แนวคิดเชิงอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : ลุมพินี, สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
Metaphysics In Buddhaphumi Philosophy : Lumbini, the Birthplace of Prince Siddhartha
บทนำ ความจริงเกี่ยวกับสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
มนุษย์โดยทั่วไปรับรู้โลกและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ผ่านช่องทางแห่งอายตนะภายในอันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ประสบการณ์สัมผัสเหล่านี้ถูกถอดรหัส สั่งสม และบันทึกไว้ในจิตตะส่วนลึกในฐานะ"เวทนา"(ความรู้สึก-ทุกข์)และ "สัญญา" (ความจำได้หมายรู้) ทว่ากระบวนการของจิตมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับรู้และรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ แต่ยังพลวัตแห่งการคิดค้นและวิพากษ์ตกผลึกเป็น "เหตุผล" ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงปรัชญาที่มนุษย์ใช้อธิบาย และสื่อสารแก่สาธารณชน
อย่างไรก็ตาม เมื่ออาตนะภายในของมนุษย์อันเป็นเครื่องมือรับรู้ของมนุษย์มีขีดจำกัดทางกายภาพในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ซ้ำร้ายยังถูกบดบังด้วยอคติที่เกิดขึ้นจากอวิชชา(ความไม่รู้) ความรักความชัง และความกลัว เมื่อข้อเท็จจริงของชีวิตมนุษย์เป็นเช่นนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะจำแนกแยกแยะระหว่าง"สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุดอันไร้กาลเวลา) การแสดงทัศนะของมนุษย์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา โดยอาศับปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะเฉพาะหน้า ดังนั้น พวกเขาจึงแสดงความคิดของตนเองเกี่ยวกับความจริง โดยใช้ปฏิภาณเชิงตรรกะในขณะนั้น และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น
ในบริบทของพระพุทธศาสนา ชาวพุทธทั่วโลกต่างเคยได้ยินเรื่องราวของ"ลุมพินี,สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" มหาบุรุษผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นหนึ่งมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี ในยุคเริ่มแรก ความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยเหล่านี้ ถูกรักษาไว้ผ่านระบบ"มุขปาฐะ"(การท่องจำสืบต่อ ๆ กันมาโดยมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์ ตามนิยามในพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน ๒๕๕๔ ) โดยพระอรหันต์ขีณาสพ(ผู้บรรลุธรรมขั้นสูง) ซึ่งรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ในพระไตรปิฎก พระอรหันต์(ผู้บรรลุธรรม)ผู้สืบสานการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ทว่าในมิติเชิงปรัชญาความรู้และสภาวะธรรมที่สถิตอยู่ในจิตพระอรหันต์ย่อมเสี่ยงต่อการสูญหายไปพร้อมกับการดับขันธปรินิพพาน
ด้วยเหตุนี้เพื่อไม่ให้พระธรรมวินัยอันเป็นเข็มและคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ทิศนำทางดวงวิญญาณของดวงวิญญาณมนุษยชาติต้องอันตรธานไป เหล่าพระสาวกในยุคต่อมาจึงได้ระดมปัญญาเพื่อสร้างสรรค์ "นวัตกรรมแห่งการรักษาความรู้"(พระธรรมวินัย) ของพระพุทธเจ้าไว้ เริ่มต้นจากการทำปฐมสังคายนา ณ กรุงราชคฤห์ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ ฝ่ายคฤหัสถ์ ซึ่งพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๕๔ ได้นิยามว่า "มุขปาฐะ" คือการต่อปากกันมา, การบอกเล่าต่อ ๆ กันมาโดยมิได้เขียนเป็นลักษณ์อักษร เป็นต้น ในยุคต่อมา ก็มีการพัฒนาเข้าสู่จารึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษร ลงบนใบลาน แผ่นหินอ่อน หนังสือและสถิตอยู่บนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตในยุคดิจิทัล เช่น พระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวงในปัจจุบัน
นี่คือประเด็นทางปรัชญาอันทรงค่า เพราะปรัชญาคือศาสตร์แห่งการแสวงหาความจริงของมนุษย์ผ่านมุมมองของ "นักปรัชญา" ในขณะที่ พระพุทธศาสนา คือ ความรู้แจ้งอันเกิดจากพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า วิทยาศาสตร์คือความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โครงสร้างชีวิตของมนุษย์ทุกคน ขับเคลื่อนด้วย สอง ปัจจัยหลัก คือ กาย(สสาร)และจิตใจ (พลังงาน/นาม) โดยมีอายตนะภายในเป็นสะพานเชื่อมโยงกับจิต เข้าสู่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสังคม สภาวะเหล่านี้ขึ้น ดำรงอยู่ชั่วคราว (อนิจจัง)และแปรปรวนดับสลายไป (อนัตตา) การทำความเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับแห่งจักรวาล
