แนวคิดญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : ลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
Epistemology to Buddhaphumi Philosophy : Lumbini, the birthplace of Prince Siddhartha ?
๑.บทนำ : เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือความจริง ?

ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา มักใช้เหตุผล และการคาดคะเน มาอธิบายความจริงของเรื่องนั้นซึ่งบางครั้งเหตุผลอธิบายความจริงที่ถูกต้อง บางครั้งเหตุผลอธิบายความจริงที่ผิดพลาด บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนี้หรือลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลของพราหมณ์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้นจึงทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนไม่ให้เชื่อในทันที่เพียงเพราะฟังตามกันมา (ตามหลักกาลามสูตร) แต่ทรงแนะนำให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานโดยใช้เหตุผลอธิบายเพื่อพิสูจน์ความจริง นั้น
๒.โครงสร้างญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิกับการพิสูจน์เรื่องลุมพินี
เดิมที่ปรัชญามีเพียงสาขา "อภิปรัชญา" (Metaphysics) มุ่งศึกษาความจริงของสิ่งต่าง ๆ เช่น มนุษย์ โลกจักรวาล ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเทพเจ้า ผ่านการคิดและใช้เหตุผลเชิงตรรกะ แต่เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดด้านอายตนะภายใน (การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส) และมีอคติบังตา คำอธิบายทางอภิปรัชญาจึงมักขัดแย้งกันเอง พระพุทธองค์จึงทรงศึกษา(๑)ต้นกำเนิดของความรู้ (๒)โครงสร้างองค์ประกอบความรู้ (๓)วิธีได้มาซึ่งความรู้และ (๔) ความสมเหตุสมผลของความรู้ ซึ่งต่อมานักปรัชญาได้จัดกลุ่มเนื้อหานี้เรียกว่า "ญาณวิทยา"(Epistemology)
๒.๑.ต้นกำเนิดของความรู้ (Source of Knowledge) : ประจักษ์นิยม (Epmpiricism) ตามทัศนะของพระพุทธเจ้าและทฤษฎีประจักษืนิยมนั้น ความรู้ที่แท้จริงต้องสามารถรับรู้หรือตรวจสอบได้ผ่านประสาทสัมผัส การพิสูจน์ว่าลุมพินีเป็นสถานที่ประสูติจริงของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ จึงต้องผ่านการประเมินหลักฐาน ๓ ประเภท
พยานเอกสาร : เจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติที่สวนป่าลุมพินีในแคว้นสักกะดังปรากฏหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพยานเอกดิจิทัลพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๗ ข้อ. ๖๘๙ "พระโพธิสัตว์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐไม่มีผู้ใดเปรียบบังเกิดขึ้นแล้วในมนุษย์โลกที่ป่าลุมพินีในคามของเจ้าศากยะทั้งหลาย..."
๒.๒ องค์ประกอบความรู้ของมนุษย์ (Structure of Human Knowledge)
เมื่อมนุษย์จินตนาการเรื่องใดเรื่องหนึ่งไร้ขอบเขตจำกัด หากใช้จินตนาการเหล่านั้น สร้างภาพขึ้นมา เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องนั้นย่อมคลุมเครือไม่ชัดเจนถึงความเป็นมาของเรื่องนั้น มนุษย์นักปรัชญาจึงสร้างองค์ประกอบความรู้ขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ให้ชัดเจน เพื่อใช้ในการอธิบายความจริงของคำตอบตามกระบวนการทางญาณวิทยาออกเป็น ๔ ขั้นตอนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้
๑.ผู้รับรู้ ( The Subject/ Knower) ข้อความที่เกี่ยวข้อง "ผู้ใด" คำอธิบายคือตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือตัวมนุษย์ หรือ "จิต" ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาความรู้ เป็นศูนย์กลางในเปิดรับและประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ โดยมีอินทรีย์ ๖ หรืออายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เป็นช่องทางในการเชื่อมต่อโลกภายนอก
๒.การรับรู้และสั่งสมข้อมูล (Perception &Accumlation)
ชีวิตมนุษย์มีอายตนะภายในการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในข้อความที่เกี่ยวข้อง "รับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วสั่งสมเรื่องราวไว้ในจิตเราสามารถอธิบายกระบวนการเป็นขั้นตอนของผัสสะ (Empirical Sensing) และสัญญา (Memory / Disposition) การรับรู้ของมนุษย์นั้น เมื่อจิตผัสสะกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เหตุการณ์สังคมหรือข้อมูลภายนอกผ่านอายตนะภายใน การสั่งสมความรู้ โดยจิตทำการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลทางอารมณ์หรือทักษะเหล่านั้นไว้ในโครงสร้างของจิตใจ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานข้อมูลในการติดต่อ
