The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

แนวคิดญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : ลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ

 แนวคิดญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ :    ลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ

Epistemology  to Buddhaphumi Philosophy :  Lumbini, the birthplace of Prince Siddhartha ? 


๑.บทนำ :  เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือความจริง ? 

              โดยทั่วไป  สังคมชาวพุทธยอมรับกันว่า"อุทยานลุมพินี คือสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" ผู้ซึ่งต่อมาทรงสละทางโลกเพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์แสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเชื่อนี้ถูกสืบทอดผ่านพระสงฆ์ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน  และสอดแทรกในเพิธีกรรมทางศาสนา และบรรจุวิชาพระพุทธศาสนาในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๙ วิชา  รวมถึงในการศึกษาพระพุทธศาสนา ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในราชอาณาจักรไทยมาร่วม ๒,๕๐๐ ปี  จนชาวพุทธส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นความคิดจริงโดยปริยาย โดยไม่ได้ผ่านการวิจัยหรือรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อ
พิสูจน์ความจริงนั้น 

ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา มักใช้เหตุผล และการคาดคะเน มาอธิบายความจริงของเรื่องนั้นซึ่งบางครั้งเหตุผลอธิบายความจริงที่ถูกต้อง บางครั้งเหตุผลอธิบายความจริงที่ผิดพลาด บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนี้หรือลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลของพราหมณ์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้นจึงทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง 

เพื่อแก้ไขปัญหานี้  พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนไม่ให้เชื่อในทันที่เพียงเพราะฟังตามกันมา (ตามหลักกาลามสูตร)   แต่ทรงแนะนำให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์   มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานโดยใช้เหตุผลอธิบายเพื่อพิสูจน์ความจริง นั้น    

๒.โครงสร้างญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิกับการพิสูจน์เรื่องลุมพินี

           เดิมที่ปรัชญามีเพียงสาขา "อภิปรัชญา" (Metaphysics)      มุ่งศึกษาความจริงของสิ่งต่าง ๆ   เช่น มนุษย์  โลกจักรวาล ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเทพเจ้า ผ่านการคิดและใช้เหตุผลเชิงตรรกะ แต่เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดด้านอายตนะภายใน (การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส) และมีอคติบังตา   คำอธิบายทางอภิปรัชญาจึงมักขัดแย้งกันเอง พระพุทธองค์จึงทรงศึกษา(๑)ต้นกำเนิดของความรู้  (๒)โครงสร้างองค์ประกอบความรู้  (๓)วิธีได้มาซึ่งความรู้และ (๔) ความสมเหตุสมผลของความรู้    ซึ่งต่อมานักปรัชญาได้จัดกลุ่มเนื้อหานี้เรียกว่า "ญาณวิทยา"(Epistemology)    
 
            ๒.๑.ต้นกำเนิดของความรู้ (Source of Knowledge) : ประจักษ์นิยม  (Epmpiricism) ตามทัศนะของพระพุทธเจ้าและทฤษฎีประจักษืนิยมนั้น  ความรู้ที่แท้จริงต้องสามารถรับรู้หรือตรวจสอบได้ผ่านประสาทสัมผัส การพิสูจน์ว่าลุมพินีเป็นสถานที่ประสูติจริงของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่   จึงต้องผ่านการประเมินหลักฐาน ๓ ประเภท 
พยานเอกสาร :   เจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติที่สวนป่าลุมพินีในแคว้นสักกะดังปรากฏหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพยานเอกดิจิทัลพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๗ ข้อ. ๖๘๙ "พระโพธิสัตว์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐไม่มีผู้ใดเปรียบบังเกิดขึ้นแล้วในมนุษย์โลกที่ป่าลุมพินีในคามของเจ้าศากยะทั้งหลาย..."

            ๒.๒ องค์ประกอบความรู้ของมนุษย์ (Structure of Human Knowledge)  

         เมื่อมนุษย์จินตนาการเรื่องใดเรื่องหนึ่งไร้ขอบเขตจำกัด หากใช้จินตนาการเหล่านั้น สร้างภาพขึ้นมา เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องนั้นย่อมคลุมเครือไม่ชัดเจนถึงความเป็นมาของเรื่องนั้น มนุษย์นักปรัชญาจึงสร้างองค์ประกอบความรู้ขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ให้ชัดเจน เพื่อใช้ในการอธิบายความจริงของคำตอบตามกระบวนการทางญาณวิทยาออกเป็น ๔ ขั้นตอนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้      
         ๑.ผู้รับรู้ (  The Subject/ Knower) ข้อความที่เกี่ยวข้อง "ผู้ใด" คำอธิบายคือตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือตัวมนุษย์ หรือ "จิต" ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาความรู้ เป็นศูนย์กลางในเปิดรับและประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ  โดยมีอินทรีย์ ๖ หรืออายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เป็นช่องทางในการเชื่อมต่อโลกภายนอก

           ๒.การรับรู้และสั่งสมข้อมูล (Perception &Accumlation)
ชีวิตมนุษย์มีอายตนะภายในการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ     ในข้อความที่เกี่ยวข้อง "รับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วสั่งสมเรื่องราวไว้ในจิตเราสามารถอธิบายกระบวนการเป็นขั้นตอนของผัสสะ  (Empirical Sensing) และสัญญา (Memory / Disposition) การรับรู้ของมนุษย์นั้น เมื่อจิตผัสสะกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ  เหตุการณ์สังคมหรือข้อมูลภายนอกผ่านอายตนะภายใน     การสั่งสมความรู้ โดยจิตทำการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลทางอารมณ์หรือทักษะเหล่านั้นไว้ในโครงสร้างของจิตใจ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานข้อมูลในการติดต่อ

๓.วิธีการแสวงหาความรู้ที่แท้จริงของนักปรัชญา (Analysis &Reasoning) 

