The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : สาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะผนวช

Introduction to Buddhaphumi Philosophy :  Reason why Prince Siddhartha Ordained     
๑.บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ :  รื้อถอนมายาคตินิมิต ๔  กับการอุบัติของอริยมรรค  (Intruduction    to Buddhaphumi Philosophy  :  Acritical           


                 

         ผู้เขียนเติบโตและปฏิสนธิในครอบครัวพุทธศาสนิกชนที่ถือมั่นในพระรัตนตรัย      เป็นสรณะสูงสุด  สายธารแห่งความศรัทธา   นี้มิใช่สิ่งอุบัติขึ้นอย่างลอย ๆ           ทว่าภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เด่นชัดกว่า เป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน   นับแต่รัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช         แห่งราชอาณาจักรโมริยะ    ผู้ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓  ในปี   พ.ศ.  ๒๑๘        ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลเชิงญาณวิทยาพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเล็งเห็นว่า      สัจธรรมของพระพุทธองค์อาจเสื่อมถอยไปจากจิตใจของชาวโมริยะ     ตามอำนาจของอนิจจังและกิเลสที่สั่งสมในจิตมนุษย์   พระองค์จึงทรงส่งพระธรรมทูตสายต่าง ๆ ออกจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนา      โดยสายพระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ       ได้เดินทางผ่านเส้นทางเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่           นำพาความรุ่งเรืองแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘   มาประดิษฐาน  ณ        ดินแดนสุวรรณภูมิ(ซึ่งครอบคลุมใจกลางราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน)           

                 ดินแดนแห่งนี้ในสายตายของพ่อค้าชาวอินเดียโบราณคืออู่ข้าวอู่น้ำและแหล่ง "เครื่องเทศ" เลอค่า       โดยเฉพาะพริกไทยดำอันเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ  ที่ส่งเสริมสุขภาพดี ด้วยเหตุนี้พริกไทยดำ  จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพในโลกตะวันตก      พันธกิจของพระธรรมทูตต่างประเทศ       (foreign Dharma ambassadors )  แห่งอาณาจักรโมริยะในยุคนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเผยแผ่เพียงการเผยแผ่พิธีกรรม               หากแต่คือการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (ชาวสุวรรณภูมิ)       ยกระดับจิตวิญญาณของชาวสุวรรณภูมิให้หลุดพ้นจากอคติ และความโศกเศร้า  ผ่านกระวนการเจริญสติปัฏฐาน ๔  และสะสมสัญญา               (ข้อมูลทางอารมณ์และปัญญา)  ผ่านอายตนะภายในจนสามารถพึ่งพาตนเอง   และแก้ไขปัญญาสัง เศรษฐกิจและการเมืองได้ในที่สุด 

              มรดกทางปัญญานี้ตกทอดมาถึงประเทศไทยในปัจจุบัน ที่ซึ่งองค์พระมหกษัตริย์ทรงดำรงตนเป็นพุทธมามกะ      และคณะสงฆ์ร่วมกันขับเคลื่อนสังคมด้วยหลักธรรมอันเดียวกัน         แม้ในยามวิกฤต บรรพชนไทยไม่เคยทอดทิ้งกัน    ทว่าสละทรัพย์เพื่อส่วนรวม ยึดมั่นในบุญกิริยาวัตถุ ๓  เพราะตระหนักดีว่ากรรมดีจะถูกจารึกไว้ในจิตวิญญาณและส่งผลต่อสุคติภูมิในโลกหน้าตามกฎแห่งธรรมชาติ