๓.วิธีการแสวงหาความรู้ที่แท้จริงของนักปรัชญา (Analysis &Reasoning)
เมื่อจิตวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ ข้อความที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์เรื่องราวเหล่านั้นแล้วใช้เหตุผลเป็นคำอธิบายความจริง" โดยใช้คำอธิบายว่าเป็นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) ที่จิตนำข้อมูลที่สั่งสมไว้มาตรึกตรอง ตรวจสอบ จัดหมวดหมู่และค้นหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล โดยใช้เหตุผล (Resoning) เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น ๆ
แม้พยานเอกสารในคัมภีร์พระไตรปิฎกออนไลน์จะยืนยันตรงกันว่า เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ณ สวนป่าลุมพินีในเขตแคว้นสักกะและข้อมูลดังกล่าวสามารถรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสจากการอ่าน และการตรึกตรองได้ก็ตาม แต่เนื่องจากหลักฐานเอกสารเหล่านี้ เป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว จึงยังคงเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยทางญาณวิทยาว่า สวนป่าลุมพินีซึ่งถูกระบุว่าเป็นสถานที่หยุดพักผ่อน (Rest area) ของผู้คนที่สัญจรระหว่างพระนครกบิลพัสดุ์และพระนครเทวทหะนั้น ตั้งอยู่ที่ใดในโลกเชิงประจักษ์ที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยอายตนะภายในปัจจุบัน ?
เมื่อผู้เขียนขุดลึกลงไปในคัมภีร์ พระไตรปิฎกภาษาไทย(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เล่มที่ ๑๐ พระสุตันตปิฎกเล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค[๑.มหาปทานสูตร] กฏธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ ข้อ. [๓๐.] ๑๔. ได้ระบุข้อเท็จจริงอัศจรรย์ไว้ว่า ในขณะที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดาได้มีธารน้ำ ๒ สายปรากฏขึ้นในอวกาศ สายหนึงเป็นน้ำเย็น และอีกสายหนึ่งเป็น้ำอุ่น เพื่อชำระล้างพระโพธิสัตว์และพระมารดา

ข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำมาวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์และกายภาพ พบข้อเท็จจริงทางธรรมชาติว่า สวนป่าลุมพินีมีความพร้อมในการเป็นจุดแวะพักเดินทางไกลอย่างยิ่ง ด้วยอิทธิพลของป่าสาละที่ให้ร่มเงาตลอดทั้งปี ประกอบกับน้ำพุธรรมชาติใต้ดินทั้งธารน้ำร้อนและธารน้ำเย็น ที่พุ่งขึ้นขึ้นสู่สระโบกขรณีตลอดเวลา ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้เดินทางระยะไกล (ไม่น้อยกว่า ๓๐ กิโลเมตร ได้เป็นอย่างดี โดยธารน้ำเย็นช่วยดับความกระหาย และชดเชยน้ำเสียของร่างกาย ส่วนธารน้ำร้อนช่วยชำระล้างความเปรอะเปื้อนและฟื้นฟูความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ลุมพินีจึงเป็นชัยภูมิที่สมบูรณ์แบบสำหรับการหยุดพักของเหล่านี้ นักเดินทาง พ่อค้าวานิช นักบวช ผู้แสวงบุญ รวมถึงขบวนการเสด็จของพระนางมายาเทวีในการกลับสู่พระนครเทวทหะอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน
อย่างไรก็ตาม แม้คัมภีร์พระไตรปิฎกหลายฉบับจะได้รับฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่าสวนลุมพินีตั้งอยู่ในแคว้นสักกะ เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า ๒,๖๐๐ ปี กฎแห่งอนิจจังและแรงขับแห่งตรรกกิเลสของมนุษย์ได้ส่งผลให้สภาพภูมิศาสตร์ของชมพูทวีปเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แคว้นสักกะได้สูญเสียอำนาจอธิปไตยจากภัยสงคราม ผู้คนกระจัดกระจายย้ายถิ่นฐาน พระนครกบิลพัสดุ์กลายเป็นเมืองร้าง แคว้นมหาอำนาจทั้ง ๑๖ แคว้น ล่มสลายลงตามกาลเวลา จนกระทั่งดินแดนปัจจันตชนบทแห่งนี้ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลในปัจจุบัน
ความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์นี้เองนำไปสู่โจทย์ค้นคว้าที่สำคัญว่าสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ สวนลุมพินีแท้จริงแล้ว ตั้งอยู่ ณ พิกัดใดในปัจจุบัน ? ยังมีพยานวัตถุซากโบราณสถาน หรือร่องรอยทางโบราณคดี ที่สามารถยืนยันตำแหน่งดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม พบว่าหลังพุทธกาลได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นหลายคราว โดยเฉพาะรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชมีการสังคายนาครั้งที่ ๓ และมีได้มีการส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา และมีการสถาปนาศาสนวัตถุประวัติศาสตร์ไว้กว่า ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป หลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน สถูป และเสาหินอโศกที่ถูกสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถาน จึงกลายเป็น "พยานวัตถ" สำคัญที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในการนำมาวิเคราะห์และให้เหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงเชิงญาณวิทยาต่อไป
๔. พระเจ้าอโศกมหาราช กับการพิสูจน์เชิงญาณวิทยาในคัมภีร์มหาวงค์
มนคัมภีร์มหาวงศ์ได้ระบุว่าหลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินาราผ่านพ้นไปกว่า ๒๑๘ ปี ดินแดนชมพูทวีป ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงเป็นมหาราชแห่งราชวงศ์เมารยะ พระองค์ทรงขยายขอบเขตขัณฑสีมา ด้วยแสนยานุภาพทางการทหาร ผ่านสงครามอันเกรียงไกร ทว่าชัยชนะเหล่านั้น ต้องแลกมาด้วยหยาดเลือด และน้ำตาของโศกนาฏกรรม
ภาพของเหล่าทหารและประชาชนที่ล้มตายอย่างเหี้ยมโหด คราบเลือดที่เจิ่งนองและกองซากศพอันมหึมา ได้กลายเป็นบาดแผลทางจิตใจที่ติดตรึงอยู่ในพระทัยของพระองค์ ยิ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่เมืองปัฏตาลีบุตรและได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของราษฎรในถิ่นทุรกันดารที่ตกอยู่ในสภาวะอดยาก ลี้ภัยสงครามและละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน พระองค์ยิ่งเกิดความ "นิพพิทา" หรือความเบื่อหน่ายอย่างลึกซึ้งต่อการทำสงครามฆ่าฟันชีวิตมนุษย์เพียงเพื่อยื้อแย่งดินแดน
เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงระลึกถึงอกุศลกรรม และภาระทางจิตใจ พระองค์จึงทรงแสวงหาที่พึ่งทางจิตใจเพื่อดับทุกข์ ทว่านักบวชในลัทธิความเชื่อเดิม ที่เคยทรงศรัทธากลับไร้จริยวัตรอันงดงามขาดความสำรวมระวังในอินทรีย์ และไม่อาจเป็นสรณะอันประเสริฐในยามเกิดทุกข์ได้ความศรัทธาในสมณะเหล่านั้นของพระองค์จึงค่อย ๆ เสื่อมถอยลง
แต่ชีวิตพระองค์ทรงดำรงอยู่ในความมืดมิด เพราะยังทรงไม่เข้าใจในสัจธรรมของชีวิต จนกระทั่งพระองค์ทรงได้มีโอกาสสดับรับฟังธรรมเรื่อง "ความไม่ประมาท" ในชีวิตจากสามเณรนิโครธแสงสว่างแห่งปัญญาก็ส่องสว่างขึ้นในพระทัย พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเกิดความศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา ทรงสมาทานเบญจศีลและเบญจธรรมเป็นนิตย์ พร้อมทั้งทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ รูป
ทว่าการอุปถัมภ์บำรุงอย่างมหาศาลนี้ กลับกลายเป็นเหตุให้เหล่าอัญเดียรถีย์ และนักบวชลัทธิอื่นปลอมแปลงเข้ามาบวชเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จนทำให้พระธรรมวินัยเกิดความเศร้างหมอง เพื่อความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมคำสอน พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงเป็นองค์เอกอัครชูปถัมภ์ ในการสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้น ณ เมืองปัฏตาลีบุตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕ โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน
ในระหว่างการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ พระองค์ทรงสดับรับฟังพระธรรมวินัยด้วยความใส่พระทัยและวิจารณาณ จนกระทั่งทรงระลึกถึงข้อความในมหาปรินิพพานสูตรที่ระบุว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา หากได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง(สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ที่ปฐมเทศนา และปรินิพพาน) เมื่อสิ้นอายุขัยย่อมมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป
ข้อความดังกล่าวจุดประกายตรรกะ และกระบวนการทางญาณวิทยาในพระทัยแม้พระไตรปิฎกจะบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า "สวนลุมพินี" คือสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ แต่พระองค์ทรงเกิดข้อสงสัยเชิงประจักษ์ว่าสวนลุมพินีที่แท้จริงนั้นตั้งอยู่ ณ พิกัดใดในภูมิศาสตร์ของชมพูทวีป ?
ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระดำเนินออกค้นหา สำรวจ และพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยพระองค์เอง เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ นำไปสู่การสร้างอนุสรณ์สถานและเสาหินอโศกไว้เป็นทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ ณ สถานที่ประสูติตราบจนสืบมา
๔.๑ เสาหินอโศกและวัดมายาเทวี (พยานวัตถุเชิงประจักษ์ ณ ลุมพินีวัน) หลังจากเสร็จสิ้น การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๓๕ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและทรงเกิดความเลื่อมใสในอานิสงส์ของการเสด็จแสวงบุญ ณสังเวชนียสถาทั้ง ๔ ตำบล ต่อมา พ.ศ. ๒๓๘ (ซึ่งเป็นปีที่ ๒๐ แห่งการขึ้นครองราชย์) พระเจ้าอโศกมหาราชจึงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมคณะผู้แสวงบุญกลุ่มแรกจากนครปัฏตาลีบุตรเพื่อค้นหาสถานที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การเสด็จพระดำเนินครั้งนั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามรอยบาทพระศาสดาแล้ว ยังมีพระราชประสงค์เพื่อพิสูจน์และระบุพิกัดสถานที่ประสูติ ภายใต้ต้นสาละใกล้สระโบกขรณี ซึ่งเป็นจุดแวะพักเดินทางไกลมีธารน้ำพุร้อนและธารน้ำพุเย็นพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน สถานที่แห่งนี้เมื่อเดิมเป็นจุดหยุดพัก ของผู้สัญจรบนเส้นทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะและเป็นสถานที่เหล่าข้าราชบริพารใช้สรงสนานพระวรกายของพระนางมายาเทวี และพระทารกโคตมโพธิสัตว์แรกประสูติจากครรภ์พระมารดา
เมื่อพระอุปครุฑ(พระโมคคัลบุตรติสสะเถระพระอาจารย์ของพระองค์) ได้ชี้จุดประสูติจริงของเจ้าชายสิทธัตถะพระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงโปรดให้สร้างเสาหินอโศกพร้อมสลักอักษรพราหมีไว้เป็นพยานวัตถุสำคัญดังข้อความจารึกที่แปลโดยพระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตติ) และพระสุธีวรญาณในหนังสือบันทึกธรรม ๘๐ ปีพระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ความว่า
"พระเจ้าเทวนัมปิยะทัสสี เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปีได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้ด้วยพระองค์เอง ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนี ได้ประสูติ ณ ที่นี้ จึงทรงโปรดให้สร้างรูปเสาหิน (บางท่านแปลว่ารั้วหิน) และประดิษฐ์ศิลาไว้เป็นที่หมายและ และเนื่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ประสูติ ณ สถานที่แห่งนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หมู่บ้านลุมพินี ได้รับยกเว้นภาษีทั่วไป และทรงให้จ่ายส่วยผลผลิตที่ดินเพียงหนึ่งในแปดส่วนเท่านั้น (หมายเหตุ : บางทัศนะแปลว่าทรงงดเว้นภาษีส่วนนี้ด้วยเช่นกัน)
นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าในราวปี พ.ศ. ๑๓๑๒ (ค.ศ.๑๒๖๙) กษัตริย์ริปู มัลละ(Ripumalla)แห่งราชวงศ์ขสาสะ (Khasa) ได้เสด็จมาเยือนสวนลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าและทรงสลักข้อความเพิ่มเติมไว้บนเสาหินอโศกแห่งนี้ด้วย
ภายหลังการค้นพบสถานที่ประสูติแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างอารามและศาสนวัตถุรวม ๘๔, ๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป ซึ่งรวมถึงการสถาปนา "วัดมายาเทวี" ขึ้น ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ เพื่อคุ้มครองปกป้องสถานที่ประสูติบูชาพระคุณของพระพุทธองค์ และเปิดโอกาสให้อนุชนรุ่นหลังได้เดินทางมาปฏิบัติบูชา ตามคำสอนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
วัดมายาเทวีมีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งเสื่อมโทรมและถูกทำลายลงในราวค.ศ. ๑๑๐๐ จากภัยสงครามและการแผ่อิทธิพลของศาสนาอื่น จนส่งผลให้พระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาค่อย ๆ ลบเลือนไปจากอนุทวีปอินเดีย
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ องค์การยูเนสโก (Unesco) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้สวนลุมพินี ประเทศเนปาลเป็นมรดโลกทางวัฒนธรรม นำไปการขุดค้นทางโบราณคดีครั้งใหญ่ มีการรื้อถอนศาสนสถานของวัดฮินดูที่สร้างทับซ้อนอยู่ออก จนกระทั่งค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่น่าอัศจรรย์ใต้ชั้นดิน ได้แก่
