The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บทนำสู่เรื่่องเหตุผลคือเครื่องมือของนักปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ:

"บทนำสู่เรื่อง"เหตุผลคือเครื่องมือของนักปรัชญา" ในปรัชญาพุทธภูมิ

Intruduction to  the Reason  is a   Tool of the philosopher ?

คำสำคัญ   เหตุผล  (Reason)    เครื่องมือ (Tool)   นักปรัชญา (Philosopher)  ปรัชญาพุทธภูมิ  (BuddhaBhumi Philosophy)


สารบาญ  
๑.บทนำ ความเป็นมาของปัญหา
๒. เหตุผลคืออะไร
๓. เหตุผลในฐานะเครื่องมือ  
๔. เหตุผลและการตั้งคำถาม    
๕. เหตุผลและการวิเคราะห์
๖.เหตุผลและการโต้แย้ง
๗.ข้อจำกัดของเหตุผล
๘.บทสรุป  



๑.บทนำ  

              ในขอบข่ายของปรัชญา  โดยเฉพาะ "ปรัชญาพุทธภูมิ "(Buddhabhumi Philosophy) นั้น "เหตุผล"  มิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสิ่งอธิบายความคิดของมนุษย์ท่านั้นหรือกฎเกณฑ์ทางตรรกศาสตร์ที่ใช้โต้แย้งเพื่อเอาชนะกันด้วยวาทะกรรม  หากแต่เป็น "เครื่องมือสำคัญในการกะเทาะเปลือกความจริง" เพื่อนำพาจิตข้ามวิญญาณของมนุษย์ให้ข้ามพ้นความไม่รู้(อวิชชา)ไปสู่ความรู้แจ้งที่แท้จริง (ปัญญา)  

หากพิจารณาหลักพุทธธรรม  ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ คือ การรวมตัวของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจอย่างไม่อาจแยกขาดจากกัน จิตต้องอาศัยอายตนะภายในร่างกาย  เพื่อผูกสัมพันธ์และรับรู้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนโลกแล้วจึงบันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์และประสบการณ์  อย่างไรก็ตาม ปุถุชนทั่วไปมักมีข้อจำกัดในการรับรู้และมักตกอยู่ภายใต้อคติอันเกิดจากความไม่รู้ ความกลัว ความรักหรือความเกลียดชัง   ส่งผลให้วิถีชีวิตถูกครอบงำด้วยความมืดมิด ไม่สามารถอธิบายความจริงแท้ของโลกได้อย่างเป็นระบบ 

นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในยุคก่อนพุทธกาลจึงมักติดหล่มกับการคาดคะเน   การแสดงปฏิภาณไหวพริบส่วนตนหรือการตีความตามอารมณ์ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่คลุมเครือ และแปรเปลี่ยนไปตามบริบท ด้วยเหตุนี้ วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงไม่อาจยอมรับได้ว่าเหตุผลที่เลือนลอยเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงสูงสุดได้

ในการแสวงสัจธรรมของพระโพธิสัตว์ การใช้เหตุผลจึงถูกยกระดับขึ้นเป็นเครื่องมือวิพากษ์ (Critical Thinking) เพื่อทำลายความเชื่อที่ไร้พยานหลักฐานยืนยันความจริง  ดังจะเห็นได้จากกระบวนการสืบค้นความจริง  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเผชิญกับปัญหาระบบวรรณะอันโหดร้ายของชาวจัณฑาล   ซึ่งกลุ่มผู้นำทางศาสนาพยายามสร้างความชอบธรรมผ่านทฤษฎีเทวลิขิต (เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และแบ่งวรรณะ)   พระองค์ทรงตั้งคำถามเชิงลึกซักไซจนพบความไม่มีอยู่จริงของข้ออ้างเหล่านั้น ทรงใช้เหตุผลเชิงประจักษ์ควบคู่กับ "จินตนาภาพเชิงปัญญา"  มองเห็นสังคมที่มีความเท่าเทียม ทรงกล้าที่จะฉีกกรอบกฎหมายวรรณะและคตินิยมเดิม      เพื่อแสวงหาหนทางปฏิรูปวิถีชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง       จนนำไปสู่การค้นพบธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ "อิทัปปัจจยตา" และ "อริยมรรคมีองค์ ๘" ในที่สุด 

๒.เหตุผลคืออะไร ?

คำว่า "เหตุผล" ตามพจนานุกรม Oxford Languages หมายถึง สาเหตุ คำอธิบาย หรือ ข้ออ้างสนับสนุนการกระทำ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ส่วนตามพจนานุกรมพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายว่า เหตุ, เหตุปัจจัยและผล โดย "เหตุ" คือสิ่งที่ก่อให้เกิดผล ส่วนผลคือสิ่งที่เกิดมาจากเหตุ   

เมื่อพิจารณาในเชิงปรัชญา มนุษย์รับรู้สิ่งต่าง ๆ   ผ่านอายตนะภายในไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น กลางวัน - กลางคืน,  ฤดูร้อน  ฤดูฝน   ฤดูหนาว  หรือสัจธรรมของชีวิตได้แก่  การเกิด  การแก่ชรา ความเจ็บป่วยและความตาย  สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้น   ดำรงอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับสูญไป    โดยมีเหตุปัจจัยรองรับอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อมนุษย์รับรู้และสั่งสมข้อมูลเหล่านี้ไว้ในจิตใจเป็น "หลักฐานทางอารมณ์และประสบการณ์"   มนุษย์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ โดยกระบวนการอนุมานความรู้ และคาดคะเนความจริงโดยใช้ "เหตุผล"  เป็นเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้นอย่างมีตรรกะ  

