจริงของมนุษย์ 
     ๒.๔ความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์ 

๑.บทนำ 

           โดยทั่วไปแล้ว ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มนุษยชาติทั่วโลกมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ทางโลก และตกอยู่ภายใต้ความลำเอียงต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความชอบส่วนตัว เป็นต้น    ส่งผลให้ชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ (ความจริงขั้นปรมัตถ์)  จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความได้อย่างชัดเจน      เมื่อประชาชนดำรงตำแหน่งในหน้าที่ในรับใช้ชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว  พวกเขาอาจตัดสินใจโดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของตนเอง  บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง   บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลแบบหนึ่งและบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพวกเขาคลุมเครือและไม่ชัดเจน  ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์ของประชาชน   หรือเสียดินแดนของประเทศได้    วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อได้ยินความคิดเห็นที่คุมเครือแล้ว พระองค์ทรงไม่เชื่อถือว่าเป็นความจริงในทันที และไม่ยอมรับนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ เป็นพยานยันความจริงได้     

           ดังนั้น เมื่อเราในฐานะวิชาการสมัยใหม่ได้ยินเกี่ยวกับการมีอยู่ของ "รัฐสุวรรณภูมิ"หรือ "สุวรรณภูมิรัฐ    ดังที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา    มันขัดแย้งกับทัศนะของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าสุวรรณภูมิไม่ได้เป็นรัฐอิสระ   แต่เป็นดินแดนที่มีเป็นรัฐเล็ก ๆ  ตั้งอยู่ซึ่งเป็นที่รู้จักของพ่อค้าอินเดียโบราณมานานแล้ว และสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนตั้งแต่สมัยพุทธกาล  บันทึกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอาณาจักรเล็กๆ ในประเทศไทย  ที่พบในตำราประวัติศาสตร์    เอกสารทางโบราณคดี    พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ    บทความทางวิชาการ และแหล่งโบราณคดีอื่น  ๆ  เปิดเผยข้อเท็จจริงพื้นฐานประการหนึ่ง คือที่ตั้งของราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันคือดินแดนสุวรรณภูมิซึ้งขัดแย้งกับหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ  ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง "รัฐสุวรรณภูมิ" หรือ "ราชอาณาจักรสุวรรณภูมิรัฐ" ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนซึ่งมีความรู้ความเข้าใจจำกัดเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้วและมีอคติเนื่องจากความไม่รู้ของตน ผู้เขียนจึงสงสัย   "การมีอยู่ของ"รัฐสุวรรณภูมิ"    อย่างไรก็ตาม
ผู้เขียนมีความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป    โดยใช้วิธีการพิจารณาความจริงอย่างเช่นที่เจ้าชายสิทธัตถะ  เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในการพิสูจน์ความจริงของ "การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ"    
   
ญาณวิทยา               

              ตามแนวคิดทางอภิปรัชญานั้น นักปรัชญาอาจจะยอมรับ "การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ" ได้อย่างสมเหตุสมผล แต่วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่น  ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งต่าง ๆ (การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ)   เมื่อเหตุผลที่ใช้อธิบายความคิดเห็นของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว  บางครั้งก็ถูกต้อง และบางครั้งก็ไม่ถูกต้องได้ เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงได้ยินความคิดเห็นที่คลุมเครือเกี่ยวกับการมีอยู่ของเรื่องนั้น พระองค์ก็ทรงสงสัยว่า   " เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้เป็นความจริง" จึงหน้าที่ญาณวิทยาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งปรัชญาทำหน้าที่พิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้

               ดังนั้น การศึกษาปัญหาญาณวิทยาของ "รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ (Epistemological problems of Suvarnabhumi state in Tripitaka)"  จากพยานหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ และอธิบายความจริงตามโครงสร้างทางญาณวิทยา โดยแบ่งแยกเป็น ๔ ประเด็นหลัก พร้อมหลักฐานรองรับดังนี้ : 

๑ ต้นกำเนิดของความรู้ของรัฐสุวรรณภูมิ   (Source of Knowledge) 

            ในทางญาณวิทยา ต้นกำเนิดความรู้เกี่ยวกับรัฐสุวรรณภูมิ แบ่งออกเป็น  ๒ ส่วนหลักคือ ความรู้เชิงประจักษ์จากประสบการณ์และความรู้สืบทอดมาจากคัมภีร์ 