๒.แนวคิดเชิงอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ
อภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นสาขาหลักของปรัชญา นักปรัชญามุ่งขุดค้นความจริงสูงสุดขั้นเบื้องหลัง (Ulimate Reality) เกี่ยวกับมนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติรวมไปถึงการวิเคราะห์และพิสูจน์การมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือเทพเจ้า ทว่าเมื่อนักปรัชญาแสวงหาความจริงด้วยข้อจำกัดของอายตนะภายในรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต และมักมีอคติต่อผู้อื่นอันเนื่อง จากความไม่รู้ ความกลัว ความชัง และความรัก เป็นต้น ทำให้ชีวิตมนุษยจึงเต็มไปด้วยมืดมิดจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจ"สมมติสัจจะ"(ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ"(ความจริงแท้ขั้นสูงสุด)
เมื่อนักปรัชญาเหล่านี้แสดงความคิดเห็นของตนเองโดยปฏิภาณไหวพริบเฉพาะหน้าตามหลักเหตุผล และการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความคิดเห็นของตนนั้น การใช้เหตุผลของนักตรรกะและนักปรัชญาเหล่านั้นบางครั้งอธิบายถูก บางครั้งก็อธิบายผิด บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอธิบายแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอธิบายอีกแบบหนึ่ง ชีวิตของมนุษย์จึงตกอยู่ในกับดักของความคิดเห็น (Ditthi)
แต่ในทาง "ปรัชญาพุทธภูมิ" การเข้าถึงความจริงไม่ได้อาศัยเพียงแค่การคิดเชิงตรรกะทว่าเกิดขึ้นจากการยกระดับจิตผ่านปฏิบัติสัมมาสมาธิ และการดำเนินตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" จนเกิดญาณทัศนะที่ก้าวข้ามขอบเขตผัสสะปกติของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงระบบ เราสามารถจำแนกโครงสร้างความจริงของอภิปรัชญาออกเป็น ๒ ระดับคือ :
๑.ความจริงที่สมมติขึ้น (Relative Truth): ความจริงโดยสมมติ โลกแห่งปรากฏการณ์ ภาษา วัฒนธรรม กฎหมาย ตัวตนสมมติฐานทางสังคม และสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อ
๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ (Absolute Truth): ความจริงแท้ขั้นสูงสุด สภาวะอันเป็นไปตามธรรมชาติที่แท้จริง ไร้การปรุงแต่ง ไร้สมมติเรื่องหญิง ชาย สัตว์ บุคคล ซึ่งได้แก่ จิต เจตสิก รูปและนิพพาน
๓.ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน: บริบททางสังคมและจุดเปลี่ยนของพระโพธิสัตว์
![]() |
| Ancient Kapilvastu |
"กรุงเราชื่อกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระบิดาของเรา พระมารดาบังเกิดเกล้าของเราชาวโลกเรียกว่า "มายาเทวี"
และได้รับการยืนยันสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕(ฉบับมหาจุฬา ฯ)ขุททกนิกาย อปทานภาค ๒ [๕๕.ภัททิยวรรค] กาฬุทายีเถราปทานข้อ [๑๘๓]ความว่า ;
ครั้งนั้นเจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงเป็นผู้องอาจกว่านรชน ได้ประสูติแล้วที่สวนลุมพินีที่น่ารื่นรมย์ เพื่อเกื้อกูลและความสุขแก่สัตว์โลกทั้งมวลแคว้นสักกะ เป็นรัฐศาสนาพราหมณ์"

- หลักฐานเสาอโศก (The Asoka Pillar) : การค้นพบเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่ลุมพินี ซึ่งมีอักษรพราหมีบันทึกชัดเจนว่า "สิลาถภะ จะ อุสะปาปิเต... หิทะ พุทธะ ชาเต สักกะมุนีติ" (พระเจ้าอโศกเสด็จมาบูชา ณ ที่นี้ เพราะเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าศากยมุนี) จารึกนี้คือตัวเชื่อมระหว่างโลกกายภาพและมิติแห่งความจริง (Truth) ของพุทธภูมิ
- การวิจัยโครงสร้างสถาปัตยกรรมชั้นดิน: การขุดค้นทางโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม (Durham University) ภายใต้การสนับสนุนของ UNESCO พบโครงสร้างอารามไม้โบราณใต้ฐานวิหารมายาเทวี ซึ่งมีอายุเก่าแก่ไปถึงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล หลักฐานนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีการสักการะและรับรู้ถึงความสำคัญของพื้นที่นี้มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

อสภิวาจาและการย่างพระบาท 7 ก้าว: ตามคัมภีร์ระบุว่าทรงย่างพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ และเปล่งวาจาว่า "เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก..." ในเชิงเมตาฟิสิกส์ของพุทธภูมิวิจัยได้ว่า นี่คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Manifestation) ของการก้าวข้ามโลกียะ (การเวียนว่ายตายเกิดในโพชฌงค์ 7 หรือมิติทั้ง 7) สู่โลกุตตระ โดยมีดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากโคลนตม (กิเลส)
บทสรุปบทความวิชาการ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น