The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568

บทนำสู่เมืองสกลนคร :เมืองแห่งธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมตามหลักปรัชญาพุทธถูมิ


Introduction to Sakon Nakhon: 
A City of Dharma, Nature, and Culture According to Buddhumi Philosophy

บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

       สกลนครมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน นักวิชาการในสาขาต่าง ๆ  ต่างเชื่อกันว่าริมฝังหนองหารในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีผู้คนตั้งถิ่นฐานเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว มีหลักฐานภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์และร่องรอยของชุมชนโบราณในหลายอำเภอต่าง ๆ   เมื่อดูหลักฐานทางโบราณคดีเช่น ปราสาทหินศิลาแลงในตัวพระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุนารายเจงเวง   หลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากยืนยันถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต  ในสมัยสุโขทัยสกลนครกลายเป็นเมืองชายแดนที่สำคัญทางสำหรับการค้าและการปกครอง ความเจริญรุ่งเรืองนี้ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์  โดยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องสกลนครเคยเป็นเมืองร้าง แต่ปัจจุบันเป็นจังหวัดที่น่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นๆของราชอาณาจักรไทยความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดนี้ปรากฏให้เห็นได้จากตำนาน และจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงราชอาณาจักรสยาม ชื่อของสกลนครมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาโดยมีชื่อเรียกหลายชื่อด้วยกันได้ 

          ในศตวรรษที่๑๖ เรียกว่า "เมืองหนองหานหลวง" ในสมัยอาณาจักรล้านช้างได้ปกครองนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองเชียงใหม่หนองหาน" ตามอำนาจของผู้ปกครอง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเปลียนชื่อเมืองสกลนครเปลี่ยนอีกครั้งเป็น"เมืองสกลทวาปี"  ซึ่งเป็นเมืองร้างริมทะเลสาบหนองหาร ในสมัยรัชกาลที่๓ ทรงได้พระราชทานนามเมืองสกลทวาปีมีให้ชื่อใหม่ว่า"เมืองสกลนคร" จวบจนถึงปัจจุบันสกลนครจึงเป็นจังหวัดที่น่าศึกษา เพราะให้ข้อมูลเช้งลึกเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตและความคิดของชาวเมือง ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันก่อให้เกิดระเบียบแบบแผน จารีตประเพณี และวัฒนธรรมที่หลากหลาย 

       ยิ่งไปกว่านั้น สกลนครยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของผู้เขียน เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของบิดามารดา และผู้เขียนเคยอาศัยอยู่ที่นี้ในวัยเด็กก่อนที่จะออกเดินทางไกล เพื่อไล่ความฝันของตัวเอง การเพาะบ่มพลังศรัทธา พลังวิริยะ พลังสติ  พลังสมาธิและพลังปัญญาให้เป็นบุญกุศลในจิตใจของตนเองนั้นสำคัญยิ่ง เพื่อมิให้ชีวิตสูญเปล่า  ดังนั้น ผู้เขียนจึงหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบทความเกี่ยวกับเมืองสกลนคร เรื่องราวที่ควรค่าแก่การบอกเล่า เวลาของชีวิตผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความสุขชั่วคราว แต่เราไม่ควรปล่อยให้มันสูญเปล่า  แต่สิ่งที่ควรเล่าคือเรื่องราวที่เหนือความไม่รู้ ความเศร้าโศก และต้องครอบคลุมถึงความสำเร็จและคุณงามความดีให้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้อื่น 

        ควาหมายของคำว่า   "สกลนคร"      เมื่อผู้เขียนค้นหาในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ฉบับออนไลน์ไม่มีคำนิยามไว้แต่อย่างใด   ผู้เขียนจำเป็นต้องค้นหาความหมายด้วยการแยกศัพท์ออกมาเป็น ๒ คำ  เพื่อใช้วิเคราะห์หาความหมายคำว่า"สกล"และ"นคร"นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำนิยามว่าดังนี้  สกล แปลว่า สากล  ส่วนคำว่า สากล แปลว่าทั่วไป ทั้งหมดทั้งสิ้นคำว่า นคร แปลว่า เมืองใหญ่   เป็นต้น ดังนั้นคำว่า สกลนครจึงวิเคราะห์ความหมายได้ "เมืองใหญ่แห่งโลก"หรือแปลให้ทันสมัยว่า "เมืองยิ่งใหญ่แห่งปฐพี" ก็ได้ เพราะมีตำนานแห่งเมืองใหญ่ของโลกเรื่องผาแดงนางไอ่ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเอง เป็นเรื่องของผู้คนที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏและมาอุบัติที่เมืองสกลนครนั้นได้ยินได้ฟังกันมาพอสมควร 