๑.๒ วิกฤตการณ์เชิงปัญญา  :  ขอบเขตและข้อจำกัดของญาณวิทยาในปัจจุบัน
  
            แม้ว่าพุทธศาสนาการเดินทางของพระธรรมทูตชาวพุทธนำโดยพระโสนะและพระอุตตระ เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิด้วยเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่นำอัญมณี สร้อยคอ กำไลและอัญมณีอื่น ๆ มาด้วย เนื่องจากชาวสุวรรณภูมิมักใช้เครื่องประดับเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางสังคม ในการเดินทางครั้งแรกคณะพระธรรมทูตจากอาณาจักรโมริยะ   เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึงเมืองท่าสะเทิมในอาณาจักรสุธรรมวดี     พระธรรมทูตเหล่านี้ใช้เวลาหลายปีในการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพชีวิตของชาวสุธรรมวดี  ด้วยการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘  วัตถุประสงค์ของพวกเขา คือเพื่อเสริมสร้างพลังให้ชาวสุธรรมมวดีดำเนินชีวิตอย่างเข้มแข็ง มีความศรัทธาในความสามารถที่จะบรรลุธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มีความเพียรในการปฏิบัติ มีสติระลึกถึงความรู้ที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ชีวิต มีสมาธิในการปฏิบัติ ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค์ที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม และมีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น  และความจริงขั้นปรมัตถ์เกิดขึ้นในจิตใจ นอกจากนี้พวกเขายังต้องมั่นคงและไม่หวั่นไหวในหน้าที่ต่อผู้อื่น ด้วยความบริสุทธิ์และความยุติธรรม      มีสติและวิจารณญาณ สามารถจดจำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิต ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมไว้ในจิตใจ สามารถนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมด้วยตนเอง เป็นต้น 
 
               ในราชอาณาจักรไทย ประชากรส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และใช้หลักอริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้า    เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพชีวิตให้เข้มแข็ง ผ่านการปฏิบัติธรรม ส่งผลให้จิตใจบริสุทธิ์        ปราศจากอคติและความเศร้าโศก  มีบุคลิกภาพที่ดี   สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ยึดมั่นในเป้าหมายชีวิตในการปกป้องชาติ ศาสนาพุทธและสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย   จึงไม่หวั่นไหวต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์   สุจริต และเที่ยงธรรม สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างมีสติ โดยอนุมานความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมความรู้นั้นไว้ในจิตใจ นอกจากนี้ยังสามารถนำความรู้นั้น มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในการทำงานและสังคม อันจะนำไปสู่วัฒนธรรมอันดีงามภายในราชอาณาจักรไทย ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม 

       พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพุทธมามกะ  ที่ยึดถือหลักอริยมรรคมีองค์ ๘    ในการดำเนินชีวิต     พระองค์ทรงแก้ไขปัญหาของพสกนิกรและประเทศชาติ       ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ปวงชนทุกยุคทุกสมัย  ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน     คณะสงฆ์ไทยได้อุทิศตนรับใช้ชาติ  พระพุทธศาสนา   และพระมหากษัตริย์ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  และพัฒนาศักยภาพของพสกนิกรชาวไทย  ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘        ปลูกฝังศรัทธาในประเทศชาติของตน  และเชื่อมั่นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า    สามารถช่วยแก้ไขปัญหาของตนและผู้อื่นได้    พระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ทรงเจริญสติปัฏฐาน ๔   ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรม  เพื่อเสริมสร้างชีวิตให้มีความเข้มแข็งผ่านการทำสมาธิมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติและความโศกเศร้า มีบุคลิกอ่อนโยนเหมาะสมกับการทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคม พระองค์ทรงมีอุดมการณ์แน่วแน่ในการปกป้องประเทศชาติ     พระพุทธศาสนา  และพระมหากษัตริย์       และพระองค์ทรงไม่ลังเลที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่น    ด้วยความซื่อสัตย์  สุจริตและยุติธรรม    เพื่อความสงบสุขของสังคมตามหลักศีลธรรมและกฎหมาย                      