ตัวอย่างเช่น
 
             สาเหตุการเกิดฤดูกาลบนโลกมนุษย์นั้น ประมาน ๔ ฤดูด้วยกัน คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูใบไม้ร่วง  เกิดจากการที่โลกและดวงอาทิตย์ต่างเป็นสสารที่มีพลังงานในตัวเอง และแรงโน้มถ่วง เนื่องจากดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่า  จึงดึงดูดโลกให้เป็นดาวบริวารและโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี  อย่างไรก็ตาม ระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามวงโคจร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิจากแสงแดดบนโลก กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ  ขณะเดียวกัน  แรงหมุนรอบตัวเองเกิดปรากฏการณ์กลางวันและกลางคืน ๒๔ สลับกันไป 

          สาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสละชีวิตทางโลก เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว โดยทั่วไปแล้ว มนุษยชาติทุกคนมีข้อจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตผ่านอายตนะภายในและมักมีอคติเนื่องจากความไม่รู้  ความเกลียดชัง   ความกลัว และความรัก  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด   พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลได้

            ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้พบเห็นจัณฑาลต้องใช้ชีวิตในวัยชรา เจ็บป่วยและนอนตายอยู่ข้างถนน  เพราะถูกพระพรหมลงโทษ แต่พระองค์ทรงไม่เชื่อทันทีแต่พระองค์ทรงสงสัยไว้ก่อน จนกว่าพระองค์ทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ   สาเหตุมาจากเรื่อง "จัณฑาล" ถูกสังคมลงโทษด้วยการถูกตัดขาดจากสังคมเดิมตลอดชีวิต ต้องเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะและไม่สามารถกลับคืนสู่วรรณะเดิมได้ พวกเขาใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้าน ต้องแก่ เจ็บ และตายอยู่บนท้องถนน เมื่อพระองค์ทรงเห็นปัญหาของจัณฑาลก็เกิดจากปัจจัยในความเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะขึ้นมา  เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา 

              ระบบวรรณะกลายเป็นปัญหาทางสังคม  เมื่อคำสอนของพราหมณ์นั้นถูกบัญญัติเป็นกฎหมายวรรณะ เมื่อบังคับใช้แล้ว ก็นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง   เมื่อผู้คนไม่มีสิทธิสามารถมีความรักได้ตามที่ตนพอใจ และไม่มีสิทธิในความรักตามที่ตนปรารถนาใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนวรรณะอื่นหรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น จะถูกลงโทษโดยพระพรหมซึ่งเป็นโทษตามกฎหมายวรรณะว่าพรหมทัณฑ์ โดยทรงมอบอำนาจให้สังคมบังคับคดีไปตามพระพรหมทรงกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้านั้น ผ่านการประกอบพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เองเช่นเดียวกับพราหมณ์อารยัน หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงประกอบพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์ ถือว่าพระองค์ทรงเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรง  พระองค์เองก็ทรงถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะ   เป็นต้น 

          ในสมัยอินเดียโบราณ รัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ ได้ตรากฎหมายวรรณะ เพื่อประกาศบังคับใช้ให้ชาวสักกะปฏิบัติตาม การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้ปลดปล่อยชีวิตของผู้คนในอนุทวีปอินเดียจากความมืดมนที่ครอบงำชีวิตของพวกเขามาช้านาน นั่นคือ ความเชื่อที่ว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์เอง และระบบวรรณะที่กำหนดหน้าที่ให้กับผู้เกิดมาในวรรณะนั้น ระบบวรรณะนี้ ได้นำสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  ทั่วทั้งอนุทวีปอินเดีย  เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะและการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   เป็นต้น 
          
