The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

ปรัชญาพุทธภูมิ: เหตุผล คือ เครื่องมือของนักปรัชญา

Buddhaphumi philosophy: The reason is the tool of the philosopher.

คำสำคัญ   เหตุผล  เครื่องมือ  นักปรัชญา
สารบาญ  
๑.บทนำ ความเป็นมาของปัญหา
๒. เหตุผลคืออะไร
๓. เหตุผลในฐานะเป็นเครื่องมือ  
๔. เหตุผลและการตั้งคำถาม    
๕. เหตุผลและการวิเคราะห์
๖.เหตุผลและการโต้แย้ง
๗.ข้อจำกัดของเหตุผล
๘.บทสรุป  


๑.บทนำ 

              โดยทั่วไปแล้ว   ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้น มีโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ  โดยจิตวิญญาณหรือจิตใจปฏิสนธิขึ้นในครรภ์มารดา   ก่อให้เกิดมนุษย์คนใหม่  วิญญาณที่ถือกำเนิดในครรภ์มารดานั้น พัฒนาไปเป็นเวลาเป็นเวลาเก้าเดือน         หลังจากการเกิดและการดำรงชีวิต  มันก็ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายและจิตใจย่อมพึ่งพาซึ่งกันและกัน  กล่าวคือ จิตใจใช้อายตนะภายในร่างกาย เพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต และรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของจิตใจมนุษย์  เมื่อพวกเขารับรู้สิ่งใด  พวกเขาจะคิดบนพื้นฐานของสิ่งนั้น   หลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ  เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามปฏิภาณของพวกเขา โดยอาศัยเหตุผลและการคาดคะเนความจริงถึงเรื่องนั้น 

            เมื่อมนุษย์ มีข้อจำกัดโดยกำเนิดในอายตนะภายในและถูกครอบงำด้วยอคติเกิดจากความไม่รู้   ประสบกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความมืดมิด พวกเขาขาดความสามารถในการอธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล   พวกเขามักจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับความจริงของสถานการณ์ แม้ว่าบางคนจะทำตัวเป็นนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญา  การใช้เหตุผลของพวกเขา ก็อาจถูกบ้าง  อาจใช้เหตุผลผิดบ้าง อาจใช้เหตุผลในลักษณะเป็นอย่างนั้นบ้าง อาจใช้เหตุผลในลักษณะเป็นอย่างนี้บ้าง เมื่อเหตุผลเบื้องหลังของคำตอบนั้น คลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริง วิญญูชนจึงไม่ยอมรับเหตุผลของคำตอบของนักตรรกะ หรือนักปรัชญาเป็นความจริงและไม่เชื่อถือนักตรรกศาสตรืและนักปรัชญาที่จะเป็นพยานยืนยันความจริงได้  

           ตัวอย่างเช่น นักตรรกะและนักปรัชญาศึกษาความจริงว่าโลกเป็นดาวบริวารของดวงอาทิตย์ ?      เมื่อมนุษย์รับรู้ข้อเท็จจริงผ่านอายตนะภายในร่างกายและสั่งสมความรู้เหล่านั้น เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ   พวกเขาจึงเข้าใจว่าในโลกที่ตนอาศัยอยู่นั้น กลางวันและกลางคืน   พวกเขาคาดคะเนความจริงว่าโลกหมุนรอบแกนตัวเองและแต่ละภูมิภาคของโลกประสบกับฤดูกาลหลายฤดูในแต่ละปี เมื่อรับรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว   มนุษย์จะเก็บเรื่องราวของฤดูกาลเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในใจ จากนั้นพวกเขาก็ใช้หลักฐานทางอารมณ์ นี้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยการอนุมานความจริง  เพื่ออธิบายความจริง โดยใช้เหตุผลว่า โลกและดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีพลังงานของตัวเองและมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล เนื่องจากดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าโลก จึงมีแรงโน้มถ่วงมากกว่า จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ดวงอาทิตย์ดึงดูดโลกและดวงฤกษ์อื่น ๆ  ให้กลายเป็นดาวบริวาร แรงเหวี่ยงนี้ทำให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ส่งผลให้อุณหภูมิบนผิวโลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง  ๆ   บนโลกตลอดทั้งปีและอื่น ๆ อีกมากมาย   เป็นต้น 

              เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงแสวงหาสัจธรรมของชีวิต  พระองค์ทรงค้นพบมรรคมีองค์ ๘   ซึ่งเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น จากวัฏสงสาร    เมื่อพระองค์ตรัสรู้ว่า    ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากปัจจัยทางกายและจิตใจ โดยวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดา ปัจจัยทั้งสองนี้พึ่งพาอาศัยกัน ชีวิตมนุษย์ไม่อาจดำรงอยู่ได้  หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ หากมนุษย์ขาดปัจจัยทางร่างกายคือครรภ์มารดา  วิญญาณไม่สามารถปฏิสนธิวิญญาณได้     หากปราศจากวิญญาณ ร่างกายก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ในทางกลับกัน เหตุผลเป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่นักปรัชญาคิดสมมติขึ้น โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายที่มาของสิ่งต่าง  ๆ "  

๒. เหตุผลคืออะไร?  มีขอบเขตความรู้ของเหตุผลเป็นอย่างไร ?   