  • ความรู้จากคัมภีร์และการบันทึก ( (Authoruty Testimony) : จุดเริ่มความรู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษร      ที่สำคัญที่สุด มาจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเฉพาะในส่วนของพงศาวดารทางศาสนาอย่างคัมภีร์มหาวงศ์           และอรรกถา พระวินัยปิฎก (สมันตาปาสาทิกา)   ที่บันทึกเรื่องราวการสังคายนาครั้งที่ ๓  
  • ความรู้เชิงประจักษ์ผ่านเส้นทางการค้าโบราณ (Empirical  Knowledge)  : เกิดจากประสบการณ์ชีวิต และการเดินทางของมนุษย์ในอดีตสุวรรณภูมิเด่นชัดในฐานะ"เมืองท่าเศรษฐกิจ"ที่เชื่อมต่อชมพูทวีป มีการแลกเปลี่ยนสินค้า  เช่น  เครื่องประดับ ลูกปัดพลอยและเครื่องเทศ ความรู้ในส่วนนี้จึงถูกบันทึกไว้ในจิตใจของพ่อค้าและผู้คน ผ่านการสัมผัสทางอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัส) 

๒.องค์ประกอบความรู้ของรัฐสุวรรณภูมิ (Components of Knowledge)

           องค์ประกอบความรู้ที่ทำให้ความรู้เรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิ"  ก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างระบบความคิด ประกอบด้วยปัจจัยทางประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อม และกระบวนการทางจิตใจดังนี้ :
  • หลักฐานทางอารมณ์และอายตนะภายใน (Sense Data)  :    มนุษย์รับรู้การมีอยู่ของรัฐสุวรรณภูมิ ผ่านร่องรอยเชิงประจักษ์ เช่นโบราณสถาน โบราณวัตถุ (ลูกปัดพลอย,เครื่องเทศ) และพงศาวดารของประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึก  "เป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ" เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลคิดวิเคราะห์ต่อไป    
  • บริบทเชิงพื้นที่และเวลา (Spatiotemporal Context )  : องค์ประกอบคือตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งสัมพันธ์กับเส้นทางการค้าขายทางเรือข้ามสหาสมุทรอินเดีย และกาลเวลาในอดีต (ช่วงหลังพุทธกาลและยุคพระเจ้าอโศกมหาราช) 
  • ความจริงสากลรองรับ (Truth/Reality)  :   มีองค์ประกอบของความจริง  ๒ ระดับเข้ามาเกี่ยวข้องคือ  "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติในเชิงอภิปรัชญาและการยอมรับ)  และการเชื่อมโยงสู่ "ปรมัตถ์สัจจะ"  ผ่านการหยั่งรู้ของพระอรหันต์ผู้เผยแผ่ธรรม
๓.วิธีการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับรัฐสุวรรณภูมิ (Method of Inquiry)

          วิธีการเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับรัฐสุวรรณภูมิในมิติญาณวิทยาพุทธศาสนา ไม่ใช่วิิธีการคิดคาดเดาอย่างไร้ขอบเขต แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ : 
    • กระบวนการตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญา (Skepticism) :  เริ่มต้นจากการไม่เชื่อคำบอกเล่า หรือข่าวลือในทันทีตามหลักกาลามสูตร  เช่น การที่ผู้เขียนตั้งข้อสงสัยว่า "รัฐสุวรรณภูมิหมายถึงรัฐไหนกันแน่ ? เพราะอาจไม่ใช่อาณาจักรสยาม/ไทยในปัจจุบันที่มีอายุเริ่มนับราวพ.ศ.๑๘๐๐" การตั้งข้อสงสัยนี้ทำหน้าที่กำหนดขอบเขตของการศึกษา 
    • การสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน (Investtigation & Verification  : เป็นการเสาะข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งพยานเอกสาร  พยานบุคคล  (เช่น ข้อมูลประวัติศาสตร์พม่าจากไกด์ท้องถิ่น) และพงศาวดารประเทศเพื่อนบ้าน 
    • การคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะและการอนุมาน (Deduction andRational Analysis): นำหลักฐานที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์  เชื่อมโยงเหตุและผลในจิตใจ เช่น การใช้แผนที่เส้นทางเรือโบราณมาวิเคราะห์ เพื่อปฏิเสขสมมติฐานเดิมที่ว่าพระโสนะและพระอุตตรเดินธุดงค์มาทางบก แต่ใช้วิธีล่องเรือจากแม่น้ำคงคาผ่านทะเลอันดามันมายังเมืองสะเทิม 
๔.ความสมเหตุสมผลของความรู้ (Justification/Validity)