๓. เหตุผลในฐานะเครื่องมือ 

  ๓.๑เครื่องมือทำลาย"ความเชื่อที่ไร้รากฐาน"(CriticalThinking) ในยุคพุทธกาล  สังคมอินเดียถูกครอบงำด้วยแนวคิดสุดโด่ง ๒ สาย คือ ปุพเพกตเหตุวาท (ความเชื่อทุกอย่างเกิดจากกรรมเก่า หรือ พรหมลิขิตที่ไม่สามารถแก้ไขได้)และ อเหตุวาท (เชื่อว่าทุกอย่างเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย) นักปรัชญาพุทธภูมิใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือวิพากษ์ เพื่อสลายความเชื่อเหล่านั้น  โดยเน้นย้ำ ๒ ประการคือ  
  • การไม่จำนนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดย เหตุผลช่วยให้มนุษย์เลิกอ้อนวอนร้องขอต่อพระพรหมหรือเทพเจ้าอื่น  ๆ  หรือสิ่งเร้นลับแล้วหันมามองปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ตามความเป็นจริง 
  • หลักกาลามสูตร โดย เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของการใช้เหตุผลวิพากษ์ พระพุทธเจ้าทรงสอนมิให้เชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา ทำตามกันมา หรือเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์  และการพิสูจน์เชิงประจักษ์ภายในจิตใจตนเองเป็นเครื่องตัดสิน
                 กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้น มีโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ  โดยจิตวิญญาณหรือจิตใจปฏิสนธิขึ้นในครรภ์มารดา   ก่อให้เกิดมนุษย์คนใหม่  วิญญาณที่ถือกำเนิดในครรภ์มารดานั้น พัฒนาไปเป็นเวลาเป็นเวลาเก้าเดือน         หลังจากการเกิดและการดำรงชีวิต  มันก็ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายและจิตใจย่อมพึ่งพาซึ่งกันและกัน  กล่าวคือ จิตใจใช้อายตนะภายในร่างกาย เพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต และรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของจิตใจมนุษย์  เมื่อพวกเขารับรู้สิ่งใด  พวกเขาจะคิดบนพื้นฐานของสิ่งนั้น   หลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ  เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามปฏิภาณของพวกเขา โดยอาศัยเหตุผลและการคาดคะเนความจริงถึงเรื่องนั้น เมื่อมนุษย์ มีข้อจำกัดโดยกำเนิดในอายตนะภายในและถูกครอบงำด้วยอคติเกิดจากความไม่รู้   ประสบกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความมืดมิด พวกเขาขาดความสามารถในการอธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล   พวกเขามักจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับความจริงของสถานการณ์ แม้ว่าบางคนจะทำตัวเป็นนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญา  การใช้เหตุผลของพวกเขา ก็อาจถูกบ้าง  อาจใช้เหตุผลผิดบ้าง อาจใช้เหตุผลในลักษณะเป็นอย่างนั้นบ้าง อาจใช้เหตุผลในลักษณะเป็นอย่างนี้บ้าง เมื่อเหตุผลเบื้องหลังของคำตอบนั้น คลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริง วิญญูชนจึงไม่ยอมรับเหตุผลของคำตอบของนักตรรกะ หรือนักปรัชญาเป็นความจริงและไม่เชื่อถือนักตรรกศาสตรืและนักปรัชญาที่จะเป็นพยานยืนยันความจริงได้  

           ตัวอย่างเช่น นักตรรกะและนักปรัชญาศึกษาความจริงว่าโลกเป็นดาวบริวารของดวงอาทิตย์ ?      เมื่อมนุษย์รับรู้ข้อเท็จจริงผ่านอายตนะภายในร่างกายและสั่งสมความรู้เหล่านั้น เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ   พวกเขาจึงเข้าใจว่าในโลกที่ตนอาศัยอยู่นั้น กลางวันและกลางคืน   พวกเขาคาดคะเนความจริงว่าโลกหมุนรอบแกนตัวเองและแต่ละภูมิภาคของโลกประสบกับฤดูกาลหลายฤดูในแต่ละปี เมื่อรับรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว   มนุษย์จะเก็บเรื่องราวของฤดูกาลเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในใจ จากนั้นพวกเขาก็ใช้หลักฐานทางอารมณ์ นี้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยการอนุมานความจริง  เพื่ออธิบายความจริง โดยใช้เหตุผลว่า โลกและดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีพลังงานของตัวเองและมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล เนื่องจากดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าโลก จึงมีแรงโน้มถ่วงมากกว่า จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ดวงอาทิตย์ดึงดูดโลกและดวงฤกษ์อื่น ๆ  ให้กลายเป็นดาวบริวาร แรงเหวี่ยงนี้ทำให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ส่งผลให้อุณหภูมิบนผิวโลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง  ๆ   บนโลกตลอดทั้งปีและอื่น ๆ อีกมากมาย   เป็นต้น 

              เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงแสวงหาสัจธรรมของชีวิต  พระองค์ทรงค้นพบมรรคมีองค์ ๘   ซึ่งเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น จากวัฏสงสาร    เมื่อพระองค์ตรัสรู้ว่า    ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากปัจจัยทางกายและจิตใจ โดยวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดา ปัจจัยทั้งสองนี้พึ่งพาอาศัยกัน ชีวิตมนุษย์ไม่อาจดำรงอยู่ได้  หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ หากมนุษย์ขาดปัจจัยทางร่างกายคือครรภ์มารดา  วิญญาณไม่สามารถปฏิสนธิวิญญาณได้     หากปราศจากวิญญาณ ร่างกายก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ในทางกลับกัน เหตุผลเป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่นักปรัชญาคิดสมมติขึ้น โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายที่มาของสิ่งต่าง  ๆ "  

     ๓.๒ เครื่องมืออธิบาย"กฎธรรมชาติ"(The Logic of Idappaccayata)


เดิมที่ลัทธิพราหมณ์สั่งสอนให้ผู้คนเชื่อว่า พระพรหมสร้างมนุษย์และระบบวรรณะ เพื่อให้ทุกคนรับใช้หน้าที่ตามกำเนิด โดยอ้างว่าปุโรหิตในยุคก่อนเคยได้พบเห็นพระพรหม แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งข้อสงสัยว่าหากพระพรหมสร้ามนุษย์จริง เหตุใดจึงไม่สร้างให้ทุกคนเป็นอมตะ เหตุใดจึงยังต้องแก่ เจ็บ ตายเหมือนกันหมด ?

