The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

แนวคิดเชิงอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : ลุมพินี, สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ

   แนวคิดเชิงอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ    : ลุมพินี, สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ 

Metaphysics  In Buddhaphumi  Philosophy :  Lumbini,  the Birthplace  of Prince Siddhartha

บทนำ   ความจริงเกี่ยวกับสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ 

       มนุษย์โดยทั่วไปรับรู้โลกและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ผ่านช่องทางแห่งอายตนะภายในอันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ประสบการณ์สัมผัสเหล่านี้ถูกถอดรหัส สั่งสม และบันทึกไว้ในจิตตะส่วนลึกในฐานะ"เวทนา"(ความรู้สึก-ทุกข์)และ "สัญญา"  (ความจำได้หมายรู้)  ทว่ากระบวนการของจิตมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับรู้และรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ แต่ยังพลวัตแห่งการคิดค้นและวิพากษ์ตกผลึกเป็น "เหตุผล" ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงปรัชญาที่มนุษย์ใช้อธิบาย และสื่อสารแก่สาธารณชน

        อย่างไรก็ตาม เมื่ออาตนะภายในของมนุษย์อันเป็นเครื่องมือรับรู้ของมนุษย์มีขีดจำกัดทางกายภาพในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ซ้ำร้ายยังถูกบดบังด้วยอคติที่เกิดขึ้นจากอวิชชา(ความไม่รู้) ความรักความชัง และความกลัว    เมื่อข้อเท็จจริงของชีวิตมนุษย์เป็นเช่นนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะจำแนกแยกแยะระหว่าง"สมมติสัจจะ"  (ความจริงที่สมมติขึ้น)  และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุดอันไร้กาลเวลา) การแสดงทัศนะของมนุษย์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา โดยอาศับปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะเฉพาะหน้า ดังนั้น พวกเขาจึงแสดงความคิดของตนเองเกี่ยวกับความจริง โดยใช้ปฏิภาณเชิงตรรกะในขณะนั้น และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น 

       ในบริบทของพระพุทธศาสนา ชาวพุทธทั่วโลกต่างเคยได้ยินเรื่องราวของ"ลุมพินี,สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" มหาบุรุษผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นหนึ่งมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี ในยุคเริ่มแรก ความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยเหล่านี้ ถูกรักษาไว้ผ่านระบบ"มุขปาฐะ"(การท่องจำสืบต่อ ๆ  กันมาโดยมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์ ตามนิยามในพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน ๒๕๕๔ ) โดยพระอรหันต์ขีณาสพ(ผู้บรรลุธรรมขั้นสูง) ซึ่งรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ในพระไตรปิฎก พระอรหันต์(ผู้บรรลุธรรม)ผู้สืบสานการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ทว่าในมิติเชิงปรัชญาความรู้และสภาวะธรรมที่สถิตอยู่ในจิตพระอรหันต์ย่อมเสี่ยงต่อการสูญหายไปพร้อมกับการดับขันธปรินิพพาน

        ด้วยเหตุนี้เพื่อไม่ให้พระธรรมวินัยอันเป็นเข็มและคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ทิศนำทางดวงวิญญาณของดวงวิญญาณมนุษยชาติต้องอันตรธานไป เหล่าพระสาวกในยุคต่อมาจึงได้ระดมปัญญาเพื่อสร้างสรรค์ "นวัตกรรมแห่งการรักษาความรู้"(พระธรรมวินัย) ของพระพุทธเจ้าไว้ เริ่มต้นจากการทำปฐมสังคายนา ณ กรุงราชคฤห์ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ ฝ่ายคฤหัสถ์ ซึ่งพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๕๔ ได้นิยามว่า "มุขปาฐะคือการต่อปากกันมา, การบอกเล่าต่อ ๆ กันมาโดยมิได้เขียนเป็นลักษณ์อักษร เป็นต้น ในยุคต่อมา   ก็มีการพัฒนาเข้าสู่จารึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษร ลงบนใบลาน แผ่นหินอ่อน หนังสือและสถิตอยู่บนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตในยุคดิจิทัล เช่น พระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวงในปัจจุบัน

      นี่คือประเด็นทางปรัชญาอันทรงค่า เพราะปรัชญาคือศาสตร์แห่งการแสวงหาความจริงของมนุษย์ผ่านมุมมองของ "นักปรัชญา" ในขณะที่ พระพุทธศาสนา คือ ความรู้แจ้งอันเกิดจากพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า วิทยาศาสตร์คือความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โครงสร้างชีวิตของมนุษย์ทุกคน ขับเคลื่อนด้วย สอง ปัจจัยหลัก คือ กาย(สสาร)และจิตใจ (พลังงาน/นาม)  โดยมีอายตนะภายในเป็นสะพานเชื่อมโยงกับจิต เข้าสู่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสังคม สภาวะเหล่านี้ขึ้น ดำรงอยู่ชั่วคราว (อนิจจัง)และแปรปรวนดับสลายไป (อนัตตา)  การทำความเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับแห่งจักรวาล 

๒.แนวคิดเชิงอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ 

     อภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นสาขาหลักของปรัชญา นักปรัชญามุ่งขุดค้นความจริงสูงสุดขั้นเบื้องหลัง (Ulimate Reality) เกี่ยวกับมนุษยชาติ  โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติรวมไปถึงการวิเคราะห์และพิสูจน์การมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือเทพเจ้า ทว่าเมื่อนักปรัชญาแสวงหาความจริงด้วยข้อจำกัดของอายตนะภายในรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต และมักมีอคติต่อผู้อื่นอันเนื่อง จากความไม่รู้ ความกลัว ความชัง และความรัก เป็นต้น ทำให้ชีวิตมนุษยจึงเต็มไปด้วยมืดมิดจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจ"สมมติสัจจะ"(ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ"(ความจริงแท้ขั้นสูงสุด) 

      เมื่อนักปรัชญาเหล่านี้แสดงความคิดเห็นของตนเองโดยปฏิภาณไหวพริบเฉพาะหน้าตามหลักเหตุผล และการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น  โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความคิดเห็นของตนนั้น การใช้เหตุผลของนักตรรกะและนักปรัชญาเหล่านั้นบางครั้งอธิบายถูก บางครั้งก็อธิบายผิด บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอธิบายแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอธิบายอีกแบบหนึ่ง ชีวิตของมนุษย์จึงตกอยู่ในกับดักของความคิดเห็น (Ditthi) 

       แต่ในทาง "ปรัชญาพุทธภูมิ"   การเข้าถึงความจริงไม่ได้อาศัยเพียงแค่การคิดเชิงตรรกะทว่าเกิดขึ้นจากการยกระดับจิตผ่านปฏิบัติสัมมาสมาธิ และการดำเนินตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" จนเกิดญาณทัศนะที่ก้าวข้ามขอบเขตผัสสะปกติของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงระบบ เราสามารถจำแนกโครงสร้างความจริงของอภิปรัชญาออกเป็น ๒ ระดับคือ :

       ๑.ความจริงที่สมมติขึ้น (Relative Truth): ความจริงโดยสมมติ โลกแห่งปรากฏการณ์ ภาษา วัฒนธรรม กฎหมาย ตัวตนสมมติฐานทางสังคม และสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อ

        ๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ (Absolute  Truth): ความจริงแท้ขั้นสูงสุด สภาวะอันเป็นไปตามธรรมชาติที่แท้จริง ไร้การปรุงแต่ง ไร้สมมติเรื่องหญิง ชาย สัตว์ บุคคล  ซึ่งได้แก่  จิต เจตสิก รูปและนิพพาน   

๓.ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน: บริบททางสังคมและจุดเปลี่ยนของพระโพธิสัตว์  

Ancient Kapilvastu 
      เมื่อผู้เขียนสืบค้นและสอบสวนข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานได้แก่พยานเอกสาร(ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ)      พยานวัตถุ(สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง)    และเทคโนโลยี่ภูมิสารสนเทศ  google map (แผนที่ของกูเกิล )  เราจะพบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และอภิปรัชญาที่ทักทอร่วมกัน อย่างน่าอัศจรรย์ 

       ในมิติสมมติสัจจะ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนางมายาเทวีแห่งศากยวงศ์ ดังที่ปรากฏใน   พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ พระสุตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕  ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๕.โคตมพุทธวงศ์[๑๓.]ความว่า