                  เกณฑ์ในการตัดสินว่าความรู้เกี่ยวกับ  "รัฐสุวรรณภูมิ"      ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มี "ความสมเหตุสมผล" หรือไม่    พิจารณาหลักฐานสำคัญดังนี้ : 

หลักฐานที่๑:  หลักฐานประวัติศาสตร์การส่งพระธรรมทูต(พระไตรปิฎกเล่มที่๑๔)   

                 ความสมเหตุสมผลของการเผยแผ่พระพุทธศาสนามายัง " รัฐสุวรรณภูมิ"  อ้างอิงจาก พระวินัยปิฎกเล่มที่๔ ฉบับที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   (มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธก มารกถา ข้อ ๓๒)    ที่พระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งพระธรรมทูตและส่งพระธรรมทูตจาริกไป  เพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชมหาราชทรงปฏิบัติตามพระบัญชาหลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยส่งคณะพระธรรมทูตสายที่ ๘ (พระโสนเถระและพระอุตตรเถระ)ไปยังสุวรรณภูมิ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตัดสินพระทัยส่งพระธรรมทูตสายต่างประเทศไปเผยแผ่ในดินแดนต่าง ๆ ตามเส้นทางค้าขายทางเรือและทางสายไหม        ส่วนพระธรรมทูตต่างประเทศสายที่ ๘ นั้น    ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการเดินทางโดยเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียไปสู่เมืองสะเทิมแห่งรัฐสุธรรมาวดี เมื่อวิเคราะห์จากแผนที่เส้นทางเรือในสมัยโบราณ พระธรรมทูตทั้ง ๙ สาย  ออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นที่พระนครปัฏตาลีบุตร       ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาทางทิศใต้ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยเรือบรรทุกสินค้าไปตามเส้นทางการค้าโบราณไปยังรัฐสุวรรณภูมิ 


หลักฐานที่ ๒ ความสอดคล้องเชิงตรรกะและภูมิศาสตร์ (Coherence  &  Empirical  Evidence)   

            ความรู้เรื่องรัฐสุวรรณภูมิมีความสมเหตุสมผลเพราะมี "ผลลัพธ์ที่เหตุผลเดียวกัน " รองรับเมื่อตรวจซ้ำ กล่าวคือ : 

            ๑.ด้านภูมิศาสตร์ :    เส้นทางการเดินเรือโบราณจากท่าเรือพระพุทธเจ้า (Buddha Gharat) ล่องแม่น้ำคงผ่านท่ากัลกัตตาสู่ทะเลอันดามัน   เป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ 

             ๒.ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี :  สอดคล้องกับพงศาวดารมอญและพม่าเรื่องเมืองสะเทิมแห่งรัฐสุธัมมาวดี รวมถึงหลักฐานการมอบพระเกศาธาตุของตปุสสะและภัลลิกะ 

บทสรุปความสมเหตุสมผล :   

                 เมื่อนำมาการวิเคราะห์เชิงเวลา(กาลเวลา)   ประวัติศาสตร์   คัมภีร์พระไตรปิฎก และสภาพภูมิศาสตร์มาตัดกันแล้ว  ให้ผลลัพธ์ ที่ตรงกันและอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างเป็นเอกภาพ  ปราศจากข้อขัดแย้งในข้อเท็จจริง ความรู้เรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก"  จึงถือเป็นความรุ้และความจริงที่สมเหตุสมผลทางญาณวิทยา  

ศูนย์กลางของรัฐสุวรรณภูมิอยู่ตรงไหน ?      