            เมื่อจิตวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ ข้อความที่เกี่ยวข้อง   วิเคราะห์เรื่องราวเหล่านั้นแล้วใช้เหตุผลเป็นคำอธิบายความจริง" โดยใช้คำอธิบายว่าเป็นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) ที่จิตนำข้อมูลที่สั่งสมไว้มาตรึกตรอง ตรวจสอบ จัดหมวดหมู่และค้นหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล โดยใช้เหตุผล (Resoning) เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น ๆ 

แม้พยานเอกสารในคัมภีร์พระไตรปิฎกออนไลน์จะยืนยันตรงกันว่า เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ  ณ สวนป่าลุมพินีในเขตแคว้นสักกะและข้อมูลดังกล่าวสามารถรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสจากการอ่าน และการตรึกตรองได้ก็ตาม   แต่เนื่องจากหลักฐานเอกสารเหล่านี้ เป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว  จึงยังคงเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยทางญาณวิทยาว่า สวนป่าลุมพินีซึ่งถูกระบุว่าเป็นสถานที่หยุดพักผ่อน (Rest area) ของผู้คนที่สัญจรระหว่างพระนครกบิลพัสดุ์และพระนครเทวทหะนั้น ตั้งอยู่ที่ใดในโลกเชิงประจักษ์ที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยอายตนะภายในปัจจุบัน ? 

เมื่อผู้เขียนขุดลึกลงไปในคัมภีร์ พระไตรปิฎกภาษาไทย(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)  เล่มที่ ๑๐   พระสุตันตปิฎกเล่มที่ ๒    ทีฆนิกาย มหาวรรค[๑.มหาปทานสูตร]  กฏธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ  ข้อ. [๓๐.] ๑๔.   ได้ระบุข้อเท็จจริงอัศจรรย์ไว้ว่า ในขณะที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดาได้มีธารน้ำ ๒ สายปรากฏขึ้นในอวกาศ สายหนึงเป็นน้ำเย็น และอีกสายหนึ่งเป็น้ำอุ่น เพื่อชำระล้างพระโพธิสัตว์และพระมารดา 

ข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำมาวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์และกายภาพ พบข้อเท็จจริงทางธรรมชาติว่า สวนป่าลุมพินีมีความพร้อมในการเป็นจุดแวะพักเดินทางไกลอย่างยิ่ง ด้วยอิทธิพลของป่าสาละที่ให้ร่มเงาตลอดทั้งปี ประกอบกับน้ำพุธรรมชาติใต้ดินทั้งธารน้ำร้อนและธารน้ำเย็น ที่พุ่งขึ้นขึ้นสู่สระโบกขรณีตลอดเวลา   ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้เดินทางระยะไกล (ไม่น้อยกว่า ๓๐ กิโลเมตร ได้เป็นอย่างดี  โดยธารน้ำเย็นช่วยดับความกระหาย และชดเชยน้ำเสียของร่างกาย  ส่วนธารน้ำร้อนช่วยชำระล้างความเปรอะเปื้อนและฟื้นฟูความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ลุมพินีจึงเป็นชัยภูมิที่สมบูรณ์แบบสำหรับการหยุดพักของเหล่านี้ นักเดินทาง พ่อค้าวานิช นักบวช ผู้แสวงบุญ   รวมถึงขบวนการเสด็จของพระนางมายาเทวีในการกลับสู่พระนครเทวทหะอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน 

อย่างไรก็ตาม   แม้คัมภีร์พระไตรปิฎกหลายฉบับจะได้รับฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่าสวนลุมพินีตั้งอยู่ในแคว้นสักกะ เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า ๒,๖๐๐ ปี กฎแห่งอนิจจังและแรงขับแห่งตรรกกิเลสของมนุษย์ได้ส่งผลให้สภาพภูมิศาสตร์ของชมพูทวีปเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แคว้นสักกะได้สูญเสียอำนาจอธิปไตยจากภัยสงคราม ผู้คนกระจัดกระจายย้ายถิ่นฐาน  พระนครกบิลพัสดุ์กลายเป็นเมืองร้าง แคว้นมหาอำนาจทั้ง ๑๖ แคว้น ล่มสลายลงตามกาลเวลา จนกระทั่งดินแดนปัจจันตชนบทแห่งนี้ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลในปัจจุบัน 
 
ความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์นี้เองนำไปสู่โจทย์ค้นคว้าที่สำคัญว่าสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ สวนลุมพินีแท้จริงแล้ว ตั้งอยู่  ณ พิกัดใดในปัจจุบัน  ?  ยังมีพยานวัตถุซากโบราณสถาน หรือร่องรอยทางโบราณคดี ที่สามารถยืนยันตำแหน่งดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด 

เมื่อสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม พบว่าหลังพุทธกาลได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นหลายคราว โดยเฉพาะรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชมีการสังคายนาครั้งที่ ๓  และมีได้มีการส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา และมีการสถาปนาศาสนวัตถุประวัติศาสตร์ไว้กว่า ๘๔,๐๐๐  แห่งทั่วชมพูทวีป  หลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้   ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน สถูป และเสาหินอโศกที่ถูกสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถาน จึงกลายเป็น "พยานวัตถ" สำคัญที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในการนำมาวิเคราะห์และให้เหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงเชิงญาณวิทยาต่อไป             

 ๔. พระเจ้าอโศกมหาราช กับการพิสูจน์เชิงญาณวิทยาในคัมภีร์มหาวงค์
มนคัมภีร์มหาวงศ์ได้ระบุว่าหลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน  ณ เมืองกุสินาราผ่านพ้นไปกว่า ๒๑๘ ปี  ดินแดนชมพูทวีป ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช  ผู้ทรงเป็นมหาราชแห่งราชวงศ์เมารยะ   พระองค์ทรงขยายขอบเขตขัณฑสีมา ด้วยแสนยานุภาพทางการทหาร ผ่านสงครามอันเกรียงไกร ทว่าชัยชนะเหล่านั้น ต้องแลกมาด้วยหยาดเลือด และน้ำตาของโศกนาฏกรรม 

