Epistemological problems: Bodhgaya, Buddha's Enlightenment Place according to Buddhaphumi's Philosophy
บทนำ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวัดมหาโพธิเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
โดยทั่วไปแล้ว อภิปรัชญาคือความรู้ของมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมแง่มุมต่าง ๆ เช่น ปรัชญาพราหมณ์ พระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตก และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ปรัชญาพราหมณ์หมายถึงความรู้ของสำนักพราหมณ์ต่าง ๆ พระพุทธศาสนาหมายถึงความรู้ของพระพุทธเจ้า และปรัชญาตะวันตกหมายถึงความรู้ของนักปรัชญาตะวันตก นักปรัชญาและนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ สนใจในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงของมนุษย์ โลก ธรรมชาติและเทพเจ้า เป็นต้น เมื่อบุคคลในนิกายพราหมณ์ในโลก ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์ หรือนักปรัชญา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องราวต่าง ๆ ของมนุษย์ หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกเขาทำเช่นนี้โดยหลักเหตุผลหรือคาดคะเนความจริงที่ได้มาจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินมานั้น
พวกเขาใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น เนื่องจาก มนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิตของตนและมีอคติต่อผู้อื่น เนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชัง และความหลงผิด เป็นต้น ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด ดังนั้น พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถุ์
เมื่อบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักปรัชญา ตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา อัยการ หรือนักวิชาการในสาขาอื่น ๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหรือเรื่องอื่น ๆ พวกเขาใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องเหล่านั้น เหตุผลของพวกเขานั้น บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะแบบนี้ บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะแบบนั้น เมื่อเหตุผลสำหรับคำตอบนั้น ยังคลุมเครือและไม่ชัดเจนวิญญูชนเช่นพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นของพวกเขา และสามารถเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้นจากหลายแง่มุม

๒.ญาณวิทยา
เมื่อพราหมณ์ในโลกเป็นนักตรรกะและนักปรัชญาที่มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ และมีอคติต่อผู้อื่น เมื่อพวกเขาใช้เหตุผลอธิบายความจริง บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง เมื่อเหตุผลอธิบายความจริงนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อว่าบุคคลเหล่านั้นสามารถเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้นได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงได้กำหนดกระบวนการเพื่อพิจารณาความจริงไว้ดังนี้
ประการแรก เริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นกำเนิดของความรู้ของมนุษย์ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สืบทอดกันมาหลายชั่ว เช่น คำสอนของพราหมณ์ชาวอารยันที่ว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และออกกฎหมายวรรณะให้พวกเขาปฏิบัติตนตามวรรณะของตน, สิ่งต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและกลายเป็นแบบแผน ประเพณีและขนบธรรมเนียม เป็นต้น พระองค์ทรงสอนเราว่าอย่าเชื่อทันที เราควรสงสัย จนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงเสียก่อน เป็นต้น
ประการที่สอง การรวบรวมหลักฐานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงชีวิตมนุษย์ สภาพแวดล้อมของมนุษย์ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ยังไม่พัฒนาศักยภาพชีวิตของตนอย่างเต็มที่ หรือในพระพุทธศาสนา คือผู้ที่นั้นยังไม่ได้ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่มาของความรู้ของมนุษย์ จึงต้องเป็นความรู้จากประสบการณ์ชีวิต ตามแนวคิดทางญาณวิทยาเกี่ยวกับต้นกำเนิดของความรู้ของมนุษย์ซึ่งถือเป็นความรู้แท้จริง นักปรัชญาหลายคน ตั้งทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ มากมาย