             โดยทั่วไป  จิตใจของมนุษย์มีศักยภาพตามธรรมชาติในการคิดเรียกว่า "จินตนาการ" หรือการสร้างภาพในจิตใจ  หลังจากที่มนุษย์รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ  และรวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นให้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจของตนเอง   อย่างไรก็ตาม ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงสอนว่านักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ มักแสดงความคิดเห็นหรือทัศนะในเรื่องต่าง ๆ โดยใช้ปฏิภาณของตนเองบนพื้นฐานเหตุผลหรือคาดคะเนความจริง เช่น แนวคิดเรื่องอัตตา, หรือธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ของโลก  แต่เหตุผลของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญานั้น บางครั้งอาจผิด บางครั้งอาจถูกต้อง  บางครั้งก็เป็นแบบนี้ บางครั้งก็เป็นแบบนั้น เมื่อคำตอบยังคลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงของเรื่องนั้น วิญญูชนได้ฟังอธิบายแล้ว พวกเขาก็อาจไม่ยอมรับบุคคลนั้นเป็นพยานยืนยันความจริงในเรื่องนั้นได้

        ปัญหาคือ "เหตุผล" คืออะไร ?  และเหตุผลมีความหมายว่าอย่างไร ? ตามพจนานุกรม Oxford Languages  คำว่า "เหตุผล" หมายถึงสาเหตุ คำอธิบายหรือข้ออ้างสนับสนุนการกระทำหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ      โดยทั่วไปแล้ว เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ    ที่เกิดขึ้นในชีวิตผ่านอายตนะภายในของเรา ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น กลางวันกลางคืน  ฤดูร้อน  ฤดูฝน   ฤดูหนาว  การเกิด  การแก่ชรา ความเจ็บป่วยและความตาย  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น   ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ  แล้วก็ดับสูญไป    พวกมันล้วนมีสาเหตุ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ   เมื่อมนุษย์รับรู้และเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในจิตใจในรูปแบบของหลักฐานอารมณ์  เขาใช้หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้  หรือคาดคะเนความจริง    เพื่อพิสูจน์ความจริงของสิ่งเหล่านั้น   พวกเขาใช้เหตุผล  ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของสิ่งเหล่านั้นอย่างมีตรรกะ  

ตัวอย่างเช่น
 
             สาเหตุของฤดูกาลบนโลกมนุษย์นั้น   มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าโลกและดวงอาทิตย์ต่างเป็นสสารที่มีพลังงานในตัวเอง และส่งพลังงานให้แก่กันและกัน ทำให้เกิดแรงดูดระหว่างกัน   เนื่องจากดวงอาทิตย์มีพลังงานมากกว่าจึงดึงดูดโลกไว้ ทำให้โลกกลายเป็นดาวบริวารและโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี  อย่างไรก็ตาม ระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์จะแตกต่างกันไปตามวงโคจร  ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิจากแสงแดดบนโลกในแต่ละช่วงเวลาความแตกต่างของอุณหภูมินี้ จึงเป็นสาเหตุของเกิดฤดูกาลบนโลกนอกจากนี้ แรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ยังทำให้โลกหมุนรอบแกนของตัวเอง   เนื่องจากโลกมีรูปทรงกลม  จึงได้รับแสงแดดจากด้านเดียว การหมุนอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้มีกลางวันและกลางคืน ๒๔ ชั่วโมงในแต่ละวัน 

          สาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสละชีวิตทางโลก เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว โดยทั่วไปแล้ว มนุษยชาติทุกคนมีข้อจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตผ่านอายตนะภายในและมักมีอคติเนื่องจากความไม่รู้  ความเกลียดชัง   ความกลัว และความรัก  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด   พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลได้

            ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้พบเห็นจัณฑาลต้องใช้ชีวิตในวัยชรา เจ็บป่วยและนอนตายอยู่ข้างถนน  เพราะถูกพระพรหมลงโทษ แต่พระองค์ทรงไม่เชื่อทันทีแต่พระองค์ทรงสงสัยไว้ก่อน จนกว่าพระองค์ทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ   สาเหตุมาจากเรื่อง "จัณฑาล" ถูกสังคมลงโทษด้วยการถูกตัดขาดจากสังคมเดิมตลอดชีวิต ต้องเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะและไม่สามารถกลับคืนสู่วรรณะเดิมได้ พวกเขาใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้าน ต้องแก่ เจ็บ และตายอยู่บนท้องถนน เมื่อพระองค์ทรงเห็นปัญหาของจัณฑาลก็เกิดจากปัจจัยในความเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะขึ้นมา  เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา 