             คำถามคือกลุ่มชาติพันธ์ใดเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ  ?     คำว่า  "สุวรรณภูมิ" หมายถึง ดินแดนแหลมทอง ซึ่งเชื่อกันว่า มีอาณาบริเวณครอบคลุมพม่า ไทย  ลาว เขมรเวียดนาม    มาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นต้น    จากบทความทางประวัติศาสตร์   และภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     ที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพงศาวดารของพม่านั้น   ชาวมอญเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด โดยเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ของประเทศพม่าในปัจจุบัน อาณาจักรมอญโบราณคืออาณาจักรสุธรรมวดีซึ่งก่อตั้งขึ้นก่อนปีพ.ศ. ๒๔๑  อาณาจักรนี้ปกครองโดยกษัตริย์ ๕๙ พระองค์ โดยมีเมืองสะเทิม (ท่าตอน) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางท่าเรือสำคัญการค้าขาย ระหว่างราชอาณาจักรมอญโบราณกับราชอาณาจักรมคธ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียโบราณ และอาณาจักรสิงหลของประเทศศรีลังกาก่อนอาณาจักรสุธรรมวดีจะล้มสะลายลงไปเพราะเหตุปัจจจัยจากการทำสงครามแผ่อำนาจของอาณาจักรพุกามในปี พ.ศ. ๑๖๐๐ กษัตริย์ที่ปกครองพระองค์สุดท้าย คือ พระเจ้ามนูหาเราสามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของรัฐสุธรรมาวดีได้ดังนี้  
  
       ๓.๑. ดินแดนของอาณาจักรสุธรรมวดี  น่าจะมีอาณาเขตในดินแดนทางภาคใต้ของประเทศพม่าทั้งหมด และรวมทั้งดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรทวารวดีทั้งหมด   
           ๓.๒ ประชาชน มีเชื้อสายมอญ     
           ๓.๓ ความเชื่อ  ชนมอญนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท    

           มีเรื่องราวเกี่ยวกับการนับถือพระพุทธศาสนาของพวกมอญ กล่าวไว้ในศิลาจารึกของชเวดากองว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วได้มอบพระเกศาธาตุให้ตปุสสะและภัทลิกะ มาประดิษฐานในเจดีย์ ชเวดากองและหลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓  พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตสายที่ ๘ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิรัฐ  แสดงให้เห็นว่า ในดินแดนสุวรรณภูมินั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมาหลายรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองรัฐก็ตามแต่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้เดินทางมาสู่อาณาจักรแห่งนี้ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ แล้วยังนั่งอยู่ในของผู้คนมาถึงทุกวันนี้ แม้ผู้คนจะเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วกี่รอบก็ตาม.  

             ในยุคหลังพุทธกาล มนุษย์แสวงหาโชคลาภตามเส้นทางการค้าระหว่างเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งทำมาหากิน ของคนงานบรรทุกสินค้าขึ้นเรือขนาดใหญ่เดินทางไปสู่เอเซียใต้และโลกตะวันตก เมืองท่าต่าง ๆ จึงเป็นแหล่งทำมาหากินและสถานที่ืั้ผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ เนื่องจากเครื่องเทศจึงเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวเอเซียใต้ และชาวตะวันตก ทำให้ผู้คนแห่กันไปขายแรงงานที่นั่น เนื่องจากยังยากจน ขาดรายได้จากการหาเลี้ยงชีพและขาดต้นทุนของชีวิต โดยเฉพาะความรู้จากการคิดหาเหตุผลของตนเอง คนบางส่วนถูกขายไปเป็นทาส ต้องทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำ แต่ค่าจ้างผลตอบแทนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพได้ พวกเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะมีชีวิตสะดวกสบาย
       
           ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า คณะพระธรรมทูตสายต่างประเทศไปยังรัฐสุวรรณภูมินั้น ไปลงเรือบรรทุกสินค้าที่ท่าเรือพระพุทธเจ้า (Buddha Gharat) บนฝั่งแม่น้ำคงคา  ล่องเรือไปตามแม่น้ำคงคาไปสู่เมืองท่ากัลการ์ต้า (Kolkata) รัฐเวสเบงกอล และนั่งเรือสินค้าขนาดเล็กเลียบชายฝั่งตะวันออกไปสู่เมืองท่า Visakhapatnam ตอนกลางชมพูทวีป  ผ่านทะเลอันดามันไปยังเมืองสะเทิมซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยราชอาณาจักรมอญ เนื่องจากหลักฐานในพระไตรปิฎกได้บันทึกไว้ว่า พระพุทธศาสนามาเผยแผ่อาณาจักรมอญโบราณตั้งแต่สมัยของตปุสสะและภัทลิกะ พ่อค้าวานิชย์   ได้พระเกศาจากพระพุทธเจ้า คงเป็นไม่ได้ว่าพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระจะเดินธุดงค์มาเองทางตอนเหนือของประเทศพม่า. 