ในการศึกษาต้นกำเนิดของความรู้เกี่ยวกับความจริงของสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ผู้เขียนใช้ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์ หรือที่เรียกว่า "ทฤษฎีประจักษ์นิยม ซึ่งกล่าวว่าแหล่งที่มาของความรู้ของมนุษย์ ต้องสามารถรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์เท่านั้นจึงถือว่าเป็นความรู้แท้จริงได้ ในยุคปัจจุบัน ชาวพุทธทั่วโลก ทั้งผู้เกิดนอกสาธารณรัฐอินเดีย และยังคงศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ต่างศึกษาพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วโลก ศูนย์ที่เปิดสอนหลักสูตรบาลีและพระพุทธศาสนาในวัดต่าง ๆ ทั่วโลก และควบคู่ไปกับพระไตรปิฎก ซึ่งอธิบายถึงการตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ และการเข้าใจกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ
แต่ว่าปัจจุบันชาวพุทธทั่วโลกโดยทั่วไป จะยอมรับว่าวัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi temple) ในเมืองพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย เป็นสถานที่ตรัสรู้ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าศากยะมุนี แต่ชาวพุทธที่เกิดในภายหลังอีกหลายล้านคน ยังคงมีความสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทางทิศตะวันตกของ วัดมหาโพธิ์ว่า เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี เกือบ ๒,๕๐๐ กว่าปีต่อมา สถานที่แห่งนี้ซึ่งเคยเป็นป่าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การพึ่งพาคำบอกเล่าของผู้เคยไปแสวงบุญใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ขาดข้อมูลทางประวัติศาสตร์โดยละเอียด ทำให้ข้อกล่าวอ้างเหล่านั้นไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถยืนยันได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์หลักฐาน ทางเอกสาร และพยานวัตถุ เพื่อแก้ไขข้อสงสัยนี้

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เขียนมีโอกาสไปเดินทางแสวงบุญเป็นครั้งแรก ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระสูตรมหาปรินิพพานสูตร ก่อนที่พระองค์จะปรินิพพาน ผู้เขียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี จากการบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของพระพุทธเจ้า โดยนิสิตปริญญาเอกรุ่นพี่ท่านหนึ่ง เขาอธิบายว่าสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ในตำบลพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยบานารัสฮินดูที่ผู้เขียนศึกษาและอาศัยอยู่ ๒๖๐ กิโลเมตร ผู้เขียนตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตามที่อธิบายไว้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ
หากผู้เขียนไม่ได้เดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษา ผู้เขียนคงไม่ได้เห็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ชีวิตในฐานะพระภิกษุของผู้เขียนคงไร้ค่า ขาดประสบการณ์การแสวงบุญส่วนตัวนี้ เมื่อกลุ่มนักศึกษาไทยจากสามมหาวิทยาลัยในเมืองพาราณสีเดินทางมาถึงพุทธคยา คณะของพวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ให้พักค้างคืนที่วัดไทยพุทธคยา ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเทพโพธิเวิเทศ (ทองยอด) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาในยุคนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น คณะของเราไปเยี่ยมชมวัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi temple) สถานที่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ขณะที่คณะของเราลงจากรถบัสที่จอดอยู่หน้าวัดศรีลังกา