๒. นครแห่งธรรมะ 

     เมืองสากลเป็นอาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่งตั้งแต่สมัยโบราณแล้วเทือกเขาภูพานเป็นป่าดงดิบหนาทึบจึงเป็นสถานที่เหมาะสำหรับพระภิกษุที่เข้าบวชเรียนในพระพุทธศาสนา จะใช้เป็นที่ซ่อนเร้นภาวนา เพื่อมิให้อายตนะภายในของตนรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกิเลสของโลก เพื่อเก็บเป็นสัญญาสั่งสมไว้ในจิตทำให้ชีวิตเมื่อตายไปแล้วความรู้ที่สั่งสมไว้ในจิตในลักษณะห่อหุ้มจิตไว้เหล่านั้นติดตามจิตไปภพชาติต่าง ๆ เป็นเส้นทางธุดงค์ของสมณะนักบวชสายธุดงค์เพื่อแสวงหาสัจธรรรมของชีวิตด้วยการชำระล้างกิเลสกิเลสที่สั่งสมในจิตมายาวนานวันเวลาไม่รู้กี่อสงไขยแล้ว การเดินทางมาปฏิบัติธรรมไม่เคยขาดสายมีประเพณีอันดีงามที่สำคัญมีการเดินทางมาอามิสบูชาในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามีผู้คนไปนมัสการหลวงพ่อพระองค์แสน   พระธาตุเชิงไม่เคยขาดและปฏิบัติต่อเนื่องกันมายาวนานไม่รู้กี่ร้อยปีแล้ว มีการปฏิบัติบูชา พัฒนายกระดับขึ้นมาด้วยการทำวัตรเย็นในบริเวณลานพระธาตุเชิงชุมวรวิหารอีกด้วยวันพระซึ่งเป็นสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย

๓. นครแห่งธรรมชาติ  

      สภาพทางภูมิศาสตร์นั้น เมืองสกลนครเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งบนฝั่งตะวันตกของริมฝั่งหนองหาน เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อประมาณ ๑๒๓ ตารางกิโลเมตรเป็นน้ำที่ไหลลงมาจากเทือกเขาภูพาน  เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาลในหน้าฝนไหลรวมกันผ่านร่องน้ำพุง ลงสู่หนองหานจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในเวลาต่อมาบางทฤษฎีบอกว่า เป็นแอ่งน้ำหนองหานที่เกิดการยุบตัวของของแผ่นดินขนาดใหญ่แผ่นดินถล่ม ทำให้เกิดตำนานเรื่องราวมากมายด้วยเหตุผลที่เกิดจากความคิดของมนุษย์ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดหนองหาน ลักษณะของหนองหาน   เมืองสกลนครเป็นแอ่งน้ำที่เป็นแอ่งกะทะ หรือแก้มลิงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว หากฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลแล้วจะมีปริมาณน้ำมาก  น้ำฝนจะไหลหลากจากเทือกเขาภูพานมาจากที่สูงลงที่ต่ำสู่แอ่งกะทะขนาดใหญ่ที่เรียกว่า" หนองหานหลวง" ซึ่งเป็นห่วงน้ำขนาดใหญ่ไหลจากที่สูง  เมื่อน้ำลงสู่หนองท่วมเต็มปริมาณของมวลน้ำก็จะไหลออกจากหนองหาร ไปตามลำน้ำก่ำที่บ้านเชียงสือไหลออกไปสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  เมืองสกลนครจึงเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีหนองหารเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่อีกหนองหนึ่งของประเทศไทย เกิดจากการทำเขื่อนน้ำก่ำเพื่อเก็บน้ำหนองหารไว้ใช้ฤดูแล้งในฤดูฝนเป็นแหล่งเพาะพันธ์ปลา เป็นแหล่งเพาะพันธ์ปลาหลายร้อยชนิดใช้เป็นอาหารหล่อเลี้ยงผู้คนบนเทือกเขาภูพานเต็มไปด้วยต้นไม้นานนาพันธ์ บนเทือกเขาภูพานเป็นแหล่งน้ำซับธรรมชาติเป็นอย่างดีมีฝนตกต้องตามฤดูกาลมาก      

     ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่เรียกว่าประเทศไทย หลักฐานในดินแดนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ที่มีสำเนียงภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองเรียกว่า "สำเนียงภาษาไทยอีสาน" บริเวณวัดพระธาตุเชิงวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของริมฝั่งหนองหานสถานที่แห่งนี้เป็นบึงน้ำเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลจากเทือกเขาภูเขาพาน  เมื่อน้ำในบึงล้นมากบางครั้งน้ำท่วมเข้าสู่ตัวเมืองต้องใช้เวลาหนึ่งสองวัน น้ำในบึงหนองหานไหลออกไปสู่แม่น้ำโขงโดยไหลไปตามน้ำก่ำเป็นระยะทาง ๑๒๐ กิโลเมตรใกล้กับวัดพระธาตุพนมวรวิหาร  อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนมเขตพื้นที่อำเภอเมืองสกลนครเคยเป็นดินแดนของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่กษัตริย์มีอำนาจปกครองที่อาณาเขตบริเวณลุ่มแม่น้ำทางด้านทิศซ้าย เมื่อเราหันไปทางทิศเหนือของแผนที่โลกอำเภอเมืองสกลนครเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพ่อกับแม่ของผู้เขียน อำเภอเมืองสกลนคร มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เมืองหนองหานหลวง"  พ่อแม่ผู้เขียนเกิดอยู่กลางใจเมืองสกล  ส่วนแม่ผู้เขียนเกิดที่ตำบลเชียงเครือติดกับฝั่งหนองหารในอดีตเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมานั้น เมืองสกลนครในความทรงจำของฉันที่เก็บสั่งสมต่าง ๆ ไว้เป็นกระแสจิตจนกลายเป็นสัญญาของความทรงจำในชีวิตฉันแม้ทุกวันนี้ไม่เคยลืมเลือนภาพของชีวิตแต่ประการใดโลกนี้ไม่ใครสมบูรณ์แบบแต่อย่างใด ความไม่สมบูรณ์แบบอาจทำให้เราอยู่แต่ในกรอบ แต่จิตของฉันย่อมจินตนาการย่อมเพ้อฝันนอกกรอบไปไกล ที่อยู่อาศัยอยู่เสมอสิ่งที่จินตนาการของมนุษย์การอ่านหนังสือ เพื่อสั่งสมความรู้ไว้ในจิตตนต่อความคิดได้ยาวไกลมาก บ้านฉันเคยเป็นทุ่งนาปลูกข้าว ติดป่าช้าเก่า ในชีวิตเยาว์วัยของฉัน เมืองนี้สงบเงียบมาก ผู้คนอาศัยอยู่น้อยมีความเงียบสงบมากรถยนต์วิ่งไปมาในท้องถนนมีจำนวนน้อยมาก และในปี พ.ศ.จำไม่ได้แล้วฉันเห็นไฟไหม้ที่เมืองสกลนคร แม้ฉันไม่เกิดที่นี้ แต่ฉันมาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบฉันชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เพื่อให้จิตเคยอยู่ในโลกอันคับแคบคิดได้ไม่เคยประสาทสัมผัสมาอยู่ในโลกจินตนาการ และมีความสุขในความนึกคิดเสมอกาลเวลาสอนให้มีความเข้มแข็งทางจิต ฉันมีสุขในสิ่งที่เป็นโลกออนไลน์ทำให้ฉันได้เก็บความนึกมายาวนาน ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตได้ถ่ายทอดลงเป็นตัวอักษร  ให้ผู้รุ่นหลังได้อ่านและเป็นแรงบันดาลให้แก่และกันอยู่เสมอ ฉันเดินไปโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนฝั่งหนองหารทุกวันที่เปิดเทอมตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ ๔จนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๓  ไม่ว่าจะเป็นเวลาช่วงใดภาพชีวิตเหล่านั้นยังอยู่ในจิตฉันเสมอ. ....เป็นความสุขของชีวิตอย่างหนึ่งเพราะการเดินทางกลับบ้านด้วยเท้าอันเรียวเล็กของฉันเป็นการออกกำลังกายเพื่อลดความเครียดจากการฟัง การอ่านการเขียนและการพูดติดต่อหลายชั่วโมงในแต่ละวัน. 



ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