       "กรุงเราชื่อกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระบิดาของเรา พระมารดาบังเกิดเกล้าของเราชาวโลกเรียกว่า "มายาเทวี"     

                          และได้รับการยืนยันสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕(ฉบับมหาจุฬา ฯ)ขุททกนิกาย  อปทานภาค ๒ [๕๕.ภัททิยวรรค] กาฬุทายีเถราปทานข้อ [๑๘๓]ความว่า ;

      ครั้งนั้นเจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงเป็นผู้องอาจกว่านรชน ได้ประสูติแล้วที่สวนลุมพินีที่น่ารื่นรมย์  เพื่อเกื้อกูลและความสุขแก่สัตว์โลกทั้งมวลแคว้นสักกะ เป็นรัฐศาสนาพราหมณ์"       

      ปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า  ในปัจจุบันสวนลุมพินีตั้งอยู่ที่ไหน   แม้พยานเอกสารในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวง   จะยอมรับการมีอยู่สวนลุมพินี    สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะก็ตาม    แล้วสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ตรงไหนในอนุทวีปอินเดียหากวิจัยตามหลักการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์        และโบราณคดี (Historical Grounding &Archaeological Research)  แนวคิดทางอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical  Realllity) เพื่อเปลี่ยนจาก "ความเชื่อ" ให้กลายเป็นความจริงแท้ที่จับต้องได้

  •     หลักฐานเสาอโศก (The Asoka Pillar) : การค้นพบเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่ลุมพินี  ซึ่งมีอักษรพราหมีบันทึกชัดเจนว่า "สิลาถภะ จะ อุสะปาปิเต... หิทะ พุทธะ ชาเต สักกะมุนีติ" (พระเจ้าอโศกเสด็จมาบูชา ณ ที่นี้ เพราะเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าศากยมุนี) จารึกนี้คือตัวเชื่อมระหว่างโลกกายภาพและมิติแห่งความจริง (Truth) ของพุทธภูมิ
  •       การวิจัยโครงสร้างสถาปัตยกรรมชั้นดิน: การขุดค้นทางโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม (Durham University) ภายใต้การสนับสนุนของ UNESCO พบโครงสร้างอารามไม้โบราณใต้ฐานวิหารมายาเทวี ซึ่งมีอายุเก่าแก่ไปถึงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล   หลักฐานนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีการสักการะและรับรู้ถึงความสำคัญของพื้นที่นี้มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

๔.มิติจิตภาพและการก้ามข้าม ( Transendent  Consciousness)

  ก่นแท้ของเมตาฟิสิกส์ในปรัชญาพุทธภูมิ คือการขับเน้น "พุทธภาวะ" (Buddha-nature) ที่มีอยู่ในสรรพสัตว์ การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะที่ลุมพินีคือจุดเริ่มต้นของการสำแดงพุทธภาวะนั้นในฐานะมนุษย์
  • อสภิวาจาและการย่างพระบาท 7 ก้าว: ตามคัมภีร์ระบุว่าทรงย่างพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ และเปล่งวาจาว่า     "เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก..." ในเชิงเมตาฟิสิกส์ของพุทธภูมิวิจัยได้ว่า นี่คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Manifestation) ของการก้าวข้ามโลกียะ (การเวียนว่ายตายเกิดในโพชฌงค์ 7 หรือมิติทั้ง 7) สู่โลกุตตระ โดยมีดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากโคลนตม (กิเลส)


บทสรุปบทความวิชาการ                 

                 ลุมพินีวันในปรัชญาพุทธภูมิ      จึงไม่ใช่แค่ "สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์"    หรือ "ตำนานในคัมภีร์"  แต่จากการวิจัยผสานมิติ       สามารถสรุปได้ว่า มันคือ "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เชิงกายภาพ (Sacred Space)        ที่รองรับการอุบัติขึ้นของพลังงานแห่งความตื่นรู้" เป็นสถานที่ที่สัจวิทยาทางจิตวิญญาณและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์  /โบราณคดีมาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์  เพื่อประกาศความมีอยู่จริงของหนทางแห่งการดับทุกข์ในโลกมนุษย์

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