ผู้เขียนมองเห็นเจดีย์พุทธคยาตั้งตระหง่านแต่ไกลในช่วงปี ๒๐๐๒ มีผู้แสวงบุญน้อยมากเนื่องจากในช่วงฤดูฝน ผู้แสวงบุญไม่นิยมเดินทางมาแสวงบุญ จึงไม่ต้องเดินเข้าแถวเพื่อสักการะหลวงพ่อพุทธเมตตาเหมือนในปัจจุบัน พระธรรมวิทยากรรุ่นพี่เล่าให้เราฟังว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในปัจจุบัน ปลูกโดยเซอร์คันนิ่งแฮมชาวอังกฤษเมื่อ ๑๓๐ ปีก่อน เป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนากลับมามีชีวิตอีกครั้งในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ทำให้ชาวพุทธทั่วโลกหลั่งไหลไปยังสถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา สถานที่ปรินิพพานและสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เพื่อได้เปิดโอกาสให้ตัวเองและมีชีวิตอย่างมีความหวังอีกครั้งในการเรียนรู้ตามมรรคมีองค์ ๘ เพื่อชำระกิเลสที่ทำให้ผู้คนรู้โดดเดี่ยวและทุกข์ทรมานในชีวิต กลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
๑.พยานเอกสารพระไตรปิฎก เมื่อผู้เขียนศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎกของมหาจุฬาฯเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ (ฉบับมหาจุฬาฯ) มหาวรรคภาค ๑ มหาขันธกะ ๑ โพธิกถา ข้อ ๑. ได้กล่าวไว้ว่า"สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเมื่อแรกตรัสรู้ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตำบลอุรุเวลาเสนานิคม "
ตามหลักฐาน ในพระไตรปิฎของฉบับมหาจุฬาฯ นั้น ผู้เขียนได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นข้อยุติได้ว่าศากยมุนีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ
ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อไม่มีคัมภีร์อื่นยกข้อความมาหักล้างข้อเท็จจริงในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ โดยให้เหตุผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแล้ว สถานที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในวัดมหาโพธิ์นั้น เป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินที่สมเหตุสมผล เป็นความจริงปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลแต่ประการใด จึงผู้เขียนเชื่อว่าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิวัดมหาโพธิ์เป็นสถานที่ตรัสรู้จริงของพระพุทธเจ้าจริงตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬา ฯ จริง
๒.พยานเอกสารดิจิทัลแผนที่โลกของกูเกิล เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลบนแผนที่โลกกูเกิล มีระบุไว้ชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษว่า Mahabodhi temple เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำ Falgu River (คือแม่น้ำเนรัญชราในสมัยพุทธกาล) อยู่ห่างกันประมาณ ๑๐๐ เมตรซึ่งข้อเท็จจริงในแผนที่โลกกูเกิลก็สอดคล้องกับข้อความในพระไตรปิฎกของมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ (ฉบับมหาจุฬาฯ) มหาวรรคภาค ๑ มหาขันธกะ ๑ โพธิกถา ข้อ ๑. ได้กล่าวไว้ว่า "สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเมื่อแรกตรัสรู้ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตำบลอุรุเวลาเสนานิคม"
เมื่อผู้เขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในพระไตรปิฎก ยืนยันเหตุผลสอดคล้องต้องกันกับแผนที่โลกกูเกิลโดยไม่มีข้อสงสัยในเหตุผลยืนยันของความจริงอีกต่อไป แม้ในปัจจุบัน สถานที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้จะอยู่ห่างออกจากริมฝั่งของแม่น้ำเนรัญชราไปสักระยะ แต่ก็ไม่เป็นที่น่าสงสัยแต่อย่างใด เพราะเวลาผ่านไปเส้นทางของกระแสน้ำเนรัญชราจะเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในแต่ละปีไม่เท่ากัน โดยธรรมชาติย่อมพัดพา ทรายและไหลไปตามกระแสน้ำเข้าท่วมแม่น้ำเนรัญชราทำให้ตื้นเขินทุกปี ทำให้ที่ตั้งของต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และเมื่อตรวจสอบที่ตั้งของวัดมหาโพธิ์เป็นสถานที่ตั้งของพระมหาเจดีย์พุทธคยาแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า อาณาเขตติดต่อด้านทิศเหนือจดวัดพุทธโบราณที่ยังไม่ได้ขุดค้น ถนนทางเข้าเจดียพุทธคยา -ด้านทิศใต้จดวัดป่าพุทธคยา -ทิศตะวันตกวัดศรีลังกา-ทิศตะวันออกติด ร้านค้าซื้อขายสินค้ากันวังมหันต์และแม่น้ำเนรัญชรา เป็นต้น