ภาพของเหล่าทหารและประชาชนที่ล้มตายอย่างเหี้ยมโหด คราบเลือดที่เจิ่งนองและกองซากศพอันมหึมา   ได้กลายเป็นบาดแผลทางจิตใจที่ติดตรึงอยู่ในพระทัยของพระองค์  ยิ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่เมืองปัฏตาลีบุตรและได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของราษฎรในถิ่นทุรกันดารที่ตกอยู่ในสภาวะอดยาก    ลี้ภัยสงครามและละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน พระองค์ยิ่งเกิดความ "นิพพิทา" หรือความเบื่อหน่ายอย่างลึกซึ้งต่อการทำสงครามฆ่าฟันชีวิตมนุษย์เพียงเพื่อยื้อแย่งดินแดน

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงระลึกถึงอกุศลกรรม  และภาระทางจิตใจ  พระองค์จึงทรงแสวงหาที่พึ่งทางจิตใจเพื่อดับทุกข์ ทว่านักบวชในลัทธิความเชื่อเดิม       ที่เคยทรงศรัทธากลับไร้จริยวัตรอันงดงามขาดความสำรวมระวังในอินทรีย์       และไม่อาจเป็นสรณะอันประเสริฐในยามเกิดทุกข์ได้ความศรัทธาในสมณะเหล่านั้นของพระองค์จึงค่อย ๆ เสื่อมถอยลง

แต่ชีวิตพระองค์ทรงดำรงอยู่ในความมืดมิด เพราะยังทรงไม่เข้าใจในสัจธรรมของชีวิต      จนกระทั่งพระองค์ทรงได้มีโอกาสสดับรับฟังธรรมเรื่อง "ความไม่ประมาท" ในชีวิตจากสามเณรนิโครธแสงสว่างแห่งปัญญาก็ส่องสว่างขึ้นในพระทัย พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเกิดความศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา  ทรงสมาทานเบญจศีลและเบญจธรรมเป็นนิตย์   พร้อมทั้งทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ รูป

ทว่าการอุปถัมภ์บำรุงอย่างมหาศาลนี้ กลับกลายเป็นเหตุให้เหล่าอัญเดียรถีย์ และนักบวชลัทธิอื่นปลอมแปลงเข้ามาบวชเพื่อแสวงหาผลประโยชน์  จนทำให้พระธรรมวินัยเกิดความเศร้างหมอง เพื่อความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมคำสอน  พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงเป็นองค์เอกอัครชูปถัมภ์  ในการสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้น  ณ  เมืองปัฏตาลีบุตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕ โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน

ในระหว่างการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ พระองค์ทรงสดับรับฟังพระธรรมวินัยด้วยความใส่พระทัยและวิจารณาณ จนกระทั่งทรงระลึกถึงข้อความในมหาปรินิพพานสูตรที่ระบุว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา หากได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง(สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ที่ปฐมเทศนา และปรินิพพาน) เมื่อสิ้นอายุขัยย่อมมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

ข้อความดังกล่าวจุดประกายตรรกะ และกระบวนการทางญาณวิทยาในพระทัยแม้พระไตรปิฎกจะบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า "สวนลุมพินี" คือสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ แต่พระองค์ทรงเกิดข้อสงสัยเชิงประจักษ์ว่าสวนลุมพินีที่แท้จริงนั้นตั้งอยู่  ณ  พิกัดใดในภูมิศาสตร์ของชมพูทวีป ?  

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระดำเนินออกค้นหา สำรวจ และพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยพระองค์เอง เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ นำไปสู่การสร้างอนุสรณ์สถานและเสาหินอโศกไว้เป็นทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ ณ  สถานที่ประสูติตราบจนสืบมา      

             ๔.๑  เสาหินอโศกและวัดมายาเทวี (พยานวัตถุเชิงประจักษ์ ณ ลุมพินีวัน)  หลังจากเสร็จสิ้น การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๓๕ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและทรงเกิดความเลื่อมใสในอานิสงส์ของการเสด็จแสวงบุญ ณสังเวชนียสถาทั้ง ๔ ตำบล ต่อมา พ.ศ. ๒๓๘ (ซึ่งเป็นปีที่ ๒๐ แห่งการขึ้นครองราชย์) พระเจ้าอโศกมหาราชจึงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมคณะผู้แสวงบุญกลุ่มแรกจากนครปัฏตาลีบุตรเพื่อค้นหาสถานที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

การเสด็จพระดำเนินครั้งนั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามรอยบาทพระศาสดาแล้ว ยังมีพระราชประสงค์เพื่อพิสูจน์และระบุพิกัดสถานที่ประสูติ ภายใต้ต้นสาละใกล้สระโบกขรณี ซึ่งเป็นจุดแวะพักเดินทางไกลมีธารน้ำพุร้อนและธารน้ำพุเย็นพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน  สถานที่แห่งนี้เมื่อเดิมเป็นจุดหยุดพัก ของผู้สัญจรบนเส้นทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะและเป็นสถานที่เหล่าข้าราชบริพารใช้สรงสนานพระวรกายของพระนางมายาเทวี และพระทารกโคตมโพธิสัตว์แรกประสูติจากครรภ์พระมารดา

เมื่อพระอุปครุฑ(พระโมคคัลบุตรติสสะเถระพระอาจารย์ของพระองค์) ได้ชี้จุดประสูติจริงของเจ้าชายสิทธัตถะพระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงโปรดให้สร้างเสาหินอโศกพร้อมสลักอักษรพราหมีไว้เป็นพยานวัตถุสำคัญดังข้อความจารึกที่แปลโดยพระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตติ) และพระสุธีวรญาณในหนังสือบันทึกธรรม ๘๐ ปีพระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ความว่า 