              ระบบวรรณะกลายเป็นปัญหาทางสังคม  เมื่อคำสอนของพราหมณ์นั้นถูกบัญญัติเป็นกฎหมายวรรณะ เมื่อบังคับใช้แล้ว ก็นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง   เมื่อผู้คนไม่มีสิทธิสามารถมีความรักได้ตามที่ตนพอใจ และไม่มีสิทธิในความรักตามที่ตนปรารถนาใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนวรรณะอื่นหรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น จะถูกลงโทษโดยพระพรหมซึ่งเป็นโทษตามกฎหมายวรรณะว่าพรหมทัณฑ์ โดยทรงมอบอำนาจให้สังคมบังคับคดีไปตามพระพรหมทรงกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้านั้น ผ่านการประกอบพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เองเช่นเดียวกับพราหมณ์อารยัน หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงประกอบพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์ ถือว่าพระองค์ทรงเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรง  พระองค์เองก็ทรงถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะ   เป็นต้น 

          ในสมัยอินเดียโบราณ รัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ ได้ตรากฎหมายวรรณะ เพื่อประกาศบังคับใช้ให้ชาวสักกะปฏิบัติตาม การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้ปลดปล่อยชีวิตของผู้คนในอนุทวีปอินเดียจากความมืดมนที่ครอบงำชีวิตของพวกเขามาช้านาน  นั่นคือ ความเชื่อที่ว่า พระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์เอง และระบบวรรณะที่กำหนดหน้าที่ให้กับผู้เกิดมาในวรรณะนั้น ระบบวรรณะนี้ ได้นำสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  ทั่วทั้งอนุทวีปอินเดีย  เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะ และการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   เป็นต้น 
          
๓.บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา

           ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าชีวิตมนุษย์แบ่งออกเป็นห้าส่วน ตามคำสอนเรื่อง "ขันธ์๕"  ดังนี้  
           ๑."รูป"   หมายความว่า ร่างกายเป็นที่อยู่ของจิต   เมื่อชีวิตสิ้นสุดลง    จิตจะปล่อยร่างกายกลับสู่ธรรมชาติ ในขณะที่ดวงวิญญาณจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น 
  
            ๒.เวทนา (feeling) หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง         หากสัมผัสเป็นที่น่าพอใจ ความสุขก็เกิดขึ้น หากสัมผัสไม่น่าพอใจ   ความทุกข์ก็เกิดขึ้น   เป็นสภาวะของจิตใจมนุษย์ที่สื่อสารความปรารถนาไปยังผู้อื่น แสดงสิทธิและหน้าที่ เป็นต้น 

                ๓.สัญญา (perception) เป็นสภาวะของจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง            ทำให้สามารถจดจำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต      และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน   เก็บอารมณ์ของการกระทำต่าง ๆ  ไว้ในจิตใจของนั้น      มนุษย์สามารถดึงข้อมูลจากเหตุการณ์เหล่านี้ มาใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้  เป็นต้น
              
             ๔.สังขาร  คือ การกระทำของจิต (ปรุงแต่ง) ที่เกิดขึ้น      เมื่อหลักฐานทางอารมณ์สั่งสมอยู่ในจิต          จิตจะวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์นี้โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น     โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาในการอธิบายข้อเท็จจริงของคำตอบของเรื่องนั้น 
 
             .วิญญาณคือการรับรู้ของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อตา จมูก ลิ้น หู กายและจิตสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรือรับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ  และเก็บหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิต           อีกความหมายหนึ่ง คือ วิญญาณที่ออกจากร่างหลังความตายแล้ว วิญญาณจะเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น   เป็นต้น  
             
          ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง "ขันธ์ทั้งห้า"  ดังกล่าวมาข้างต้น เราสามารถอนุมานอย่างมีเหตุผลว่าชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ  โดยจิตวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดา พัฒนาเป็นทารกในครรภ์มารดา แล้วคลอดออกมา ดำรงชีวิตอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตายไป  ในช่วงมีชีวิตอยู่ ชีวิตเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการรับรู้ (ประสบการณ์ทางอายตนะภายใน) เกี่ยวข้องกับการรับข้อความและเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งจะถูกเก็บเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ  จากนั้นจิตใจจะวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์นี้     โดยอนุมานความรู้  เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น เช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามนักบวช ผู้ให้คำปรึกษาของวรรณะกษัตริย์    เกี่ยวข้องกับประวัติของพระพรหมและพระอิศวร แต่ไม่มีปุโรหิตคนใดสามารถตอบคำถามของพระองค์ได้    

               เมื่อพระพุทธศาสนาปฏิเสขการมีอยู่ของเทพเจ้า เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตรัสรู้ถึงกฏธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ที่เรียกว่า "กฎแห่งกรรม" กฎนี้ควบคุมการกระทำโดยเจตนาของมนุษย์    เมื่อเราทำสิ่งใด สิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะกลายเป็นอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ แม้ว่ามนุษย์จะมีศักยภาพในการคิดและใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบจากปัญหาในเรื่องนั้น  ๆ     แต่การใช้เหตุผลของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนคิดมากจนไม่สามารถตัดสินได้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุผล    ในขณะที่บางคนยอมรับสิ่งต่าง ๆ  โดยไม่มีเหตุผล       เพราะเชื่อว่าเป็นจริงโดยไม่สงสัยอะไร  จนกว่าพวกเขาจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน  แล้ววิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงในการตอบคำถามของเรื่องนั้น        เมื่อเราตัดสินใจยอมรับข้อเท็จจริงของการกระทำนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเท็จ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องสงสัยอีกต่อไป  