             ประเด็นที่ผู้เขียนสงสัย ในยุครัฐสุวรรณภูมิหมายรัฐไหน?     คงไม่ใช่อาณาจักรสยามอย่างแน่นอน    เพราะอาณาจักรสยามปัจจุบันนั้น  เริ่มสร้างประเทศเป็นอาณาจักรสยามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๘๐๐   สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน    และชาวสยามนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเพราะในช่วงประวัติศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๘ -๑๘๐๐ นั้น           เรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้หายไปจากอาณาจักรสยามเกือบ ๑๕๐๐ ปี   ปัญหาว่าดินแดนที่ตั้งของอาณาจักรสยามปัจจุบันนั้น    เคยเป็นที่ตั้งของรัฐใด ๆ มาก่อน เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา   ผู้เขียนชอบศึกษาเรื่องนี้ต่อไป จึงสอบสวนหาข้อเท็จจริง            และรวบรวมพยานหลักฐานในเรื่องนี้จากพงศาวดารของประเทศเพื่อนบ้าน     มาช่วยสนับสนุนการคิดหาเหตุผลของคำตอบ       เพื่อให้ได้หลักความรู้และความจริงเกี่ยวกับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สมเหตุสมผล       โดยไม่มีข้อโต้แย้งอื่นใดมาหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความมีอยู่ของพระพุทธศาสนาเถรวาท      ที่เผยแผ่ในดินแดนสุวรรณภูมิได้       
             
 ในช่วง ๑๕๐๐ ปีนั้นประวัติพระพุทธศาสนาส่วนนี้หายไปไหนแล้ว      ก่อนหน้านั้นมีดินแดนแถบอื่นไหมนอกจากอาณาจักรสยาม  ได้รับอิทธิพลแนวคิดทางพระพุทธศาสนาจากการเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยพระโสณะและพระอุตตร ที่ได้นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในสุวรรณภูมิ       ก่อนอาณาจักรสุโขทัยของประเทศสยามจะเกิดขึ้น     เหตุการณ์เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ  ยังไม่มีผู้เขียนเชิงวิเคราะห์ไว้เป็นผู้เขียนเอง   เมื่อเดินทางไปประเทศพม่าเกิดความสนใจในประเด็นต่าง ๆ  ที่ได้รับรู้จากไกด์ชาวพม่าได้อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพม่า ให้ฟังโดยเฉพาะการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชมาสู่ประเทศพม่า  เป็นการวิเคราะห์ไว้ น่าสนใจผู้เขียนจึงได้ตัดสินใจศึกษาเรื่องราวเหล่านี้เพิ่มเติม      เป็นการวิเคราะห์เชิงปรัชญา  น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษายุคใหม่ที่เน้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น        และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป   การวิเคราะห์ในแง่มุมของกาลเป็นเวลาเป็นหลักทำให้เราเข้าใจกระแสโลกกระแสธรรมได้เป็นอย่างดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์ย่อมทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจได้เป็นอย่างดีน่าจะเป็นประโยชน์ของการศึกษาพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี.

บทสรุปความสมเหตุสมผล :  เมื่อนำการวิเคราะห์เชิงเวลา (กาลเวลา) ประวัติศาสตร์ , คัมภีร์พระไตรปิฎก,  และสภาพภูมิศาสตร์จริงมาตัดกัน  แล้วให้ผลลัพธ์ที่ตรงกัน และอธิบายได้อย่างเป็นเอกภาพ  ปราศจากข้อขัดแย้งในข้อเท็จจริง ความรู้เรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก" จึงถือเป็นความรู้และความจริงที่สมเหตุสมผลตามเกณฑ์ตัดสินทางญาณวิทยา.  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