          "พระเจ้าเทวนัมปิยะทัสสี  เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปีได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้ด้วยพระองค์เอง    ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนี ได้ประสูติ ณ ที่นี้  จึงทรงโปรดให้สร้างรูปเสาหิน (บางท่านแปลว่ารั้วหิน) และประดิษฐ์ศิลาไว้เป็นที่หมายและ   และเนื่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ประสูติ ณ สถานที่แห่งนี้    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หมู่บ้านลุมพินี ได้รับยกเว้นภาษีทั่วไป และทรงให้จ่ายส่วยผลผลิตที่ดินเพียงหนึ่งในแปดส่วนเท่านั้น (หมายเหตุ : บางทัศนะแปลว่าทรงงดเว้นภาษีส่วนนี้ด้วยเช่นกัน)

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าในราวปี พ.ศ. ๑๓๑๒ (ค.ศ.๑๒๖๙) กษัตริย์ริปู มัลละ(Ripumalla)แห่งราชวงศ์ขสาสะ (Khasa) ได้เสด็จมาเยือนสวนลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าและทรงสลักข้อความเพิ่มเติมไว้บนเสาหินอโศกแห่งนี้ด้วย 

ภายหลังการค้นพบสถานที่ประสูติแล้ว  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างอารามและศาสนวัตถุรวม ๘๔, ๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป ซึ่งรวมถึงการสถาปนา "วัดมายาเทวี"  ขึ้น ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ เพื่อคุ้มครองปกป้องสถานที่ประสูติบูชาพระคุณของพระพุทธองค์ และเปิดโอกาสให้อนุชนรุ่นหลังได้เดินทางมาปฏิบัติบูชา ตามคำสอนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต 

วัดมายาเทวีมีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งเสื่อมโทรมและถูกทำลายลงในราวค.ศ.  ๑๑๐๐  จากภัยสงครามและการแผ่อิทธิพลของศาสนาอื่น จนส่งผลให้พระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาค่อย ๆ ลบเลือนไปจากอนุทวีปอินเดีย

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘  องค์การยูเนสโก (Unesco)  ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้สวนลุมพินี ประเทศเนปาลเป็นมรดโลกทางวัฒนธรรม นำไปการขุดค้นทางโบราณคดีครั้งใหญ่ มีการรื้อถอนศาสนสถานของวัดฮินดูที่สร้างทับซ้อนอยู่ออก จนกระทั่งค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่น่าอัศจรรย์ใต้ชั้นดิน ได้แก่ 

             ๑.ฐานวัดพุทธโบราณ นักโบราณคดีค้นพบว่าใต้ฐานของวัดฮินดูที่สร้างขึ้นด้านบน มีห้องปฏิบัติธรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑๔ ห้อง

            ๒.สถูปอนุสรณ์ และรอยพระพุทธบาท นักโบราณคดีขุดค้นพบสถูปขนาดเล็กที่เป็นอนุสรณ์ระบุจุดที่เทวดา ๔ องค์  ลงมารับพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะจากครรภ์พระมารดา ตลอดจนศิลาแผ่นจำลองรอยพระพุทธเจ้าบาทเพื่อระบุจุดประสูติที่แม่นยำ  

การค้นพบพยานวัตุโบราณคดีเหล่านี้   ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เคยสูญหายไป  แต่ยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันความสมเหตุสมผลทางญาณวิทยาอย่างแน่แท้ว่า  สวนลุมพินีวันคือสถานที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง           

          ๔.๒. พระราชินีมายาเทพีในทัศนะฮินดู (Qีueen Maya, Hindu Goddess)   ในเวลาต่อมาเมื่อเหล่านักบวชพราหมณ์ได้ศึกษาพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท    ได้ก่อให้เกิดข้อสังเกตและประเด็นถกเถียงทางญาณวิทยาอย่างกว้างขวาง    โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "ปวัตตมังสะ" หรือเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์โดยส่วนสามคือ   ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้สงสัยว่า เขามีเจตนาเจาะจงถวายแก่ตน   ซึ่งเปิดช่องให้เกิดข้อกังขาเชิงตรวจสอบในสังคมว่า  มนุษย์จะสามารถพิสูจน์และรับรู้ได้อย่างแท้จริงอย่างไรว่าอาหารเนื้อสัตว์นั้นปราศจากการเจตนาฆ่าเพื่อนำมาถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ 

ต่อมาศาสนาพราหมณ์ได้มีการปฏฺิรูปตนเองเข้าสู่ยุคศาสนาฮินดู จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและและนำหลักการในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายตน  โดยสร้างความเชื่อว่า "พระโคตมพุทธเจ้า เป็นหนึ่งอวตารของพระวิษณุ(นารายอวตาร)ที่เสด็จลงมาเพื่อโปรดมนุษย์และดับความทุกข์ในโลกเป็นพระพุทธเจ้า 

การบูรณาการทางความเชื่อนี้   ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ ดังที่ผู้เขียนได้เดินทางไปสักการะ   ณ       สวนลุมพินีอันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า   ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๕๐  และได้พบเห็นสตรีชาวเนปาลจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาประกอบพิธีกรรมสักการะพระนางมายาเทวี  ณ มายาเทวีวิหาร             

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคมของทุกปีชาวฮินดูจำนวนมากจึงพร้อมใจกัน    เดินทางมาทำพิธีสักการะพระนางมายาเทวี   โดยการนำใบอโศกมาวางเรียงตามทางเดินในมายาเทวีวิหาร พร้อมทั้งโรยผงชาดสีแดงลงบนแผ่นหินแกะสลักหินโบราณในฐานะ    "รูปเทวี"  (Rupa Devi) หรือเทวีแห่งโชคลาภ    และความสมบูรณ์เพื่อกราบไหว้ขอพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่   และได้บุตรชาย  ผู้บุญบารมีเช่นเดียวกับพระนางมายาเทวี  ผู้ประสูติโพธิสัตว์      