               ในขณะที่มนุษย์เป็นเจ้าของความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น    พระพุทธเจ้า  ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา ผู้ทรงสอนทั้งเทวดาและมนุษย์ ทรงอธิบายถึงกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์  รวมถึงวัฏจักรที่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเช่นกัน    เมื่อพระองค์ทรงพัฒนาศักยภาพในชีวิตจนถึงขั้นมีปัญญาญาณที่เหนือมนุษย์  พระองค์ทรงสามารถมองเห็นวิญญาณของมนุษย์ออกจากร่างไปพร้อมกับอารมณ์กรรมที่ติดตามไปสู่สวรรค์หรือนรก เป็นต้น นักปรัชญามีความรู้ในด้านปรัชญา  พวกเขาสนใจศึกษาปัญหาของความเป็นจริงของมนุษย์ โลก จักรวาลและเทพเจ้า เช่น เพลโต้ อริสโตเติล  เป็นต้น 

           แหล่งที่มาของความรู้ของมนุษย์ มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่เรียกว่า "ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์" กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มักเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อนักปรัชญารับรู้สิ่งใดแล้ว มักจะรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจของตนเอง เมื่อพวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับที่มาของสิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้นในจิตใจของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?   เพราะหลักฐานไม่เพียง  สิ่งนี้ย่อมนำไปสู่ความสงสัยเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ  โลก จักรวาล และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นต้น    หากเกิดความสงสัย พวกเขาก็จะแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม  ซึ่งก็คือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น เพื่อวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับคำตอบ 

                  ตามหลักปรัชญาและพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากผู้อื่น    เราไม่ควรเชื่อทันทีว่าเป็นความจริง          เราควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจของเรา      เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว      จิตจะวิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น    โดยใช้เหตุผล       อธิบายความจริงของคำตอบว่าจริงหรือเท็จ หากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไม่เพียงพอเนื่องจากองค์ประกอบของความจริงยังไม่ชัดเจนพอ  ความคิดเห็นที่เราได้ยินมาก็ยังคงน่าสงสัย  อย่่างไรก็ตาม นักปรัชญาชอบแสวงหาความรู้ในด้านนี้          โดยเชื่อว่าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ความจริง

               ตัวอย่างเช่น  เหตุการณ์หนึ่งเมื่อมือปืนกราดยิงผู้โดยสารเสียชีวิต ๕ รายที่สนามบินนานาชาติ  โดยผู้ก่อเหตุไม่ได้พูดอะไรเลยในขณะเกิดเหตุ  เมื่อผู้คนเห็นมือปืนยิงผู้โดยสาร  และเหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลายในความคิดเห็นของพวกเขาก็ไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น      ผู้คนต่างสงสัยถึงแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุในการยิงผู้โดยสาร        ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมหลักฐานจากที่เกิดเหตุ และสอบปากคำพยาน  เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความจริงเกี่ยวกับแรงจูงใจของมือปืนในการยิงผู้โดยสารที่สนามบินในครั้งนี้  

                ในการเขียนบทความเรื่อง "ปรัชญาพุทธภูมิ" นั้น  เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว       ก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริงทันที  ผู้เขียนจะสงสัยเสียก่อนจนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง     และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ     เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว  ก็จะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้   จากหลักฐานเอกสาร  พยานบุคคลและพยานวัตถุ    เพื่อหาเหตุผลเพื่อพิสูจน์ความจริง  หรืออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น อย่างสมเหตุสมผล  เป็นต้น

         ปัญหาว่า "เหตุผลคืออะไร? "ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔     "เหตุผล"      มีความหมายว่า เหตุ, เหตุปัจจัย และ ผล เป็นต้น เมื่อศึกษาคำหมายเพิ่มเติม จะพบคำว่า  เหตุ  คือสิ่งหรือเรื่องที่ก่อให้เกิดผล,   เค้ามูล,  เรื่อง   เป็นต้น ส่วนคำว่า "ผล"ตามพจนานุกรมของอ.เปลื้อง ณ นคร ได้ให้ความหมายว่า "สิ่งที่เกิดจากเหตุ"  เป็นต้นจากคำจำกัดความข้างต้นนั้น    ผู้เขียนตีความหมายได้ว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์      เมื่อมนุษย์ได้รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วและเก็บหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจแล้ว     พวกเขาก็จะใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้      หรือการคาดคะเนความจริงจากอารมณ์เหล่านั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น        โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นอย่างไรก็ตาม 