๑.ฐานวัดพุทธโบราณ นักโบราณคดีค้นพบว่าใต้ฐานของวัดฮินดูที่สร้างขึ้นด้านบน มีห้องปฏิบัติธรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑๔ ห้อง
๒.สถูปอนุสรณ์ และรอยพระพุทธบาท นักโบราณคดีขุดค้นพบสถูปขนาดเล็กที่เป็นอนุสรณ์ระบุจุดที่เทวดา ๔ องค์ ลงมารับพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะจากครรภ์พระมารดา ตลอดจนศิลาแผ่นจำลองรอยพระพุทธเจ้าบาทเพื่อระบุจุดประสูติที่แม่นยำ
การค้นพบพยานวัตุโบราณคดีเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เคยสูญหายไป แต่ยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันความสมเหตุสมผลทางญาณวิทยาอย่างแน่แท้ว่า สวนลุมพินีวันคือสถานที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

ต่อมาศาสนาพราหมณ์ได้มีการปฏฺิรูปตนเองเข้าสู่ยุคศาสนาฮินดู จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและและนำหลักการในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายตน โดยสร้างความเชื่อว่า "พระโคตมพุทธเจ้า เป็นหนึ่งอวตารของพระวิษณุ(นารายอวตาร)ที่เสด็จลงมาเพื่อโปรดมนุษย์และดับความทุกข์ในโลกเป็นพระพุทธเจ้า
การบูรณาการทางความเชื่อนี้ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ ดังที่ผู้เขียนได้เดินทางไปสักการะ ณ สวนลุมพินีอันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๕๐ และได้พบเห็นสตรีชาวเนปาลจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาประกอบพิธีกรรมสักการะพระนางมายาเทวี ณ มายาเทวีวิหาร
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคมของทุกปีชาวฮินดูจำนวนมากจึงพร้อมใจกัน เดินทางมาทำพิธีสักการะพระนางมายาเทวี โดยการนำใบอโศกมาวางเรียงตามทางเดินในมายาเทวีวิหาร พร้อมทั้งโรยผงชาดสีแดงลงบนแผ่นหินแกะสลักหินโบราณในฐานะ "รูปเทวี" (Rupa Devi) หรือเทวีแห่งโชคลาภ และความสมบูรณ์เพื่อกราบไหว้ขอพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ และได้บุตรชาย ผู้บุญบารมีเช่นเดียวกับพระนางมายาเทวี ผู้ประสูติโพธิสัตว์
๔.๓. รอยพระพุทธบาท (Mark Stone) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนให้ "อุทยานลุมพินี" สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากนั้นกรมโบราณคดีแห่งสหพันธรัฐประชาธิปไตยเนปาล ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ ได้เข้าดำเนินการขุดค้นโบราณสถานอย่างเป็นระบบโดยได้ทำการรื้อถอนเทวสถานฮินดูเดิม (วัดมายาเทวีแบบโบราณ) ที่สร้างสครอบเนินดินโบราณสถานพุทธเอาไว้ เพื่อขุดสำรวจช้นดินตามหลักวิชาการ
การขุดค้นใต้อาคารเทวสถานฮินดูเดิม นักโบราณคดีได้ค้นพบซากกลุ่มอาคารอิฐโบราณ และห้องปฏิบัติธรรมนับสิบห้อง ซึ่งซ้อนทับกันหลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เมารยะย้อนไปจนถึงยุคก่อนพระเจ้าอโศกณ จุดศูนย์กลางของสถูปโบราณชั้นล่างสุด ได้ค้นพบ "หินเครื่องหมาย" (Marker Stone) ซึ่งเป็นหินทรายแกะสลักรูปแผ่นรอยพระพุทธบาทขนาดเท่าเด็กทารกแรกเกิด วางบนฐานหินเพื่อระบุ " ตำแหน่งที่ประสูติที่แน่นอน" (The Exact Birthplace Of Buddha) หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดียืนยันตรงกัน ว่าจุดนี้คือตำแหน่งประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะอย่างแท้จริงรัฐบาลเนปาลจึงได้สร้าง วิหารมายาเทวี" หลังใหม่ขึ้นครอบรักษารอยพระบาทและโบราณสถานทั้งหมดไว้ให้สาธารณชนได้สักการะ
นอกจากหลักฐานหินเครื่องหมายแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงยังมี "เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช" ซึ่งปรากฏอักษรพราหมี (Brahmi Script) เจาะลึกลงบนหินอย่างชัดเจน ยืนยันว่าพระเจ้าอโศกมหาราช เสด็จพระราชดำเนินมาจาริกแสวงบุญ ณ สวนลุมพินี สถานที่ประสูติ ของพระพุทธเจ้า เมื่อราว ๒๔๙ปีก่อนครัสตกาล (พ.ศ. ๒๙๔)
ดังหลักฐานคำแปลจารึกเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งลุมพินี โดยพระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตติ) ซึ่งอ้างอิงไว้ในหนังสือบันทึกธรรม ๘๐ ปี พระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเขียนโดยพระสุธีวรญาณได้แปลความไว้ว่า