               ๔.๓. รอยพระพุทธบาท (Mark Stone) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ องค์กรยูเนสโก (UNESCO)    ได้ขึ้นทะเบียนให้ "อุทยานลุมพินี" สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม  จากนั้นกรมโบราณคดีแห่งสหพันธรัฐประชาธิปไตยเนปาล       ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ  ได้เข้าดำเนินการขุดค้นโบราณสถานอย่างเป็นระบบโดยได้ทำการรื้อถอนเทวสถานฮินดูเดิม (วัดมายาเทวีแบบโบราณ) ที่สร้างสครอบเนินดินโบราณสถานพุทธเอาไว้     เพื่อขุดสำรวจช้นดินตามหลักวิชาการ

การขุดค้นใต้อาคารเทวสถานฮินดูเดิม นักโบราณคดีได้ค้นพบซากกลุ่มอาคารอิฐโบราณ และห้องปฏิบัติธรรมนับสิบห้อง ซึ่งซ้อนทับกันหลายยุคสมัย   ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เมารยะย้อนไปจนถึงยุคก่อนพระเจ้าอโศกณ จุดศูนย์กลางของสถูปโบราณชั้นล่างสุด                 ได้ค้นพบ "หินเครื่องหมาย" (Marker Stone) ซึ่งเป็นหินทรายแกะสลักรูปแผ่นรอยพระพุทธบาทขนาดเท่าเด็กทารกแรกเกิด      วางบนฐานหินเพื่อระบุ " ตำแหน่งที่ประสูติที่แน่นอน"               (The Exact Birthplace Of Buddha) หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดียืนยันตรงกัน ว่าจุดนี้คือตำแหน่งประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะอย่างแท้จริงรัฐบาลเนปาลจึงได้สร้าง วิหารมายาเทวี"    หลังใหม่ขึ้นครอบรักษารอยพระบาทและโบราณสถานทั้งหมดไว้ให้สาธารณชนได้สักการะ 

นอกจากหลักฐานหินเครื่องหมายแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงยังมี "เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช"     ซึ่งปรากฏอักษรพราหมี (Brahmi Script) เจาะลึกลงบนหินอย่างชัดเจน      ยืนยันว่าพระเจ้าอโศกมหาราช เสด็จพระราชดำเนินมาจาริกแสวงบุญ  ณ     สวนลุมพินี สถานที่ประสูติ ของพระพุทธเจ้า   เมื่อราว ๒๔๙ปีก่อนครัสตกาล (พ.ศ. ๒๙๔) 

ดังหลักฐานคำแปลจารึกเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งลุมพินี  โดยพระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตติ)      ซึ่งอ้างอิงไว้ในหนังสือบันทึกธรรม ๘๐ ปี  พระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเขียนโดยพระสุธีวรญาณได้แปลความไว้ว่า

 "พระเจ้าเทวนัมปิยะทัสสี (พระเจ้าอโศกมหาราช)     เมื่อได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปีได้เสด็จมานมัสการ ณ     ที่นี้ด้วยพระองค์เองด้วยทรงทราบว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้        จึงทรงโปรดสร้างรูปเสาหิน (รั้วหิน/กำแพงหิน)         และประดิษฐ์เสาหินไว้เป็นเครื่องหมายโดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่แห่งนี้  จึงทรงโปรดให้หมู่บ้านลุมพินีได้รับยกเว้นภาษีทั่วไป    และทรงให้เสียภาษีเพียงหนึ่งในแปดส่วนของผลผลิต เป็นค่าภาษีที่ดิน (นักวิชาการบางท่านแปลว่าให้งดเว้นภาษีที่ดินด้วยทั้งหมด)"           

๔.๔. สระโบกขรณี (พยานวัตถุและหลักฐานเชิงประจักษ์แห่งการประสูติ)

                 เมื่อผู้เขียนเดินทางไปแสวงบุญ    ณ   สวนลุมพินี           อันเป็นที่ตั้งของวัดมายาเทวี   (Maya Devi temple)   ผู้เขียนพบว่า "สระโบก ขรณี"             สระน้ำโบราณที่ปรากฏหลักฐานสอดคล้องกับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างน่าอัศจรรย์ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖           มัชฌิมนิกาย อุปริปัณนาสก์     อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ข้อ (๒๐๖)    .๑๗  กล่าวว่า 

"ข้าพระองค์ได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่าอานนท์เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติ    จากพระครรภ์ของพระมารดามีธารน้ำปรากฎในอากาศ ๒ สายคือธารน้ำอุ่นธารน้ำเย็นเพื่อสระสนานพระโพธิสัตว์และพระมารดา"

           จากพยานหลักฐานในพระไตรปิฎกข้างต้นสอด รับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นข้อยุติว่า  สระโบกขรณีเป็นสระน้ำที่มีอยู่จริงตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล ฐานดินชั้นล่างสุดใต้สระโบกขรณีนั้น  ผู้เขียนเคยพบพยานเอกสารภาพถ่ายขณะขุดค้นสระโบกขรณีในหนังสือหลายฉบับนั้น   มีลักษณะของปล่องของกระแสน้ำร้อนและกระแสน้ำเย็น จำนวน ๒ ปล่องด้วยกันที่กระแสน้ำพุทั้งสองสายพุ่งสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะ (พระโพธิสัตว์โคตมะ)  หลังจากประสูติกาลแล้ว  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้จากพยานเอกสารพระไตรปิฎก    ภาพถ่ายการขุดค้นสระน้ำในบริเวณวัดมายาเทวี  และพยานวัตถุ สระโบกขรณีที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของผู้เขียนเองเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลจากพยานหลักฐานแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า พยานหลักฐานที่นำมาวิเคราะห์นั้นได้  เหตุผลของคำตอบสอดคล้องต้องกัน อย่างสมเหตุสมผล ไม่มีข้อพิรุธแตอย่างใด    และไม่มีคัมภีร์อื่นใดจะยกขึ้นมาหักล้างโต้แย้ง ข้อเท็จจริงความจริงในพยานเอกสารพระไตรปิฎกและสถานที่ตั้งของสวนลุมพินีซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดมายาเทวี อีกต่อไป เชื่อว่าสระโบกขรณีแห่งนี้ เป็นสถานที่สระสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางมายาเทวีจริง    