                  ในขณะที่คนไทยยังมีฐานะยากจน มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต  เผชิญกับความทุกข์ทรมานและความเจ็บป่วยต่าง ๆ    ที่อันเป็นผลมาจากการทำงานหนักและสุขภาพทีย่ำแย่       พวกเขาเลือกที่จะดับทุกข์ทางจิตใจตามกฎธรรมชาติและดำเนินชีวิตที่ดีด้วยการทำสมาธิ     ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์และปลดปล่อยความทุกข์         เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี ปรับตัวเข้ากับสังคม     มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการทำความดี       พวกเขามีจิตใจที่เข้มแข็งที่จะรับใช้ผู้อื่นอย่างจริงใจและรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยปัญญาของตนเอง  ปฏิเสขที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่เสมอ   

             เมื่อราชอาณาจักรไทยเผชิญกับภัยธรรมชาติ   โรคระบาดและสงครามจากประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยมิได้ทิ้งทหารชายแดนที่ปกป้องประเทศไทย       พวกเขามอบของขวัญกำลังใจและอาหารให้แก่ทหารอย่างต่อเนื่อง         เราแสดงเจตนารมณ์ที่จะแสดงออกถึงความเมตตากรุณาต่อกันและความสามัคคีของคนในชาติที่จะร่วมใจกันแก้ไขปัญหาของชาติ    เมื่อคนไทยพัฒนาศักยภาพในชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘  และบรรลุธรรมในระดับ "อภิญญา ๖"  คนไทยก็ตระหนักดีว่า ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น      ความดีที่ตนได้ทำไว้ด้วยบุญกิริยาวัตถุ   ๓  ประการนี้ (bass of meritorious action)   จะกลายเป็นความทรงจำที่ติดตัวอยู่กับเราตลอดไป           เนื่องจากชีวิตมนุษย์นั้นเกิดจากปัจจัยทางร่างกายและวิญญาณ  เมื่อเราทำกรรมดีหรือกรรมชั่วกรรมนั้นย่อมสั่งสมอยู่ในใจ          เมื่อตายไป  กรรมดีก็จะส่งผลให้ดวงวิญญาณไปเกิดในสุคติภูมิ      หากทำกรรมชั่วไว้มาก ก็จะส่งผลให้ดวงวิญญาณไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นต้น 

             อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ผู้คนยังคงขาดความรู้และขาดความมั่นใจในการศึกษา ค้นคว้าและแสวงหาความรู้ เพื่อใช้ความรู้เป็นที่พึ่งพาในการแก้ไขปัญหาของตนเอง เมื่อเข้าสู่โรงเรียนหรือสถานศึกษาอื่น ๆ  ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนด พวกเขาก็ขาดความขยันหมั่นเพียรในการเรียนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ดังนั้น จึงขาดสติที่จะสั่งสมความรู้ไว้ในจิตใจ     และจึงไม่มีปัญญาที่จะนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิต ไม่มีสมาธิคือความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้จิตสงบ เพื่อให้พัฒนาปัญญาในการคิดโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงที่สมมติขึ้น  และความจริงขั้นปรมัตถ์ได้อย่างสมเหตุสมผล และเมื่อขาดปัญญา ก็ไม่มีความสามารถในการคิดอย่างสมเหตุสมผล จากความรู้มากมายที่สั่งสมอยู่ในใจ และนำความรู้นั้นมาพิจารณาถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต   ก่อนที่จะตัดสินใจกระทำการใดไปโดยเจตนานั้น เป็นต้น              
     
           เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘   พวกเขาจึงมีกิเลสสั่งสมอยู่ในใจมากและมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง  พวกเขาขาดสติอยู่ตลอดเวลา จึงมักแสดงความโกรธออกมาบ่อยครั้ง พวกเขามีนิสัยหยาบกระด้าง  จึงไม่เหมาะกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม  ขาดอุดมการณ์ในการปกป้องชาติ  พุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์  จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและยุติธรรม จึงขาดสติในการไตร่ตรองประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมไว้ในจิตใจพวกเขาจึงขาดปัญญาพิจารณาการกระทำของตน ตามหลักศีลธรรมอันดีงามของประชาชนและกฎหมาย  จึงได้รับผลของกรรมทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ยิ่งไปกว่านั้น บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์รักในการแสวงหาความรู้ พวกเขาจึงไม่เคยหยุดพัฒนาศักยภาพของชีวิต จึงพัฒนาความคิดโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงในหลากหลายประเด็น ซึ่งนำไปสู่สร้างสรรค์เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต พวกเขาพัฒนาแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต    ให้เป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันความรู้ สำหรับการทำงานร่วมกันทั่วโลก ความงดงามของอารยธรรมไทยที่เราเคยคิดว่าสูญหายไปจากวิถีชีวิตแบบไทย    สิ่งเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นภาพถ่าย และวีดีโอเพื่อเผยแพร่ออนไลน์ และเป็นตัวอย่างอันทรงคุณค่าให้คนรุนหลังได้เรียนรู้    ประสบการณ์เหล่านี้เป็นหลักฐานของเหตุการณ์ทางสังคมต่าง ๆ    และช่วยให้เราเห็นคุณค่าของหน้าที่ที่มีต่อกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเราชาวไทยจะไม่ทอดทิ้งเพื่อนร่วมชาติให้ทำงานเพียงลำพัง  แต่เราทุกคนมุ่งมั่นที่จะทำความดีด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างสุดความสามารถ   เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้คนทั่วโลกและสร้างอารยธรรมให้กับประเทศไทย    เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา กว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้วที่เราได้สืบสานประเพณีการทำบุญ บริจาคทานและช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเพื่อนร่วมชาติเผชิญกับวิบากกรรมในชีวิต  ไม่มีใครบังคับเราต้องทำเพราะความดีที่เราทำก็มองเห็นได้ด้วยตัวเราเอง        
       
             แม้ว่าราชอาณาจักรไทยจะไม่ใช่ดินแดนอันเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา แต่ก็ถือว่าเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในโลก  ชาวพุทธในดินแดนนี้สามารถนำพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า  มาสร้างสรรค์ศาสนสถานนับหมื่นแห่ง เพื่อส่งเสริมให้คนทั่วโลกเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย  ซึ่งมีแหล่งความรู้จากความคิดของบรรพบุรุษ      ผู้สร้างศาสนสถานที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในราชอาณาจักรไทย    โดยไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ผู้คนมีความศรัทธาและปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ในปัจจุบันแม้ว่าชาวอินเดียจะไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า  แต่ก็เป็นความรู้ที่มีความสากลที่ทั่วโลกยอมรับจนนำหลักศีลธรรมไปประยุกต์ร่วมกับประมวลกฎหมายอาญา ทว่าในโลกยุคเทคโนโลยี่สารสนเทศ  ปัจจุบันมนุษย์กลับกำลังเผชิญกับ "วิกฤตการณ์เชิงปัญญาและญาณวิทยา"

           เมื่อผู้เขียนได้อุปสมบทและศึกษา "วิชาพระไตรปิฎกศึกษา"ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านปรัชญา ขากมหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University) สาธารณรัฐอินเดีย ทำให้ผู้เขียนไม่มีทัศนะต่อพระพุทธศาสนาได้ฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาว่า เหตุผลที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสละทางโลก เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์นั้น  เป็นเพราะพระองค์ทรงเห็นคนชรา คนเจ็บ  คนตาย และภิกษุทั้งหลาย  พระองค์ทรงสงสัยถึงสัจธรรมของชีวิต    สงสัยว่าทำไมมนุษย์จึงต้องแก่ชรา   เจ็บป่วยและตาย เป็นต้น  และด้วยเหตุนี้ จึงทรงตัดสินพระทัยผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต 