"พระเจ้าเทวนัมปิยะทัสสี (พระเจ้าอโศกมหาราช) เมื่อได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปีได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้ด้วยพระองค์เองด้วยทรงทราบว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้ จึงทรงโปรดสร้างรูปเสาหิน (รั้วหิน/กำแพงหิน) และประดิษฐ์เสาหินไว้เป็นเครื่องหมายโดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่แห่งนี้ จึงทรงโปรดให้หมู่บ้านลุมพินีได้รับยกเว้นภาษีทั่วไป และทรงให้เสียภาษีเพียงหนึ่งในแปดส่วนของผลผลิต เป็นค่าภาษีที่ดิน (นักวิชาการบางท่านแปลว่าให้งดเว้นภาษีที่ดินด้วยทั้งหมด)"
๔.๔. สระโบกขรณี (พยานวัตถุและหลักฐานเชิงประจักษ์แห่งการประสูติ)
เมื่อผู้เขียนเดินทางไปแสวงบุญ ณ สวนลุมพินี อันเป็นที่ตั้งของวัดมายาเทวี (Maya Devi temple) ผู้เขียนพบว่า "สระโบก ขรณี" สระน้ำโบราณที่ปรากฏหลักฐานสอดคล้องกับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างน่าอัศจรรย์ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณนาสก์ อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ข้อ (๒๐๖) .๑๗ กล่าวว่า
"ข้าพระองค์ได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่าอานนท์เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติ จากพระครรภ์ของพระมารดามีธารน้ำปรากฎในอากาศ ๒ สายคือธารน้ำอุ่นธารน้ำเย็นเพื่อสระสนานพระโพธิสัตว์และพระมารดา"
จากพยานหลักฐานในพระไตรปิฎกข้างต้นสอด รับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นข้อยุติว่า สระโบกขรณีเป็นสระน้ำที่มีอยู่จริงตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล ฐานดินชั้นล่างสุดใต้สระโบกขรณีนั้น ผู้เขียนเคยพบพยานเอกสารภาพถ่ายขณะขุดค้นสระโบกขรณีในหนังสือหลายฉบับนั้น มีลักษณะของปล่องของกระแสน้ำร้อนและกระแสน้ำเย็น จำนวน ๒ ปล่องด้วยกันที่กระแสน้ำพุทั้งสองสายพุ่งสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะ (พระโพธิสัตว์โคตมะ) หลังจากประสูติกาลแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้จากพยานเอกสารพระไตรปิฎก ภาพถ่ายการขุดค้นสระน้ำในบริเวณวัดมายาเทวี และพยานวัตถุ สระโบกขรณีที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของผู้เขียนเองเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลจากพยานหลักฐานแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า พยานหลักฐานที่นำมาวิเคราะห์นั้นได้ เหตุผลของคำตอบสอดคล้องต้องกัน อย่างสมเหตุสมผล ไม่มีข้อพิรุธแตอย่างใด และไม่มีคัมภีร์อื่นใดจะยกขึ้นมาหักล้างโต้แย้ง ข้อเท็จจริงความจริงในพยานเอกสารพระไตรปิฎกและสถานที่ตั้งของสวนลุมพินีซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดมายาเทวี อีกต่อไป เชื่อว่าสระโบกขรณีแห่งนี้ เป็นสถานที่สระสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางมายาเทวีจริง
๔.๖. Google Map เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากแผนที่โลก ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของวัดมายาเทวี เสาหินอโศก และสระโบกขรณีนั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทือกเขาหิมาลัยมากนักโดยแผนที่โลกกูเกิลระบุไว้ชัดเจนว่า maya Devi temple ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณกบิลพัสดุ์ และตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทศบาลตำบลเทวทหะ ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระนางมายาเทวีในฤดูแล้ง เราจะมองเห็นหน้าผาเทือกเขาหิมาลัยจากพื้นดินได้ชัดเจนเหมือนม่านรอเมฆมากระทบหน้าผาแล้วกลั่นตัวเป็นฝนจำนวนมหาศาลที่ตกลงบนที่ราบเชิงเขาหิมาลัย ทำให้ดินบริเวณนี้อุดมไปด้วยน้ำเหมาะแก่การเกษตรกรรมและปลูกข้าวใช้เลี้ยงคนมาทุกยุคทุกสมัย