๓.ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ต้นพระศรีมหาโพธิ์บันทึกอย่างชัดเจนว่า ประมาณ ๒๐๐ ปี สมัยหลังพุทธกาล ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นเมารยะมีเมืองหลวงชื่อพระนครปัฏตาลีบุตร พระองค์ทรงศรัทธาในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาและพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังที่เมืองปัฏตาลีบุตร มายัง ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ระยะทาง ๑๗๕ กิโลเมตร พระองค์ทรงปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของพระองค์ ให้มีความเข้มแข็ง ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับอยู่เป็นประจำอยู่หลายวันโดยไม่เสด็จกลับพระราชวังปัฏตาลีบุตร ทรงดูแลต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นอย่างดี นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงจัดงานสมโภชน์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทุกปี
ตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลเป็นต้นมาต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ตั้งอยู่ติดกับริมฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธนั้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น กลายเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังมหันต์ ของนักบวชในศาสนาฮินดู และร้านค้าจำนวนหลายร้อยร้านตั้งขึ้นมาตลอดริมฝั่ง มีถนนเลียบฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเสียแล้วแม่น้ำเนรัญชราที่มีน้ำใสเย็นไหลรินตลอดเวลา และเคยเป็นแม่น้ำที่ยาวไกลมีริมฝั่งแม่ที่เคยกว้างไกลหลายกิโลเมตร เคยติดเชิงเขาดงคสิรินั้น สายน้ำได้เหือดแห้งไปจนหมดสิ้นแล้วเหลือแต่กระแสทรายไหลมาตามสายน้ำนั้น ต้นพระศรีมหาโพธิ์เคยตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนรัญชรา สถานที่ตรัสรู้ของศากยมุนีพระพุทธเจ้านั้นเคยตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนรัญชราก็เริ่มห่างออกไปจากฝั่งแม่น้ำไปเรื่อย ๆ เพราะในแต่ละปีนั้น กระแสน้ำไหลของแม่น้ำเนรัญชราได้พัดพาเอาทรายปริมาณจำนวนมหาศาลมาทับถม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราให้ตื้นเขิน เส้นทางเดินของกระแสแม่น้ำคับแคบลงไปทุก ๆ ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์เคยติดกับริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจึงห่างจากแม่น้ำเนรัญชราไกลกว่าเดิม ๒๐๐-๓๐๐ เมตร ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเคยมีชื่อเป็นตำบลหนึ่งในแคว้นมคธนั้นปัจจุบันถูกเปลื่ยนชื่อเรียกว่าอำเภอคยา เป็นต้น เมื่อตำบลอุเวลาเสนานิคมมีผู้คนอาศัยมากขึ้น และเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำจากแม่น้ำเนรัญชราเหมาะแก่การเพาะปลูกทำนา ผู้คนที่นี้จึงมีอาชีพเกษตรกรรมมีภูเขาน่ารื่นรมย์เหมาะสำหรับศากยมนีพระโพธิสัตว์ทรงใช้เป็นสถานปฏิบัติธรรมเพื่อแสวง หาความรู้และความจริงของชีวิต ในช่วงแรกพระโพธิสัตว์ทรงเลือกวิธีการบำเพียรทุกรกิริยา ณ ภูเขาดงคสิริเป็นเวลาถึงหกปี ในที่สุดพระโพธิสัตว์เป็นลมล้มลงไปเกือบจะสิ้นพระชนม์ชีพที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจนเวลาผ่านไปเกือบจะถึงเวลาห้าโมงเย็น เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงได้สติระลึกถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยการอดอาหารและทรมานพระวรกายที่ผ่านมาเห็นว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นมิจฉาทิฐิเป็นวิธีการลงมือปฏิบัติแล้วสูญเปล่า ไม่เกิดมรรคผลอันใดให้ชีวิตมนุษย์ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ทรงพิจารณาคิดหาเหตุผลแล้วควรจะพัฒนาศักยภาพต่อไปอย่างไร ทรงระลึกถึงความรู้จากประสบการณ์ของประสาทสัมผัสที่เคยปฏฺิบัติธรรมมาตั้งแต่ในอดีตนั้นทรงจำได้ว่า เมื่อครั้งพระองค์มีพระชนมายุเยาว์วัย ทรงได้เจริญอาณาปานสติที่ใต้ต้นหว้ากอ จนกระทั้งสมาธิของพระองค์ทรงบรรลุถึงฌาน ๔ ทรงดำริว่าวิธีการนี้เหมาะสมที่พระองค์จะทรงนำมาใช้ปฏิบัติสมาธิ เมื่อปฏิบัติแล้วพระองค์ทรงตรัสรู้กฎธรรมชาติพบสัจธรรมของชีวิต เป็นต้น.