               เมื่อมนุษย์มีอายตนะภายในร่างกายมีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต      จึงการเกิดการรับรู้ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่เมื่อมีหลักฐานไม่เพียงพอ  จึงไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล ย่อมมีความสงสัยในสิ่งนั้นอย่างไรก็ตาม มนุษย์มีความเพียรในการแสวงหาความรู้             ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานมาวิเคราะห์อีกต่อไปเพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงในเรื่องนี้ต่อไปอย่างสมเหตุสมผล
  
                  แต่ธรรมชาติของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตมนุษย์ มักจะเป็นมายาคติ คือ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น    คงอยู่ชั่วเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ  แล้วค่อย ๆ หายไปจากขอบเขตการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์  ดังนั้นเมื่อมายาคติหายไปเพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์    ตัวอย่างเช่น  คำดูหมิ่นผู้อื่น       เมื่อคนนั้นส่งเสียงออกมา และหายไปในอากาศและอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์     เราจะบอกคนอื่นได้อย่างไรว่าผู้พูดมีอยู่จริง    แต่มนุษย์รู้ได้ด้วยการผัสสะของจิตมนุษย์ ผ่านทางหู ตา จมูก และลิ้นของมนุษย์ โดยธรรมชาติของจิตมนุษย์ชอบเก็บอารมณ์ทั้งหมดไว้กับตัวเองการยืนยันการมีอยู่ของการเหยียดหยามผู้อื่น     จำเป็นต้องพิสูจน์ความมีอยู่จริงตามข้อมูลของพยานเอกสาร    และพยานแวดล้อมมาวิเคราะห์เพื่อหาเหตุผลของคำตอบ      

               ปัญหากับความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์  เดิมที่ลัทธิพราหมณ์สอนให้ผู้คนเชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้ผู้คนทำงานตามวรรณะที่ตนเกิด     นอกจากนี้ปุโรหิตให้เหตุผลว่าปุโรหิตในรุ่นก่อน ๆ ก็เคยเห็นพระพรหมในแคว้นสักกะมาก่อน     แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยว่าหากพระพรหมสร้างมนุษย์จริง      ทำไมไม่สร้างมนุษย์ทุกคนมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ต้องแก่ชรา เจ็บป่วย และต้องตาย เช่นกัน      ทุกคน  ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในความมีอยู่จริงของพระพรหม    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในรัฐสักกะ แต่รัฐสภาศากยวงศ์ไม่เห็นชอบด้วย เพราะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดใช้ในการบริหารปกครองประเทศ เมื่อพระองค์ทรงสงสัยในเหตุผลของคำตอบออกบวช          เพื่อแสวงหาความรู้เพื่อสูจน์ความมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร  

  การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี ทรงค้นพบกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ว่า นอกจากร่างกายแล้ว    ชีวิตมนุษย์ยังมีวิญญาณเป็นส่วนประกอบของชีวิตด้วยธรรมชาติจิตอยู่ในร่างกายและใช้อายตนะภายในร่างกายรับรู้เรื่องราวของอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์เมื่อชีวิตรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็จะเก็บหลักฐานเป็นอารมณ์อยู่ในจิตใจ จากนั้น วิญญาณก็จะสงสัยว่าสิ่งที่ผ่านเข้ามาคืออะไร ?  มีลักษณะเป็นอย่างไร ?     แล้วจิตจะใช้หลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้น เป็นข้อมูลในวิเคราะห์ในการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง โดยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา อธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล  แล้วคำตอบนั้น ก็กลายเป็นความรู้ที่เป็นความจริงสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณผู้นั้น กลายเป็นสัญญาของผู้นั้นระลึกถึงความรู้นั้นได้ตลอดเวลา     และสามารถนำความรู้ไปนึกคิดใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ เพื่อสร้างงานเป็นสินค้าของบริการได้    

            โดยธรรมชาติของมนุษย์ชอบมีอคติ จึงคาดคะเนความคิดของผู้นั้นไม่ได้  เพราะจิตใจไม่มั่นคง  และหวั่นไหวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งนี้เพราะจิตใจของพวกเขามักมีความกลัว  ความรัก  ความโกรธ  และความเกลียดชัง ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ เมื่อเกิดความคิดลำเอียงเกิดขึ้นมักจะทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นความรู้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสมเหตุสมผลยังมีเหตุผลของคำตอบมีข้อพิรุธน่าสงสัยรับฟังได้น้อย ตัวอย่างเช่น  ก่อนพุทธกาลนั้น มนุษย์ยังไม่ก้าวหน้าในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จึงไม่รู้จักวิธีสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้มนุษย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากพยานวัตถุ (physical evidence)พยานเอกสาร  พยานบุคคล  และพยานเพิ่มเติมเรียกว่า "นิติวิทยาศาสตร์" (forensic science) ที่ใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้น   