         ๔.๖. Google Map   เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากแผนที่โลก ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของวัดมายาเทวี   เสาหินอโศก   และสระโบกขรณีนั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทือกเขาหิมาลัยมากนักโดยแผนที่โลกกูเกิลระบุไว้ชัดเจนว่า maya Devi temple  ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณกบิลพัสดุ์  และตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทศบาลตำบลเทวทหะ  ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระนางมายาเทวีในฤดูแล้ง เราจะมองเห็นหน้าผาเทือกเขาหิมาลัยจากพื้นดินได้ชัดเจนเหมือนม่านรอเมฆมากระทบหน้าผาแล้วกลั่นตัวเป็นฝนจำนวนมหาศาลที่ตกลงบนที่ราบเชิงเขาหิมาลัย       ทำให้ดินบริเวณนี้อุดมไปด้วยน้ำเหมาะแก่การเกษตรกรรมและปลูกข้าวใช้เลี้ยงคนมาทุกยุคทุกสมัย  

              หลายพันปีผ่านไปกระแสน้ำพุร้อนและกระแสน้ำพุเย็นอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ เนื่องจากปริมาณน้ำเคยมีมหาศาลลดลงอย่างมาก  จึงไม่ได้ไหลพุ่งขึ้นมาเหมือนเมื่อก่อน เพราะปริมานน้ำฝนในเทือกเขาหิมาลัยลดลงอย่างรวดเร็ว  เพราะมนุษย์ได้บุกรุกและยึดครองดินแดนเทือกภูหิมาลัย     เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม  เพาะปลูกข้าวและพืชไร่บนที่ราบเชิงหิมาลัย (Himalaya Mountain) ที่เรียกว่า    เนินเขา Sivalik Range และเนินเขาMahabharat Range เมื่อจำนวนมนุษย์เพิ่มมากขึ้นโดยธรรมชาติแล้ว  ป่าไม้จะถูกนำไปใช้ในการเพาะปลูก และตัดต้นไม้เป็นฟืนปริมานมากขึ้นในการปรุงอาหารสำหรับมนุษย์เพื่อการยังชีพ ทำให้ปริมานต้นไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้ฝนตกน้อยลง เพราะบนภูเขาไม่มีป่าไม้มาบังเมฆและหมอกลอยเข้ามาควบแน่นเป็นหยาดฝนที่ตกลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย    เมื่อน้ำฝนตกมากก็ไม่มีป่าไม้มาปิดกั้นการไหลของน้ำให้ช้าลง และดูดซับน้ำให้ซึมลงใต้ดินจึงมีน้ำใต้ดินปริมานน้อยเท่านั้น  กระแสน้ำพุร้อนและกระแสน้ำพุเย็น  ครั้งหนึ่งที่เคยลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก็จะลดลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม    สระโบกขรนีมีน้ำอยู่ตลอดทั้งปีและไม่เคยแห้ง      แต่ในยุคนี้ ผู้คนแทบไม่ใครรู้ว่าใต้สระน้ำโบกขรณีมีธารน้ำร้อนและน้ำเย็นปรากฎเช่นในสมัยโบราณ  

            ๘. บ่อเกิดความรู้ของผู้เขียน   ตามทฤษฎีความรู้ประจักษ์นิยมมีแนวคิดว่า   "มนุษย์คนใดคนหนึ่งรับรู้จากประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในใจเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของผู้คนนั้น    ตามทฤษฎีความรู้นี้        เราสามารถตีความได้ว่าบ่อเกิดความรู้ของมนุษย์คนหนึ่งคนใดย่อมรับรู้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น      จึงถือได้ว่าเป็นความรู้และความจริง กล่าวคือบ่อเกิดความรู้ของผู้เขียนเกี่ยวกับสวนลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า      สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของผู้เขียน           เมื่อผู้เขียนเดินทางมาแสวงบุญเพื่อปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าในช่วงฤดูหนาวของเดือนธันวาคมของทุก ปี     เนื่องจากเส้นทางการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเป็นเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ไกลที่สุด   ความร้อนน้อยที่สุดจากแสงแดดจะแผ่ลงมายังโลก  ความเย็นจากเทือกหิมาลัยพัดลงมาปกคลุมสู่ที่ราบ Trerai   อันเป็นสถานที่ตั้งของเมืองสิทธัตถะนครทั้งเมือง    ผู้เขียนนั่งรถโดยสารของผู้แสวงบุญชาวไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสิทธัตถะนคร ประเทศเนปาล     ผ่านหมอกควันและถนนแคบ ๆ สู่เมืองลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า  เสียงของพระวิทยากรได้เริ่มบรรยายตั้งแต่เช้าตรูของทุกวัน  ตลอดทั้งวันไปถึงค่ำโดยไม่เหนื่อยหน่ายกับชีวิต ค่อย  ๆ  ขับกล่อมผู้แสวงบุญ เราก็ค่อย ๆ ใช้จิตพิจารณาธรรม ซึ่งเป็นเรื่องราวแห่งธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ มีปัจจัยทางกายและจิตใจมารวมกันทำให้เกิดชีวิตมนุษย์ใหม่เกิดขึ้นในโลกนี้    จิตใจของมนุษย์ทุกคนต้องอาศัยร่างกายของตนเองรับรู้ข้อมูลในการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ ผ่านอวัยวะอินทรีย์ทั้ง  ๖  ของพวกเขา เมื่อจิตมนุษย์รับรู้ข้อมูลของเรื่องราวต่าง ๆ จากการศึกษา วิจัยและการปฏิบัติ  มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงในเรื่องนั้น  คำตอบที่ได้ย่อมเป็นความรู้และความจริงขึ้นมา  

             ดังนั้นเมื่อผู้เขียนตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอ   มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เกี่ยวกับสวนลุมพินี    ประเทศเนปาลจากหลักฐานต่าง ๆ  แล้ว             ผู้เขียนเห็นว่าสถานแห่งนี้เป็นสวนลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า      มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลอย่างแน่นอน   เพราะหลักฐานที่สำคัญคือเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ที่แกะสลักเป็นอักษาพราหมียืนยันว่า    พระเจ้าอโศกได้เคยมาที่สถานแห่งนี้    ตั้งอยู่ในแควักกะชนบท  เพราะห่างจากแม่น้ำโรหินีซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นโกลิยวงศ์ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน      รวมทั้งสระโบกขรณีซึ่งเป็นสถานที่สระสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะและพระวรกายของพระนางมายาเทวี เป็นต้น.            