เมื่อทรงเผชิญกับภาพจัณฑาล ผู้ชรา ผู้เจ็บป่วยและนอนตายอยู่ข้างถนนอย่างน่าอนาถ    พระองค์ไม่ได้ยอมรับคำอธิบายทางศาสนาเดิมว่า "เป็นเพราะพรหมลงโทษ"  แต่ทรงใช้เหตุผลสืบค้นจนพบว่าปัญหาของชาวจัณฑาลเกิดสร้าง "โครงสร้างทสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง" ผ่านกฎหมายวรรณะอันไม่ชอบธรรม (อธรรม) ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานการตัดขาดผู้คนออกจากสังคม และปฏิเสธสิทธิในการมีความรัก และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี    จึงส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานขึ้นบนโลกมนุษย์  ไม่ใช่เรื่องเทวลิขิตแต่อย่างใด 

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นการปลดล่อยมนุษยชาติออกจากความมืดบอด โดยการค้นพบกฎธรรมชาติที่เรียก "อิทัปปัจจยตา" และ "กฎแห่งกรรม"  ซึ่งอธิบายว่า  ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุและปัจจัย  เมื่อสิ่งนี้มี  สิ่งนี้จึงมี   เพราะสิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้จึงดับ   การกระทำโดยเจตนาของมนุษย์เองต่างหากที่เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและผลลัพธ์ หาใช่การลงโทษ หรือพรจากเทพเจ้าองค์ใด 

๔.เหตุผลและการตั้งคำถาม

           ตามหลักญารวิทยา (Epistemology) หลักปรัชญาพุทธภูมิ เมื่อมนุษย์ได้รับข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใด ๆ  ผ่านประสาทสัมผัส   ไม่ควรด่วนเชื่อทันที   แต่ควรตั้งจข้อสงสัยไว้ก่อน  (Skeptical  Inquiry) เพื่อนำข้อมูลนั้นไปตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม  ทั้งพยานเอกสาร   พยานวัตถุ  และพยานบุคคล  แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ฺหาความสมเหตุสมผล   

ตัวอย่างในทางโลก    เช่น  หากเกิดเหตุการณ์มือปืนกราดยิงในสนามบิน  ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ย่อมมีความสงสัยในแรงจูงใดของผู้ก่อเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องเข้ามารวบรวมหลักฐาน ในที่เกิดเหตุ สอบปากคำพยาน    และใช้วิทยาการนิติวิทยาศาสตร์   เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและแรงจูงใจที่แท้จริงอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างในทางธรรม    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งคำถามถึงปัญหาความทุกข์และความตาย พระองค์ทรงสอบถามเหล่านักบวชและปุโรหิต   แต่ไม่มีผู้ใดให้คำตอบที่กระจางชัดได้     พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวช   เพื่อแสวงหาความจริงด้วยกระบวนการพิจารณาความจริง(ทดลอง) และตั้งคำถามเชิงลึกด้วยพระองค์เอง  จนกระทั่งค้นพบคำตอบที่ปราศจากข้อสงสัย

๕.เหตุผลและการวิเคราะห์

หากพิจารณาผ่านโครงสร้างชีวิต "ขันธ์๕ "  ตามหลักพุทธธรรม กระบวนการทำงานของจิตในการใช้เหตุผล    ในการใช้เหตุผลวิเคราะห์ความจริง สามารถอธิบายได้ดังนี้
  
           ๑."รูป"   หมายถึง          ร่างกายเป็นที่อยู่ของจิตและอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต)   อันเป็นฐานรับรู้ปรากฏการณ์ เมื่อชีวิตสิ้นสุดลง    จิตจะปล่อยร่างกายกลับสู่ธรรมชาติ ในขณะที่ดวงวิญญาณจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น 
  
            ๒.เวทนา (feeling) หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากเสพเสวยอารมณ์ (สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ)  ที่เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งต่าง ๆ  เป็นที่น่าพอใจ ความสุขก็เกิดขึ้น หากสัมผัสไม่น่าพอใจ   ความทุกข์ก็เกิดขึ้น   เป็นสภาวะของจิตใจมนุษย์ที่สื่อสารความปรารถนาไปยังผู้อื่น แสดงสิทธิและหน้าที่ เป็นต้น 

                ๓.สัญญา (perception) เป็นสภาวะของจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง            ทำให้สามารถจดจำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต      และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน   เก็บอารมณ์ของการกระทำต่าง ๆ  ไว้ในจิตใจของนั้น      มนุษย์สามารถดึงข้อมูลจากเหตุการณ์เหล่านี้ มาใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้  เป็นต้น
              
             ๔.สังขาร  คือ การกระทำของจิต (ปรุงแต่ง) ที่เกิดขึ้น      เมื่อหลักฐานทางอารมณ์สั่งสมอยู่ในจิต          จิตจะวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์นี้โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น     โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาในการอธิบายข้อเท็จจริงของคำตอบของเรื่องนั้น 
 
             ๕.วิญญาณคือการรับรู้ของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อตา จมูก ลิ้น หู กายและจิตสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรือรับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ  และเก็บหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิต           อีกความหมายหนึ่ง คือ วิญญาณที่ออกจากร่างหลังความตายแล้ว วิญญาณจะเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น   เป็นต้น  
             
          ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง "ขันธ์ทั้งห้า"  ดังกล่าวมาข้างต้น เราสามารถอนุมานอย่างมีเหตุผลว่าชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ  โดยจิตวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดา พัฒนาเป็นทารกในครรภ์มารดาแล้วคลอดออกมา ดำรงชีวิตอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตายไป  ในช่วงมีชีวิตอยู่ ชีวิตเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการรับรู้ (ประสบการณ์ทางอายตนะภายใน) เกี่ยวข้องกับการรับข้อความและเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งจะถูกเก็บเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ  จากนั้นจิตใจจะวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์นี้     โดยอนุมานความรู้  เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น เช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามนักบวช ผู้ให้คำปรึกษาของวรรณะกษัตริย์    เกี่ยวข้องกับประวัติของพระพรหมและพระอิศวร แต่ไม่มีปุโรหิตคนใดสามารถตอบคำถามของพระองค์ได้    