      ส่วนในพระพุทธศาสนาก็มีการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้าขึ้นมา เมื่อมีการนำความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ไปบัญญัติกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี เพราะไม่ว่าวิชาการพระพุทธศาสนา หรือวิทยาศาสตร์ต่างก็มีที่มาของความรู้จากมนุษย์ทั้งสิ้น ตามกฎธรรมชาติของมนุษย์นอกจากมีร่างกายแล้ว ยังมีจิตเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดชีวิตมนุษย์ขึ้นมาแล้ว ถูกมนุษย์ด้วยกันสมมติชื่อนั่นนามสกุลนั้น เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ตามกฎธรรมชาติจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นผู้ใช้ร่างกายตนเองน้อมรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่จรเข้ามาสู่ชีวิตตนผ่านส่วนประกอบร่างกายเรียกว่า "อินทรีย์ ๖"  แล้ว เมื่อรับรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วจิตมนุษย์ชอบปรุงแต่ง คิดสงสัยในสิ่งนั้น   ก็วิเคราะห์ข้อมูลหาเหตุผลของคำตอบจากสิ่งที่รับรู้นั้น เมื่อวิเคราะห์หาข้อมูลหลายครั้งจนเกิดความมั่นใจเพราะวิเคราะห์ข้อมูลติดต่อกันหลายครั้งแล้ว     ได้เหตุผลของคำตอบอย่างเดียวกัน ก็กลายเป็นความรู้ที่เป็นความจริงปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลของความจริงอีกต่อไป 
 
              ดังนั้นเหตุผลของการวิเคราะห์ของมนุษย์ จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญทางปรัชญา  ทำให้มนุษย์เข้าถึงความจริงของชีวิต ที่มนุษย์สงสัยได้การคิดหาเหตุผลของคำตอบนั้น จิตจะวิเคราะห์ข้อมูลต่าง  ๆ หาเหตุผลของคำตอบจากพยานบุคคล  พยานเอกสาร พยานวัตถุ สิ่งที่ตนรับรู้ในระดับปฐมภูมิแล้ว    แต่ยังมีเหตุผลน่าสงสัยอยู่และหาเหตุผลของคำตอบยังมิได้ และจากนั้นก็พิจารณาแล้วก็คิดหาเหตุผลจากสิ่งแวดล้อมเรียกว่า "พยานทุติยภูมิ" เพื่อได้ความรู้และความจริงของคำตอบปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลของสิ่งนั้นอีกต่อไป 

            แม้จิตมนุษย์นอกจากรับรู้ผ่านอินทรีย์ ๖ แล้ว ชอบคิดหาเหตุผลของคำตอบจนมั่นใจในเหตุผลของคำตอบนั้นว่า เป็นความรู้และความจริงที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินสมเหตุสมผลแล้วปราศจากข้อสงสัยแล้วถือว่าเป็นความรู้ในเรื่องนั้น   นอกจากนี้ธรรมชาติของจิตของมนุษย์นอกจากคิดหาเหตุผลของคำตอบในสิ่งที่มาผัสสะว่าคืออะไร ? และมีลักษณะอย่างไรแล้ว  จิตมนุษย์ยังมีลักษณะตามธรรมชาติ กล่าวคือชอบน้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างมาเก็บ (จดจำ) ไว้ในจิตวิญญาณของตนเอง  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตนรับรู้ เป็นสิ่งที่ตนสงสัยก็ดี   ทุกสิ่งที่ตนคิดและสิ่งที่ตนแสดงเจตนาทำลงไปก็ดี  จดจำทุกสิ่งที่ผัสสะเข้ามาไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นกรรมดีก็ดี สิ่งนั้นเป็นกรรมชั่วก็ดี เก็บไว้ให้ตนมีชีวิตที่สุขและที่ทุกข์ก็ตาม  แต่สิ่งที่ตนคิดจากสิ่งที่ผัสสะอาจคิดผิดและคิดถูกก็ได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ ไม่ว่ามนุษย์จะคิดหาเหตุผลของคำตอบเป็นอย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนต้องการความจริงของคำตอบเท่านั้น แม้จะมิใช่คำตอบที่ตนต้องการ ก็ตามคงรู้สึกเบื่อหน่ายจะยื้อสิ่งต่างไว้เพราะมองไม่เป็นประโยชน์ที่จะได้จากสิ่งนั้น 

         คำว่า "ปรัชญา" ตามนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า วิชาที่เกี่ยวกับหลักของความรู้และความจริง คำว่า "วิชา"  แปลว่า ความรู้ คือ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกฝน เป็นต้น  ส่วนคำว่า "หลัก" ได้นิยามว่า "สาระสำคัญที่มั่นคง"  คำว่า "ความรู้ " นิยามว่า สิ่งที่ได้จากการสั่งสมจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า และประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะเช่น ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ , สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติเป็นต้น ส่วนคำว่า "ความจริง" นั้นคือ "เรื่องจริง 

             จากคำจำกัดความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น      เราตีความหมายของปรัชญาว่าคือความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับแก่นแท้ของสิ่งต่าง ๆ       ที่มนุษย์สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเอง จากการศึกษา  ค้นคว้า  และประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถทางปฏิบัติและทักษะทางปฏิบัติ กิจกรรมต่าง   ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต และเป็นความจริงซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งอื่นได้