วิธีปฏิบัติบูชาที่สวนลุมพินี  เมืองสิทธัตถะนคร เนปาล 

           เมื่อผู้เขียนได้นำผู้แสวงบุญเที่ยวชมภายในมายาเทวีวิหาร   อันเป็นสถานประสูติจริงของพระพุทธเจ้า   เพราะตรงจุดของสถานที่ประสูตินั้น ที่มีรอยเท้าของพระโพธิสัตว์แกะสลักมาจากหินวางไว้เป็นสัญลักษณ์ให้ชาวพุทธทั่วโลก        ได้รับรู้ว่าเป็นสถานที่ประสูติจริงของพระพุทธเจ้าแล้ว      ถึงเวลาที่พระธรรมวิทยากรต้องนึกคิดที่ต้องทำกิจกรรมต่อไป   คือ การปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าตามวิธีการของมรรคมีองค์ ๘    เพราะเป็นแนวทางของการปฏิบัติเพื่อชำระล้างความทุกข์ที่สั่งสมนอนเนื่องในกระแสจิตวิญญาณให้หมดสิ้นไป 

            หลักศีล   ศีลเป็นข้องดเว้นมิให้เบียดเบียนชีวิตตนเองและผู้อื่นด้วยการกระทำทางกาย วาจา และทางใจ (จิตวิญญาณ)  เมื่อมนุษย์เบียดเบียนผู้อื่น   ผลของกระทำมีคุณค่าเป็นอกุศลกรรมสั่งสมอยู่ในจิต   เมื่อตายย่อมไปจุติในทุคติภูมิ  ทั้งนี้เป็นเพราะชีวิตมนุษย์อ่อนแอ  เติมไปด้วยความฟุ้งซ่าน เต็มไปด้วยความยากที่เรียกว่าตัณหา  ทำให้กระแสจิตวิญญาณผัสสะสิ่งใดสิ่งหนึ่งจรเข้ามาสู่ชีวิต ย่อมเกิดความไม่มั่นคง และหวั่นไหวในสิ่งนั้น   วิธีการปฏิบัติบูชาจึงเริ่มต้นสวดมนต์ให้จิตวิญญาณจดจ่อ   กับบทสวดมนต์แปลให้รู้ความหมายยิ่งดี ช่วยหันเหจิตวิญญาณไปจากความคิดฟุ้งซ่าน   เพราะตัณหาที่มีอยู่ในกระแสจิตวิญญาณผุดขึ้นมาตลอดเวลา   แม้ในช่วงแรกอาจจะยากไปก็ต้องฝืนเปล่งเสียงบทสวดมนต์ได้ จนกระทั้งจิตสงบระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านอื่น เหลือแต่เปล่งเสียงสวดมนต์เพียงอย่างเดียว การสวดมนต์จึงเป็นการสำรวมกาย วาจา  ของผู้ปฏิบัติ การสวดมนต์จึงเป็นการกระทำที่เรียกว่ากุศลกรรม  จึงสังเคราะห์เข้าหลักศีลอันเป็นหลักหนึ่งของมรรคมีองค์ ๘ ได้

            ส่วนลุมพินีเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า   ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางมาสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลายครั้ง      ผู้เขียนมาฬงครั้งแรกในฐานะนักศึกษาผู้เรียนรู้ในสถานที่จริง เพื่อทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา ครั้งต่อมาในฐานะผู้แสวงบุญบ้าง   ในฐานพระธรรมวิทยากรบ้าง    การเดินทางไกลมาสู่สถานประสูติแห่งนี้แม้จะเหนื่อยล้า แต่ฉันไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะมาแต่อย่างใดเพราะการเดินทางมา สถานที่แห่งนี้แต่ะละครั้ง   ได้แต่ความสงบสุขของชีวิตทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นโชคต่างหากเพราะไม่ได้เที่ยวชม     แต่ฉันมาปฏิบัติบูชาด้วยการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิในสถานประสูติ  จิตของฉันได้สั่งสมที่ชาวพุทธทุกคนควรมาปฏิบัติบูชาด้วยวิธีการตามมรรคมีองค์ ๘    หลักสมาธิ     เมื่อสวดมนต์ไหว้พระจนกระทั่งจิตผู้สวดมนต์จดจ่อกับบทสวดมนต์จนเสร็จแล้ว   ถึงเวลาควรนั่งสมาธิเพื่อฝึกฝนจิตใจท้อแท้ เพราะอารมณ์ตัณหาในความอยากมี อยากเป็น อยากได้  ผุดขึ้นมาเป็นมโนภาพตลอดเวลา การฝึกอารมณ์เหล่านี้ด้วยใจจดจ่ออารมณ์กรรมฐานหรือแบบของการปฏิบัติ  นานมากขึ้นจนกว่าจิตจะสงบลงได้หลักภาวนา  ธรรมชาติของจิตมนุษย์มนุษย์มีกิเลสเพราะอารมณ์ตัณหาฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา     วิธีปฏิบัติให้หายจากความทุกข์เพราะจิตฟุ้งซ่านได้ด้วยหันเหกระแสจิตวิญญาณของผู้นั้นมิให้เกิดความทุกข์  กล่าวคือ ผู้เขียนจะบรรยายเรื่องราวของของพระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกับสถานที่นั้นในขณะผู้แสวงบุญภาวนา    เพื่อดึงดูดกระแสจิตวิญญาณของผู้ภาวนามิให้ตกอยู่ในอำนาจของจิตฟุ้งซ่านอีกต่อไป     จากประสบการณ์การทำงานเป็นพระวิทยากรในแดนพุทธภูมิ มีผู้แสวงบุญหลายชื่นชอบวิธีการภาวนาแบบนี้ไม่น้อยที่เดียว  