               เมื่อพระพุทธศาสนาปฏิเสขการมีอยู่ของเทพเจ้า เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตรัสรู้ถึงกฏธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ที่เรียกว่า "กฎแห่งกรรม" กฎนี้ควบคุมการกระทำโดยเจตนาของมนุษย์    เมื่อเราทำสิ่งใด สิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะกลายเป็นอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ แม้ว่ามนุษย์จะมีศักยภาพในการคิดและใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบจากปัญหาในเรื่องนั้น  ๆ     แต่การใช้เหตุผลของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนคิดมากจนไม่สามารถตัดสินได้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุผล    ในขณะที่บางคนยอมรับสิ่งต่าง ๆ  โดยไม่มีเหตุผลเพราะเชื่อว่าเป็นจริงโดยไม่สงสัยอะไร  จนกว่าพวกเขาจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน  แล้ววิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงในการตอบคำถามของเรื่องนั้น เมื่อเราตัดสินใจยอมรับข้อเท็จจริงของการกระทำนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเท็จ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องสงสัยอีกต่อไป  

               ในขณะที่มนุษย์เป็นเจ้าของความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น  พระพุทธเจ้า  ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา ผู้ทรงสอนทั้งเทวดาและมนุษย์         ทรงอธิบายถึงกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ รวมถึงวัฏจักรที่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเช่นกัน เมื่อพระองค์ทรงพัฒนาศักยภาพในชีวิตจนถึงขั้นมีปัญญาญาณที่เหนือมนุษย์  พระองค์ทรงสามารถมองเห็นวิญญาณของมนุษย์ออกจากร่างไปพร้อมกับอารมณ์กรรมที่ติดตามไปสู่สวรรค์หรือนรก เป็นต้น นักปรัชญามีความรู้ในด้านปรัชญา  พวกเขาสนใจศึกษาปัญหาของความเป็นจริงของมนุษย์ โลก จักรวาลและเทพเจ้า เช่น เพลโต้ อริสโตเติล  เป็นต้น 

           แหล่งที่มาของความรู้ของมนุษย์   มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสของตนเอง ที่เรียกว่า "ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์" กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ใช้อาตนะภายในเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น     เมื่อนักปรัชญารับรู้สิ่งใดแล้ว   พวกเขามักจะรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจของ เมื่อพวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์เหล่านี้   เรื่องราวเกี่ยวกับที่มาของสิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้นในจิตใจของพวกเขา  แล้วพวกเขาก็ใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางนั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?   เพราะหลักฐานไม่เพียง  สิ่งนี้ย่อมนำไปสู่ความสงสัยเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ  โลก จักรวาล และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นต้น    หากเกิดความสงสัย พวกเขาก็จะแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม  ซึ่งก็คือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น เพื่อวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับคำตอบ 

                  ตามหลักปรัชญาและพระพุทธศาสนานั้น       พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า         เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากผู้อื่น  เราไม่ควรเชื่อว่าเป็นความจริงในทันที     ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนจนกว่าข้อเท็จจริงเรื่องนั้น          เราจะได้รับการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา     เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว  ก็จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์  โดยการอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น      โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบว่าจริงหรือเท็จ หากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไม่เพียงพอ      เนื่องจากองค์ประกอบของความจริงยังไม่ชัดเจนพอ           ความคิดเห็นที่เราได้ยินมาก็ยังคงน่าสงสัย          อย่่างไรก็ตาม นักปรัชญาชอบแสวงหาความรู้ในด้านนี้ โดยเชื่อว่าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง    และรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ความจริง  ตัวอย่างเช่น  เหตุการณ์หนึ่งเมื่อมือปืนกราดยิงผู้โดยสารเสียชีวิต ๕ รายที่สนามบินนานาชาติ   โดยผู้ก่อเหตุไม่ได้พูดอะไรเลยในขณะเกิดเหตุ  เมื่อผู้คนเห็นมือปืนยิงผู้โดยสาร  และเหตุการณ์ค่อย       ๆ คลี่คลายในความคิดเห็นของพวกเขาก็ไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น          ผู้คนต่างสงสัยถึงแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุในการยิงผู้โดยสาร       ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมหลักฐานจากที่เกิดเหตุ และสอบปากคำพยาน   เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความจริงเกี่ยวกับแรงจูงใจของมือปืนในการยิงผู้โดยสารที่สนามบินในครั้งนี้  

                ในการเขียนบทความเรื่อง "ปรัชญาพุทธภูมิ" นั้น  เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว       ก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริงทันที  ผู้เขียนจะสงสัยเสียก่อนจนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง     และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ     เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว  ก็จะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้   จากหลักฐานเอกสาร  พยานบุคคลและพยานวัตถุ    เพื่อหาเหตุผลเพื่อพิสูจน์ความจริง  หรืออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น อย่างสมเหตุสมผล  เป็นต้น