           อย่างไรก็ตาม ความรู้ของปรัชญานั้น เกิดขึ้นเมื่อนักปรัชญารับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตของเขาจะสงสัย (คิด) เกี่ยวกับสิ่งนั้น  คำว่า "สงสัย" ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔ นั้น  ให้คำจำกัดความว่า คือไม่แน่ในข้อเท็จจริง ทราบไม่ได้แน่ชัดและเอาแน่ไม่ได้ เป็นต้น  กล่าวคือ เมื่อจิตมนุษย์รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในจิตใจของตน ก็จะคิดโดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริง ของสิ่งนั้น แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนเพราะไม่แน่ใจในข้อเท็จจริงนั้น โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมีแก่นสารอะไร นักปรัชญาก็รักจะแสวงหาความรู้ในเรื่องนั้นก็จศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ตัวอย่างเช่น  เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงนึกถึงความตายของมนุษย์ พระองค์ทรงสงสัยว่ามนุษย์ได้ตายแล้วสูญไปหรือมนุษย์ตายแล้วไม่สูญไป ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความจริงของชีวิตมนุษย์  

             ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของความรู้ของมนุษย์  ความรู้จะต้องรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์เท่านั้น        เมื่อจิตของมนุษย์รับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะเก็บอารมณ์จากเรื่องราวต่าง ๆ  ไว้ในจิตใจเท่านั้น       แต่ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์นั้น ไม่เพียงแต่รับรู้และเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น     จิตใจของมนุษย์ยังต้องวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์โดยการอนุมานความรู้  หาเหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น  ๆ อย่างไรก็ตาม ความจริงของคำตอบนั้นยังไม่ชัดเจนเพียงพอ       เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ เพราะมนุษย์มีการรับรู้ที่จำกัดและมีอคติต่อผู้อื่น     ไม่สามารถรับฟังได้อย่างมั่นใจ และยังสงสัยในข้อเท็จจริงอีกต่อไป  

             ส่วนสาขาอื่น ๆ  เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   นักวิชาการในสาขานั้นไม่ควรเชื่อทันที่และควรสงสัยไว้ก่อน   จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ    และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้    เพื่อหาเหตุผลในการพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น  แต่แนวคิดทางปรัชญาไม่ใช่การคิดตามอารมณ์โดยไม่มีจุดประสงค์เพื่ออยากรู้เท่านั้น      นักปรัชญายังต้องการความรู้ที่ได้จากการคิดอย่างมีเหตุผลโดยไม่สงสัยความจริงนั้น     การกำหนดจุดยืนทางปรัชญาเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาความจริงทางปรัชญา  

            กล่าวคือเมื่อมนุษย์รับรู้เรื่องใดเรื่่องหนึ่งแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อทันทีว่าเป็นความจริง     ควรสงสัยข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นเสียก่่อน  จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน    เมื่อหลักฐานเพียงพอแล้วก็จะทำการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐาน       เพื่อหาเหตุผลอธิบายและพิสูจน์ความจริงของคำตอบเรื่องนั้น   และคำตอบนั้นจะต้องมีความสมเหตุสมผล     แม้จะมีเหตุผลอื่น  ๆ     ที่สามารถยกมาโต้แย้งกับหลักฐานความจริงของชีวิตได้ แต่ไม่มีน้ำหนักของเหตุผลเพียงพอที่จะหักล้างคำตอบที่มีอยู่ 

              ตัวอย่างเช่น       แนวคิดเกี่ยวกับความจริงของชีวิตว่าชีวิตสิ้นสุดลงเมื่อตายไปหรือไม่  นักปรัชญาแต่ละคนก็ให้เหตุผลที่แตกต่างกันไปสำหรับคำตอบตามภูมิปัญญาของแต่ละคน เช่น  สำนักปูรณะกัสสปะที่ให้เหตุผลในการตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ว่า          ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ       ธรรมชาติของวิญญาณมนุษย์นิ่งและไม่ทำอะไรเลย       ในขณะร่างกายมนุษย์ทำงานเพราะฉะนั้นจิตจึงไม่รับผิดชอบต่อความดีความชั่วที่ร่างกายทำไว้ จึงว่าไม่มีบุญไม่มีบาป  ทำดีจะไม่เกิดผลดี   การทำชั่วจะไม่เกิดผลชั่วการทำด้วยตนเองก็ หรือให้ผู้อื่นทำจะไม่เกิดผลใด  ๆ  การกระทำใด ๆ ที่ทำดีหรือไม่ดีก็เท่ากับไม่ทำ บุญหรือบาปจะไม่เกิดขึ้นตามเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น  

              ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า กระบวนการพิจารณาความจริงเพื่อหาเหตุผล   มาอธิบายความจริงแห่งคำตอบเรื่องชีวิตของนิกายนี้   เป็นความรู้ปราศจากตรรกะ  ยังคงสงสัยความจริงของกรรมที่ได้ทำไว้ เพราะเป็นความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสเท่านั้น  และใช้คิดหาเหตุผลว่ากรรมที่ได้ทำไปแล้ว    ไม่มีผลของการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาป  ทำดีอย่างไรก็ไม่ดี    ทำชั่วก็ไม่ชั่ว  กรรมที่ทำไว้เองหรือให้ผู้อื่นทำก็ไม่เกิดผลของกรรมใด  ๆ เลย     จึงมิใช่ความรู้ที่ได้มาจากผลของการพัฒนาศักยภาพของชีวิตหรือนำมาปฏิบัติใช้      

               ดังนั้นคำตอบของความจริงเรื่อง "ชีวิต" ของสำนักนี้ก็คือ  เชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วย่อมดับไป  เพราะกรรมไม่มีผลนั้น      เนื่องจากศาสดาของสำนักนี้ยังไม่รู้จักวิธีพัฒนาศักยภาพของชีวิต       ด้วยหลักปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘      จึงไม่มีญาณทิพย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง  จะมองเห็นด้วยตาทิพย์ว่า     เมื่อมนุษย์ทุกคนตายต้องรับผลของกรรมของตนเองในภพอื่นเมื่อใครกระทำกรรมที่เป็นกายทุจริต   วจีทุจริตและมโนทุจริตแล้ว     ก็ต้องไปชดใช้กรรมในทุคติภูมิ  ส่วนใครกระทำกรรมที่เป็นกายสุจริต  วจีสุจริต และมโนสุจริตแล้ว        ก็ต้องไปเสวยสุขในสุคติภูมิ เป็นต้น 

                 ส่วนพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติโดยใช้ความรู้  ตามแนวทางอริยมรรคมีองค์ ๘   มาพัฒนาศักยภาพชีวิตให้บรรลุถึงระดับความรู้คือ อภิญญา ๖       มีตาทิพย์มองเห็นวิญญาณของสัตว์น้อยใหญ่ออกจากร่างไปเเกิดในภพภูมิอื่น       ตามการกระทำของตนเอง    ใครทำกรรมชั่วเป็นอารมณ์ไว้ในจิตของตน ย่อมไปเกิดในนรก เป็นต้น   ผู้ใดทำกรรมดีเป็นอารมณ์ไว้ในจิตย่อมไปเกิดที่ดี   เป็นต้น 

               ด้วยเหตุผลนี้ ปัญหาความจริงของเหตุผลจึงเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา        เพราะนักปรัชญาใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของความรู้ในระดับประสาทสัมผัสของมนุษย์  เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ   ก็จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้    เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคำตอบโดยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น    เป็นต้น     ส่วนความรู้อีกประเภทหนึ่งคือความรู้ที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์  แม้ว่ามนุษย์จะไม่สามารถรับรู้โดยตรงผ่านประสาทสัมผัสได้       ยกเว้นมนุษย์ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนแล้วเท่านั้น จึงจะเข้าถึงความจริงในเรื่องนี้ได้และสามารถใช้เหตุผลอธิบาย   ถึงความมีอยู่ของความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้     

              อย่างไรก็ตาม มนุษย์สามารถตัดสินว่าความรู้นั้นจริงหรือเท็จ  ได้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานในพยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานบุคคลได้      หรือการคาดคะเนความจริงตามหลักเหตุผลเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น  ๆ       โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการยืนยันความจริงของคำตอบและไม่มีข้อสงสัยในเหตุผลของคำตอบอีกต่อไป       ถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้นได้       ส่วนกระบวนการวิเคราะห์ด้วยการนำข้อมูลจากพยานหลักฐานหลายชิ้นมา เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากพยานหลักฐานเพื่อหาเหตุผลของคำตอบโดยนักคิดนักวิจัย นักทดลองหลายคน    จนเกิดความรู้และความจริงของคำตอบในสิ่งที่ตนสงสัยนั้นได้การคิดวิเคราะห์ต้องมีกระบวนการ     และผ่านเกณฑ์การตัดสินที่สมเหตุสมผล   แต่เมื่อใดก็ตามมนุษย์สร้างเครื่องมือขึ้นมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลนั้น  เพื่อหาเหตุผลของคำตอบนั้นวิชาการในเรื่องนั้น จำเป็นต้องแยกตัวออกไปสร้างสาขาวิชาสมัยใหม่ขึ้น     ทำให้โลกเกิดวิทยาการต่างๆ มากมายหลายวิชาด้วยกัน แม้จะแยกตัวออกไปอย่างไรก็ตามวิชาการสมัยใหม่เหล่านั้น  การคิดหาเหตุผลของคำตอบนั้นยังคงใช้มนุษย์คงใช้จิตตนเป็นผู้อ่านข้อมูลเสมอ           แม้จะเป็นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ก็ตาม       เพราะผลของการวิเคราะห์ได้ค่าที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง เป็นเรื่องของมนุษย์จะนำผลการวิเคราะห์นั้น ไปนึกคิดไปใช้ประโยชน์ในทางใดต่อไป สุดแล้วกำลังสติปัญญาของมนุษย์แต่ละคน    

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