หลายพันปีผ่านไปกระแสน้ำพุร้อนและกระแสน้ำพุเย็นอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ เนื่องจากปริมาณน้ำเคยมีมหาศาลลดลงอย่างมาก จึงไม่ได้ไหลพุ่งขึ้นมาเหมือนเมื่อก่อน เพราะปริมานน้ำฝนในเทือกเขาหิมาลัยลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะมนุษย์ได้บุกรุกและยึดครองดินแดนเทือกภูหิมาลัย เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม เพาะปลูกข้าวและพืชไร่บนที่ราบเชิงหิมาลัย (Himalaya Mountain) ที่เรียกว่า เนินเขา Sivalik Range และเนินเขาMahabharat Range เมื่อจำนวนมนุษย์เพิ่มมากขึ้นโดยธรรมชาติแล้ว ป่าไม้จะถูกนำไปใช้ในการเพาะปลูก และตัดต้นไม้เป็นฟืนปริมานมากขึ้นในการปรุงอาหารสำหรับมนุษย์เพื่อการยังชีพ ทำให้ปริมานต้นไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝนตกน้อยลง เพราะบนภูเขาไม่มีป่าไม้มาบังเมฆและหมอกลอยเข้ามาควบแน่นเป็นหยาดฝนที่ตกลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย เมื่อน้ำฝนตกมากก็ไม่มีป่าไม้มาปิดกั้นการไหลของน้ำให้ช้าลง และดูดซับน้ำให้ซึมลงใต้ดินจึงมีน้ำใต้ดินปริมานน้อยเท่านั้น กระแสน้ำพุร้อนและกระแสน้ำพุเย็น ครั้งหนึ่งที่เคยลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก็จะลดลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สระโบกขรนีมีน้ำอยู่ตลอดทั้งปีและไม่เคยแห้ง แต่ในยุคนี้ ผู้คนแทบไม่ใครรู้ว่าใต้สระน้ำโบกขรณีมีธารน้ำร้อนและน้ำเย็นปรากฎเช่นในสมัยโบราณ
๘. บ่อเกิดความรู้ของผู้เขียน ตามทฤษฎีความรู้ประจักษ์นิยมมีแนวคิดว่า "มนุษย์คนใดคนหนึ่งรับรู้จากประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในใจเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของผู้คนนั้น ตามทฤษฎีความรู้นี้ เราสามารถตีความได้ว่าบ่อเกิดความรู้ของมนุษย์คนหนึ่งคนใดย่อมรับรู้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น จึงถือได้ว่าเป็นความรู้และความจริง กล่าวคือบ่อเกิดความรู้ของผู้เขียนเกี่ยวกับสวนลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของผู้เขียน เมื่อผู้เขียนเดินทางมาแสวงบุญเพื่อปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าในช่วงฤดูหนาวของเดือนธันวาคมของทุก ปี เนื่องจากเส้นทางการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเป็นเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ไกลที่สุด ความร้อนน้อยที่สุดจากแสงแดดจะแผ่ลงมายังโลก ความเย็นจากเทือกหิมาลัยพัดลงมาปกคลุมสู่ที่ราบ Trerai อันเป็นสถานที่ตั้งของเมืองสิทธัตถะนครทั้งเมือง ผู้เขียนนั่งรถโดยสารของผู้แสวงบุญชาวไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสิทธัตถะนคร ประเทศเนปาล ผ่านหมอกควันและถนนแคบ ๆ สู่เมืองลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เสียงของพระวิทยากรได้เริ่มบรรยายตั้งแต่เช้าตรูของทุกวัน ตลอดทั้งวันไปถึงค่ำโดยไม่เหนื่อยหน่ายกับชีวิต ค่อย ๆ ขับกล่อมผู้แสวงบุญ เราก็ค่อย ๆ ใช้จิตพิจารณาธรรม ซึ่งเป็นเรื่องราวแห่งธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ มีปัจจัยทางกายและจิตใจมารวมกันทำให้เกิดชีวิตมนุษย์ใหม่เกิดขึ้นในโลกนี้ จิตใจของมนุษย์ทุกคนต้องอาศัยร่างกายของตนเองรับรู้ข้อมูลในการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ ผ่านอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖ ของพวกเขา เมื่อจิตมนุษย์รับรู้ข้อมูลของเรื่องราวต่าง ๆ จากการศึกษา วิจัยและการปฏิบัติ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงในเรื่องนั้น คำตอบที่ได้ย่อมเป็นความรู้และความจริงขึ้นมา
ดังนั้นเมื่อผู้เขียนตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เกี่ยวกับสวนลุมพินี ประเทศเนปาลจากหลักฐานต่าง ๆ แล้ว ผู้เขียนเห็นว่าสถานแห่งนี้เป็นสวนลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลอย่างแน่นอน เพราะหลักฐานที่สำคัญคือเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ที่แกะสลักเป็นอักษาพราหมียืนยันว่า พระเจ้าอโศกได้เคยมาที่สถานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในแควักกะชนบท เพราะห่างจากแม่น้ำโรหินีซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นโกลิยวงศ์ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน รวมทั้งสระโบกขรณีซึ่งเป็นสถานที่สระสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะและพระวรกายของพระนางมายาเทวี เป็นต้น.