         ปัญหาว่า "เหตุผลคืออะไร? "ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔     "เหตุผล"      มีความหมายว่า เหตุ, เหตุปัจจัย และ ผล เป็นต้น เมื่อศึกษาคำหมายเพิ่มเติม จะพบคำว่า  เหตุ  คือสิ่งหรือเรื่องที่ก่อให้เกิดผล,   เค้ามูล,  เรื่อง   เป็นต้น ส่วนคำว่า "ผล"ตามพจนานุกรมของอ.เปลื้อง ณ นคร ได้ให้ความหมายว่า "สิ่งที่เกิดจากเหตุ"  เป็นต้นจากคำจำกัดความข้างต้นนั้น    ผู้เขียนตีความหมายได้ว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์      เมื่อมนุษย์ได้รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วและเก็บหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจแล้ว     พวกเขาก็จะใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้      หรือการคาดคะเนความจริงจากอารมณ์เหล่านั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น        โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นอย่างไรก็ตาม 

               เมื่อมนุษย์มีอายตนะภายในร่างกายมีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต      จึงการเกิดการรับรู้ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่เมื่อมีหลักฐานไม่เพียงพอ  จึงไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล ย่อมมีความสงสัยในสิ่งนั้นอย่างไรก็ตาม มนุษย์มีความเพียรในการแสวงหาความรู้             ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานมาวิเคราะห์อีกต่อไปเพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงในเรื่องนี้ต่อไปอย่างสมเหตุสมผล
  
                  แต่ธรรมชาติของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตมนุษย์ มักจะเป็นมายาคติ คือ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น    คงอยู่ชั่วเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ  แล้วค่อย ๆ หายไปจากขอบเขตการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์  ดังนั้นเมื่อมายาคติหายไปเพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์    ตัวอย่างเช่น  คำดูหมิ่นผู้อื่น       เมื่อคนนั้นส่งเสียงออกมา และหายไปในอากาศและอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์     เราจะบอกคนอื่นได้อย่างไรว่าผู้พูดมีอยู่จริง    แต่มนุษย์รู้ได้ด้วยการผัสสะของจิตมนุษย์ ผ่านทางหู ตา จมูก และลิ้นของมนุษย์ โดยธรรมชาติของจิตมนุษย์ชอบเก็บอารมณ์ทั้งหมดไว้กับตัวเองการยืนยันการมีอยู่ของการเหยียดหยามผู้อื่น     จำเป็นต้องพิสูจน์ความมีอยู่จริงตามข้อมูลของพยานเอกสาร    และพยานแวดล้อมมาวิเคราะห์เพื่อหาเหตุผลของคำตอบ      

               ปัญหากับความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์  เดิมที่ลัทธิพราหมณ์สอนให้ผู้คนเชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้ผู้คนทำงานตามวรรณะที่ตนเกิด     นอกจากนี้ปุโรหิตให้เหตุผลว่าปุโรหิตในรุ่นก่อน ๆ ก็เคยเห็นพระพรหมในแคว้นสักกะมาก่อน     แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยว่าหากพระพรหมสร้างมนุษย์จริง      ทำไมไม่สร้างมนุษย์ทุกคนมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ต้องแก่ชรา เจ็บป่วย และต้องตาย เช่นกัน      ทุกคน  ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในความมีอยู่จริงของพระพรหม    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในรัฐสักกะ แต่รัฐสภาศากยวงศ์ไม่เห็นชอบด้วย เพราะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดใช้ในการบริหารปกครองประเทศ เมื่อพระองค์ทรงสงสัยในเหตุผลของคำตอบออกบวช          เพื่อแสวงหาความรู้เพื่อสูจน์ความมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร  

  การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี ทรงค้นพบกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ว่า นอกจากร่างกายแล้ว    ชีวิตมนุษย์ยังมีวิญญาณเป็นส่วนประกอบของชีวิตด้วยธรรมชาติจิตอยู่ในร่างกายและใช้อายตนะภายในร่างกายรับรู้เรื่องราวของอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์เมื่อชีวิตรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็จะเก็บหลักฐานเป็นอารมณ์อยู่ในจิตใจ จากนั้น วิญญาณก็จะสงสัยว่าสิ่งที่ผ่านเข้ามาคืออะไร ?  มีลักษณะเป็นอย่างไร ?     แล้วจิตจะใช้หลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้น เป็นข้อมูลในวิเคราะห์ในการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง โดยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา อธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล  แล้วคำตอบนั้น ก็กลายเป็นความรู้ที่เป็นความจริงสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณผู้นั้น กลายเป็นสัญญาของผู้นั้นระลึกถึงความรู้นั้นได้ตลอดเวลา     และสามารถนำความรู้ไปนึกคิดใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ เพื่อสร้างงานเป็นสินค้าของบริการได้    

            โดยธรรมชาติของมนุษย์ชอบมีอคติ จึงคาดคะเนความคิดของผู้นั้นไม่ได้  เพราะจิตใจไม่มั่นคง  และหวั่นไหวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งนี้เพราะจิตใจของพวกเขามักมีความกลัว  ความรัก  ความโกรธ  และความเกลียดชัง ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ เมื่อเกิดความคิดลำเอียงเกิดขึ้นมักจะทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นความรู้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสมเหตุสมผลยังมีเหตุผลของคำตอบมีข้อพิรุธน่าสงสัยรับฟังได้น้อย ตัวอย่างเช่น  ก่อนพุทธกาลนั้น มนุษย์ยังไม่ก้าวหน้าในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จึงไม่รู้จักวิธีสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้มนุษย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากพยานวัตถุ (physical evidence)พยานเอกสาร  พยานบุคคล  และพยานเพิ่มเติมเรียกว่า "นิติวิทยาศาสตร์" (forensic science) ที่ใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้น   