ในปี พ.ศ. ๒๕๒ พระนางติสยรักษ์ พระมเหสีองค์ที่ ๕ ของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ไม่ทรงไม่ยินดีในพระทัยที่พระสวามีทรงเอาใจใส่ต้นพระศรีมหาโพธิ์มากกว่าตัวพระนางดิสยรักษ์เอง ส่งผลให้พระนางทรงสั่งให้ข้าราชบริพารตัดกิ่งของพระศรีมหาโพธิทิ้งให้เหลือแต่ตอ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเสียพระทัยมากและทรงสวดมนต์และตั้งจิตอธิษฐานขอให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ฟื้นคืนชีพ และทรงรดต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยน้ำนม เพียงไม่กี่วัน ต่อมากิ่งก้านของต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็งอกขึ้นมาตามแรงอธิษฐานของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงสร้างกำแพงสูง ๑๐ เมตรรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยความเคารพศรัทธา และกำแพงนั้นคงทนมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อทรงระลึกถึงเหตุการณ์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์เกือบตายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ครั้งหนึ่งแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชทรงพิจารณาว่าในวันข้างหน้านั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์อาจถูกทำลายลงไปจากภัยจากธรรมชาติหรือจากน้ำมือมนุษย์อีก สัญญาของสถานที่ตรัสรู้ที่เคยมีอยู่ในจิตของมนุษย์รุ่นนั้นก็สูญหายไปกับความตายของมนุษย์ผู้นั้น พุทธบริษัทในรุ่นหลังไม่อาจจะรักษาสถานที่ตรัสรู้ให้เป็น ๑ ใน ๔ ของสังเวชนียสถานคงอยู่ต่อไปอีกได้ เพราะมีภัยจากศาสนิกในลัทธิศาสนาอื่น พระองค์จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กเป็นหลักฐานไว้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้เพื่อให้อนุชนในรุ่นหลังผู้ยังมีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าและระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า จิตได้ตั้งความปรารถนาจะเดินทางมาแสวงบุญในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เพื่อปฏิบัติบูชาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และน้อมระลึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพื่อให้จิตวิญญาณของพวกเขาบรรลุถึงความจริงตามกฎธรรมชาติ อันเป็นความรู้ในหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและนำมาแจกแจงอธิบายให้เหมาะสมกับอุปนิสัยของมนุษย์แต่ละคน ดังนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างวิหารขนาดเล็ก ๆไว้ มีส่วนสูงไม่ถึงกิ่งก้านต้นพระศรีมหาโพธิ์ในชั้นล่างสุด เพื่อเป็นสัญญาลักษณ์ให้รู้ว่า เป็นสถานตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไว้ให้อนุชนรุ่นหลังมาปฏิบัติธรรม เพื่อข้ามพ้นความสงสัยในการมีอยู่ของพระพุทธองค์ พระเจ้าศศางกาเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นเบงกอลทรงนับถือศาสนาฮินดู และศรัทธาในศาสนาฮินดูมาก เมื่อทรงเห็นว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ มีวัดตั้งอยู่ในทุกหนทุกแห่งทั่วชมพูทวีป พระองค์ทรงทำลายล้างพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ในรัชกาลของพระองค์ด้วยการส่งทหารไปทำลายวัดวาอาราม ส่งกองทหารมาตัดโค่นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ขุดลงไปถึงรากโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์และใช้ไฟเผา แล้วราดด้วยน้ำอ้อย เพื่อมิให้ชาวพุทธได้มาปฏิบัติบูชาในสถานที่ประสูติอีกต่อไป ต่อมาอีกเป็นเวลาหลายเดือน พระเจ้าปูรณวรมันทรงปกครองแคว้นมคธ ทรงเสด็จมาทำนุบำรุงรักษาต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยน้ำนมหลายพันตัว จนต้นพระศรีมหาโพธิ์ฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง มูลเหตุที่สร้างเจดีย์พุทธคยาพระพุทธเจ้าทรงยกสถานที่ตรัสรู้เป็นหนึ่งใน ๔ สังเวชนียสถานก่อนพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว หากพุทธบริษัท ๔ ทรงระลึกถึงพระองค์ ให้เดินทางไปสู่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ด้วยศรัทธาเมื่อถึงกาละแล้วจิตวิญญาณจะได้ไปเกิดในโลกสวรรค์