วิธีปฏิบัติบูชาที่สวนลุมพินี เมืองสิทธัตถะนคร เนปาล

เมื่อผู้เขียนได้นำผู้แสวงบุญเที่ยวชมภายในมายาเทวีวิหาร อันเป็นสถานประสูติจริงของพระพุทธเจ้า เพราะตรงจุดของสถานที่ประสูตินั้น ที่มีรอยเท้าของพระโพธิสัตว์แกะสลักมาจากหินวางไว้เป็นสัญลักษณ์ให้ชาวพุทธทั่วโลก ได้รับรู้ว่าเป็นสถานที่ประสูติจริงของพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงเวลาที่พระธรรมวิทยากรต้องนึกคิดที่ต้องทำกิจกรรมต่อไป คือ การปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าตามวิธีการของมรรคมีองค์ ๘ เพราะเป็นแนวทางของการปฏิบัติเพื่อชำระล้างความทุกข์ที่สั่งสมนอนเนื่องในกระแสจิตวิญญาณให้หมดสิ้นไป
ในการเดินทางมาสู่มายาเทวีวิหาร ทุกครั้งที่ฉันมาที่สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ บ่อยครั้งที่ผู้เขียนสวดมนต์ในมายาเทวีวิหาร เพื่อสำรวมกายวาจาเป็นการปฏิบัติบูชาตามหลักศีล นั่งสมาธิ ซึ่งเป็นปฏิบัติบูชาตามหลักการทำสมาธิ และบรรยายธรรมให้โยมฟังขณะทำสมาธิได้ด้วย เพื่อให้ญาติโยมเกิดปัญญาใช้จิตคิดใคร่ครวญหลักธรรมที่ญาติโยมได้ฟังจากการบรรยายของฉันในมายาเทวีวิหาร ฉันทำได้เฉพาะช่วงที่มีคณะผู้แสวงบุญน้อยเท่านั้น หากมีคนเยอะมากขนาดเข้าแถวกันมาชมรอยเท้าพระพุทธเจ้า ผู้เขียนและคณะก็สวดมนต์กันข้างนอกมายาเทวีวิหาร หลายครั้งที่ฉันเห็นนิสิตชาวเนปาลที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเข้ามาสวดมนต์และนั่งสมาธิกันที่บริเวณเสาหินพระเจ้าอโศก การปฏิบัติตามพีธีกรรมของพุทธศาสนาเถรวาทจึงมีความเรียบง่ายมีความเป็นสากลมากเหมาะแก่ยุคสมัย เพราะความคิดของคนได้เปลื่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และมนุษย์มีกิจกรรมสนองความอยากมากมายสถานที่ประสูติจึงเป็นสังเวชนียสถานอันทรงคุณค่าของชีวิตที่มนุษย์ควรมาปฏิบัติบูชา.
บรรณนุกรมภาพ
-ภาพนี้ถ่ายสวนลุมพินีเมื่อปี ๒๐๐๙ ฉันมาทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาได้บรรยายประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและนำพาปฏิบัติบูชาให้กับคณะเจ้าหน้าที่บริษัทซีพีอินเดียจำกัดนำโดยดร.แสวงกลิ่นหอมและคณะเจ้าหน้าที่บริษัทซีพีอินเดียจำกัดขอบคุณมตินิติพลผู้ร่วมคณะแสวงบุญเจ้าของภาพที่ส่งมาให้จึงขออนุญาตนำเผยแผ่ใน Blogger นี้
-พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๗ ข้อ. ๖๘๙

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น