      ส่วนในพระพุทธศาสนาก็มีการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้าขึ้นมา เมื่อมีการนำความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ไปบัญญัติกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี เพราะไม่ว่าวิชาการพระพุทธศาสนา หรือวิทยาศาสตร์ต่างก็มีที่มาของความรู้จากมนุษย์ทั้งสิ้น ตามกฎธรรมชาติของมนุษย์นอกจากมีร่างกายแล้ว ยังมีจิตเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดชีวิตมนุษย์ขึ้นมาแล้ว ถูกมนุษย์ด้วยกันสมมติชื่อนั่นนามสกุลนั้น เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ตามกฎธรรมชาติจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นผู้ใช้ร่างกายตนเองน้อมรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่จรเข้ามาสู่ชีวิตตนผ่านส่วนประกอบร่างกายเรียกว่า "อินทรีย์ ๖"  แล้ว เมื่อรับรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วจิตมนุษย์ชอบปรุงแต่ง คิดสงสัยในสิ่งนั้น   ก็วิเคราะห์ข้อมูลหาเหตุผลของคำตอบจากสิ่งที่รับรู้นั้น เมื่อวิเคราะห์หาข้อมูลหลายครั้งจนเกิดความมั่นใจเพราะวิเคราะห์ข้อมูลติดต่อกันหลายครั้งแล้ว     ได้เหตุผลของคำตอบอย่างเดียวกัน ก็กลายเป็นความรู้ที่เป็นความจริงปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลของความจริงอีกต่อไป 
 
              ดังนั้นเหตุผลของการวิเคราะห์ของมนุษย์ จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญทางปรัชญา  ทำให้มนุษย์เข้าถึงความจริงของชีวิต ที่มนุษย์สงสัยได้การคิดหาเหตุผลของคำตอบนั้น จิตจะวิเคราะห์ข้อมูลต่าง  ๆ หาเหตุผลของคำตอบจากพยานบุคคล  พยานเอกสาร พยานวัตถุ สิ่งที่ตนรับรู้ในระดับปฐมภูมิแล้ว    แต่ยังมีเหตุผลน่าสงสัยอยู่และหาเหตุผลของคำตอบยังมิได้ และจากนั้นก็พิจารณาแล้วก็คิดหาเหตุผลจากสิ่งแวดล้อมเรียกว่า "พยานทุติยภูมิ" เพื่อได้ความรู้และความจริงของคำตอบปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลของสิ่งนั้นอีกต่อไป 

            แม้จิตมนุษย์นอกจากรับรู้ผ่านอินทรีย์ ๖ แล้ว ชอบคิดหาเหตุผลของคำตอบจนมั่นใจในเหตุผลของคำตอบนั้นว่า เป็นความรู้และความจริงที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินสมเหตุสมผลแล้วปราศจากข้อสงสัยแล้วถือว่าเป็นความรู้ในเรื่องนั้น   นอกจากนี้ธรรมชาติของจิตของมนุษย์นอกจากคิดหาเหตุผลของคำตอบในสิ่งที่มาผัสสะว่าคืออะไร ? และมีลักษณะอย่างไรแล้ว  จิตมนุษย์ยังมีลักษณะตามธรรมชาติ กล่าวคือชอบน้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างมาเก็บ (จดจำ) ไว้ในจิตวิญญาณของตนเอง  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตนรับรู้ เป็นสิ่งที่ตนสงสัยก็ดี   ทุกสิ่งที่ตนคิดและสิ่งที่ตนแสดงเจตนาทำลงไปก็ดี  จดจำทุกสิ่งที่ผัสสะเข้ามาไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นกรรมดีก็ดี สิ่งนั้นเป็นกรรมชั่วก็ดี เก็บไว้ให้ตนมีชีวิตที่สุขและที่ทุกข์ก็ตาม  แต่สิ่งที่ตนคิดจากสิ่งที่ผัสสะอาจคิดผิดและคิดถูกก็ได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ ไม่ว่ามนุษย์จะคิดหาเหตุผลของคำตอบเป็นอย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนต้องการความจริงของคำตอบเท่านั้น แม้จะมิใช่คำตอบที่ตนต้องการ ก็ตามคงรู้สึกเบื่อหน่ายจะยื้อสิ่งต่างไว้เพราะมองไม่เป็นประโยชน์ที่จะได้จากสิ่งนั้น 

๖.เหตุผลและการโต้แย้งเชิงปรัชญา

        คำว่า "ปรัชญา" ตามนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า วิชาที่เกี่ยวกับหลักของความรู้และความจริง คำว่า "วิชา"  แปลว่า ความรู้ คือ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกฝน เป็นต้น  ส่วนคำว่า "หลัก" ได้นิยามว่า "สาระสำคัญที่มั่นคง"  คำว่า "ความรู้ " นิยามว่า สิ่งที่ได้จากการสั่งสมจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า และประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะเช่น ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ , สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติเป็นต้น ส่วนคำว่า "ความจริง" นั้นคือ "เรื่องจริง 