          ในการเดินทางมาสู่มายาเทวีวิหาร ทุกครั้งที่ฉันมาที่สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ บ่อยครั้งที่ผู้เขียนสวดมนต์ในมายาเทวีวิหาร    เพื่อสำรวมกายวาจาเป็นการปฏิบัติบูชาตามหลักศีล   นั่งสมาธิ ซึ่งเป็นปฏิบัติบูชาตามหลักการทำสมาธิ  และบรรยายธรรมให้โยมฟังขณะทำสมาธิได้ด้วย เพื่อให้ญาติโยมเกิดปัญญาใช้จิตคิดใคร่ครวญหลักธรรมที่ญาติโยมได้ฟังจากการบรรยายของฉันในมายาเทวีวิหาร ฉันทำได้เฉพาะช่วงที่มีคณะผู้แสวงบุญน้อยเท่านั้น  หากมีคนเยอะมากขนาดเข้าแถวกันมาชมรอยเท้าพระพุทธเจ้า      ผู้เขียนและคณะก็สวดมนต์กันข้างนอกมายาเทวีวิหาร หลายครั้งที่ฉันเห็นนิสิตชาวเนปาลที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเข้ามาสวดมนต์และนั่งสมาธิกันที่บริเวณเสาหินพระเจ้าอโศก  การปฏิบัติตามพีธีกรรมของพุทธศาสนาเถรวาทจึงมีความเรียบง่ายมีความเป็นสากลมากเหมาะแก่ยุคสมัย   เพราะความคิดของคนได้เปลื่ยนแปลงไปตามกาลเวลา     และมนุษย์มีกิจกรรมสนองความอยากมากมายสถานที่ประสูติจึงเป็นสังเวชนียสถานอันทรงคุณค่าของชีวิตที่มนุษย์ควรมาปฏิบัติบูชา.
   
              พระเจ้าอโศกมหาราชทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างของพุทธสาวกในยุคหลังพุทธกาล   เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จสู่ปรินิพพานเวลาผ่านไป ๒๐๐ กว่าปีแล้ว    พระเจ้าอโศกมหาราชทรงประกาศยกเลิกทำสงคราม เพราะเมื่อจิตของพระองค์เห็นผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมากเกิดธรรมสังเวชในชัยชนะที่เปื้อนเลือด      ผลของสงครามทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากนับแสนคน  และผู้คนจนอดอยากล้มตายกันเป็นจำนวนมาก  เมื่อเลิกทำสงครามที่แคว้นกลิงค์แล้ว เมื่อทรงสมาทานพระองค์เป็นพุทธมามกะแล้ว       พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาก       พระองค์ทรงดำเนินวิถีชีวิตของพระองค์ตามแนวคิดของมรรคมีองค์ ๘      ซึ่งเป็นทางสายประเสริฐเพราะเป็นทางไปสู่ความหลุดพ้นตามวิถีพุทธที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ไว้ดีแล้ว  พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาปฏิบัติบูชาที่ใต้พระมหาโพธิ์ เป็นประจำมิได้ขาดโดยเฉพาะวันธรรมะสวนะ     และจัดงานเฉลิมฉลองแก่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นประจำทุกปี หลังจากต้นพระศรีมหาโพธิ์   ซึ่งเป็นสหชาติกับพระพุทธองค์ได้ถูกทำลายไปแล้วเพราะพระนางติสยรักษ พระมเหสีของพระองค์และเมื่อมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นใหม่งอกขึ้นมาเองแทนที่แล้ว พระองค์ทรงพิจารณาต่อไปอีกว่าในกาลอนาคตข้างหน้าต้นพระศรีมหาโพธิ์  อาจถูกทำลายลงไปด้วยมิจฉาทิฐิของมนุษย์ต่างศาสนาอีก  พุทธสาวกรุ่นหลังอาจไม่มีโอกาสเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์   และตั้งจิตน้อมระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดในสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธองค์จึงทรงโปรดให้สร้างพระเจดีย์เป็นวิหารขนาดเล็ก ๆ ไว้เป็นเครื่องหมายเพื่อรักษาสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไว้และพระองค์พร้อมกับข้าราชบริพารได้เสด็จตามรอยบาทพระศาสดา  สู่แดนพุทธภูมิด้วยภาระหน้าของการค้นหาสังเวชนียสถานทั้ง ๔        โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นพระอริยบุคคลรูปแรก     ทำหน้าที่เป็นพระธรรมวิทยากรถวายความรู้เกี่ยวกับสังเวชนียสถาน  แด่พระเจ้าอโศกมหาราชและค้นหาสังเวชนียสถานอีก ๓ แห่งให้ครบตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฎกฯ
              
บรรณนุกรมภาพ

-ภาพนี้ถ่ายสวนลุมพินีเมื่อปี ๒๐๐๙   ฉันมาทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาได้บรรยายประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและนำพาปฏิบัติบูชาให้กับคณะเจ้าหน้าที่บริษัทซีพีอินเดียจำกัดนำโดยดร.แสวงกลิ่นหอมและคณะเจ้าหน้าที่บริษัทซีพีอินเดียจำกัดขอบคุณมตินิติพลผู้ร่วมคณะแสวงบุญเจ้าของภาพที่ส่งมาให้จึงขออนุญาตนำเผยแผ่ใน Blogger นี้ 

-พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๗ ข้อ. ๖๘๙

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