ผู้เขียนรับรู้เรื่องราวของการจาริกแสวงบุญในแดนพุทธภูมิของพระธุดงค์ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดียอยู่นั้น พระธุดงค์ในยุคก่อนได้เล่าต่อ ๆ กันมาว่าพวกเขาเดินด้วยเท้าเปล่าจากประเทศไทยผ่านประเทศพม่า บังคลาประเทศกว่าจะถึง ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดียนั้น ก็ใช้เวลา ๒ เดือน แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นยุคกึ่งพุทธกาลแล้ว รัฐบาลกลางของอินเดีย ได้เปิดสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ให้กับประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาไปเช่าที่ดิน ๙๙ ปีสร้างวัดในสังเวชนียสถานได้ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากชาวฮินดูผู้เคร่งครัดในศาสนาฮินดูก็ตาม เพราะเป็นการส่งเสริมให้ศาสนาพุทธ ที่สูญหายไปจากประเทศอินเดียกว่าหนึ่งพันห้าร้อยปีแล้วฟื้นคืนชีพ แต่เมื่อสิ้นสุดการประชุมรัฐสภาของสาธารณรัฐอินเดียในยุคนั้นแล้ว ทุกฝ่ายเห็นว่าไม่ว่าฝ่ายใดจะสนับสนุนหรือคัดค้านการเปิดประเทศให้ชาวพุทธนานาชาติมาสร้างวัดในสังเวชนียสถานทั้ ๔ เมืองก็ตาม จะเกิดโต้เถียงด้วยเหตุผลอย่างไรก็ตาม พระศากยมุนีพุทธเจ้านั้นทรงเป็นคนอินเดียโดยกำเนิดและนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน ต่อมาพระองค์ทรงออกผนวชและทรงตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิต ควรจะส่งเสริมให้สถานที่เหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมและหารายได้เข้าประเทศมากยิ่งขึ้น จากผู้แสวงบุญทั่วโลกที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในด้านการบริการอาหาร และที่พักแรมระหว่างเดินทางไปสู่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ เป็นต้น ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า เมื่อสร้างเจดีย์พุทธคยาขนาดใหญ่ขึ้นจะต้องมีการรื้อถอนพระเจดีย์ขนาดเล็กใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกและมีการสร้างหลวงพ่อพุทธเมตตาตั้งไว้แทน ตรงกับสถานที่พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งเจริญวิปัสสนนากรรมฐานอย่างสภาพที่เราเห็นในทุกวันนี้ สถานที่ตรัสรู้ ปัจจุบันตั้งใต้พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๔ ด้านทิศตะวันตกของพระมหาเจดีย์พุทธคยาในอดีดล่วงมาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระราชศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมาปฏิบัติธรรมในวันธรรมะสวนเป็นประจำมิเคยขาดต่อมาพระองค์ได้ทรงสร้างวิหารขนาดเล็กๆไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายให้รูว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพื่อให้คนที่มาปฏิบัติได้ย้อนระลึกคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมอันเป็นกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ทรงค้นพบ พระสงฆ์สาวกที่เป็นปฏิบัติตนจนเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาจากพยานหลักฐานที่แสดงมาทั้งหมดผู้เขียนเห็นว่า ข้อความในพระไตรปิฎกนั้นยืนยันว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้านั้น ทรงตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราสอดคล้องสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ปรากฎหลักฐานในแผนที่โลกกูเกิลที่ระบุไว้ในแผนที่จริง ดังนั้นผู้เขียนจึงเชื่อว่าสถานที่ตั้งของวัดมหาโพธิคือสถานที่ตรัสรู้ของพระศากยมุนีพุทธเจ้านั้นจริงดังเหตุผลที่อธิบายไว้ดังกล่าวข้าง
๑.http://www.royin.go.th/dictionary/
๒.http://www.84000.org/Tipitaka/pitaka_item/m_read.php?B=4&A=1
๒.http://www.84000.org/Tipitaka/pitaka_item/m_read.php?B=4&A=1
๓.https://en.wikipedia.org/wiki/Tissarakkha
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น