             คำว่า "ปรัชญา"  ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยหลักความรู้และความจริง นักปรัชญาจึงเป็นผู้แสวงหาความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์ โลกจักรวาล  อย่างไรก็ตาม กระบวนได้มาซึ่งความรู้ ของนักปรัชญาแต่ละสำนักกลับมีความแตกต่างกัน การโต้แย้งทางความคิด 

ตัวอย่างการโต้แย้งเชิงปรัชญา 

ในสมัยพุทธกาล สำนักปูรณกัสสปะ   ได้เสนอแนวคิดโต้แย้งว่ามนุษย์ประกอบด้วยกายและวิญญาณ แต่วิญญาณมีธรรมชาติที่นิ่งเฉย  ไม่ได้ทำอะไร  มีเพียงร่างกายเท่านั้น  ที่เคลื่อนไหว    ดังนั้น  จิตจึงไม่ต้องรับผิดชอบ ต่อการกระทำของร่างกาย  ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว บุญและบาปไม่มีอยู่จริง 

เมื่อนำแนวคิดนี้มาวิเคราะห์ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิ  จะพบแนวคิดของปูรณะกัสสปะ เป็นความรู้ที่ขาดตรรกะเชิงเหตุปัจจัย และตั้งอยู่บนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสขั้นพื้นฐานเท่านั้น  (ความจริงที่สมมติขึ้น)    ไม่ได้เกิดจากการฝึกฝนพัฒนาจิตใจอย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม พระพุทธศาสนาเถรวาท เน้นการฝึกฝนปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘  จนเกิดยถาทิฐิ  หรือปัญญาญาณอันรู้แจ้ง  เห็นตามความจริงว่า การกระทำทุกอย่าง (กรรม)   ย่อมมีผลสืบเนื่อง   และจิตวิญญาณเป็นสั่งสมเจตนาเหล่านั้น ไว้  ซึ่งเป็นเหตุผลที่เหนือกว่าและสามารถหักล้างข้อโต้แย้งของลัทธิเดิมได้อย่างสิ้นเชิง

๗.ข้อจำกัดเหตุผล

          แม้ว่า "เหตุผล"  จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่นักปรัชญา (มนุษย์) ในการอธิบายความจริงของสิ่งต่าง ๆ   แต่ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมินั้น  เหตุผลเชิงตรรกะของมนุษย์ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ตัวอย่างเช่น

๗.๑ ข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติของมนุษย์  โดยสารตั้งต้นของเหตุผล มาจากข้อมูลที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส   ซึ่งอาจมีความบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือหลักฐานเชิงประจักษ์ไม่เพียงพอ  ประกอบกับจิตใจปุถุชนย่อมมีอคติเนื่องจากความเกลียดชัง ความกลัว ความรัก และความไม่รู้ (อวิชชา) ส่งผลให้จิตใจของมนุษย์ปกคลุมด้วยความมืดมิด ทำให้การอธิบายความจริงที่สมมติขึ้น(สมมติสัจจะ) และ "ความจริงขั้นสูงสุด" (ปรมัตถ์สัจจะ)  ของนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญา บางกลุ่มก็ถูกต้อง บางกลุ่มก็ผิดพลาด หรือบางกลุ่มมีความคลุมเครือ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามบริบทของสังคม และวิญญูชนจึงไม่ยอมรับบุคคลนั้นเป็นพยานยืนยันความจริงสูงสุดได้

๗.๒ ข้อจำกัดของตรรกศาสตร์ทางโลก เมื่อเหตุผลของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่มนุษย์(นักวิชาการ)สมมติขึ้น เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส (Sensory Data)  แต่ความจริงบ้างประการเช่นปรวัตถ์สัจจะหรือสภาวะที่จิตหลุดพ้นซึ่งมีขอบเขตความรู้อยู่เหนือการคิดคำนวณของตรรกะทางโลก  มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงด้วยการจินตนาการหรือการคาดคะเน   แต่ต้องเข้าถึงด้วยการพัฒนาศักยภาพทางจิต(ภาวนา) จนเกิดปัญญาญาณ เชิงประจักษ์ภายในตนเองเท่านั้น  
 
๘.บทสรุป    

"เหตุผล"ในปรัชญาพุทธภูมิ  จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เทคนิคการตั้งคำถาม การวิเคราะห์หรือโต้แย้งทางวาจาเพื่อเอาชนะกันในเชิงตรรกศาสตร์เท่านั้น หากแต่เป็น "เครื่องมืออันทรงคุณค่า" ที่นักปรัชญาและผู้แสวงหาความจริงใช้ในการทำลายความเชื่อที่ไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ สลายความคิดที่งมงายและอธิบายกฎธรรมชาติแห่งปัจจัย (อิทัปปัจจยตา)

กระบวนการใช้เหตุผลที่ถูกต้อง  เริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัย  การไม่ด่วนเชื่อ   การรวบรวมพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ และการวิเคราะห์ด้วยจิตที่เป็นกลาง  ปราศจากอคติ  แม้ว่าเหตุผลทางตรรกศาสตร์จะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงความจริงขั้นสุงูสุด (ปรมัตถธรรม)   แต่การฝึกฝนให้เหตุผลอย่างมีระบบย่อมเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่นำพามนุษย์จากการยึดติดในมายาคติ ไปสู่การพัฒนาสติปัญญาและเข้าถึงความจริงแท้ของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