            เมื่อผู้เขียนมีโอกาสศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู  สาธารณรัฐอินเดีย  ได้รับปริญญาเอกทางปรัชญา     การศึกษาของผู้เขียนจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความรู้      โดยมีปริญญาบัตรรับรองมาตราฐานความรู้เท่านั้น      แต่ยังมุ่งเน้นศึกษาและประยุกต์ใช้ความรู้   ที่ได้รับในในชีวิตประจำวันในทุกวิชาชีพซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและค้นคว้าวิจัยอันยาวนาน       เมื่อผู้เขียนศึกษาปรัชญาจากหลักฐานเอกสารในตำราเรียนหลายเล่ม  เราได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าปรัชญาคือความรู้ของมนุษย์ ซึ่งเราเรียกว่า "นักปรัชญา" และวิชานี้ถือเป็นมารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง   

                  ชาวพุทธทั่วโลกถูกส่งต่อความรู้ผ่านระบบมุขปาฐะ    และการอ่านตำราและพระไตรปิฎกกันมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีว่า       สาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช           เป็นเพราะพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็น    "นิมิต๔"       ได้แก่คนชรา    คนป่วย  คนตาย และนักบวช ณ  ริมถนนในเมืองกบิลพัสดุ์     ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการยอมรับโดยปริยายจากสังคมชาวพุทธทั่วโลก  โดยไม่มีเหตุผลใดอันควรสงสัยข้อเท็จจริงใด  ๆ  อีกต่อไป    
 
๑.๓ปมปุจฉาทางปรัชญา : ทำไม "นิมิต๔" จึงไม่ใช่เหตุผลเพียงของการออกผนวช ?

            ในทัศนะเชิงปรัชญาพุทธภูมิ       ผู้เขียนมีความเห็นแย้งต่อข้อสันนิษฐานดั้งเดิมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า     คนชรา    คนป่วย  คนตายและนักบวช                  เป็นสาเหตุหลักทำลายความสุขทางโลก  (ในปราสาท ๓ ฤดู)  ท้ายที่สุดแล้ว    ผลักดันให้เจ้าชายสิทธัตถะละทิ้งชีวิตทางโลกและหนีออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์   

           หากเราวิเคราะห์ด้วยวิธีพิจารณาความจริงของระบบญาณวิทยาความแก่  ความเจ็บ       และความตาย          เป็นความรู้เชิงประจักษ์  (Empirical  Knowledge ) ที่สั่งสมผ่านอายตนะภายในร่างกาย      และประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ทุกคนมาทุกยุคสมัย เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติพื้นฐานที่เข้าใจได้ง่ายอย่างยิ่ง"ทุกคนเกิดมาต้องตาย" เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นมหาบุรุษผู้มีพระปรีชาญาณอันล้ำเลิศ          ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงไม่เคยรับรู้        หรือทรงตระหนักถึงความจริงอันเป็นปกติสามัญของโลกนี้มาก่อน     จนกระทั่งพระชนมายุ ๒๙    พรรษา       ดังนั้น ลำพังเพียงการเห็นคนแก่ คนเจ็บป่วยหรือซากศพ      จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอ (Principle of   Suffcient   Reason) ที่จะสั่นคลอนจิตใจของขันติยาราชผู้สมบูรณ์พร้อมให้สละราชสมบัติ ก็ได้ 
                        
           เมื่อขยายขอบเขตการวิเคราะห์ไปสู่บริบททางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผ่านหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)   ผู้เขียนพบข้อเท็จจริงว่า แคว้นสักกะโบราณปกครองด้วยระบบสามัคคี (Republic) โดยมี  "อปริหานิยธรรม" และกฎหมายจารีตประเพณีวรรณะของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญสูงสุด 

           ตามกฎหมายพราหมณ์ในยุคนั้น เชื่อว่า พระพรหมสร้างมนุษย์และสร้างวรรณะ  เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เมื่อกฎหมายวรรณะถูกบังคับใช้แล้วอย่างเข้มงวดเด็ดขาด ที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม คือ ห้ามมิให้ประชาชนมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลในวรรณะอื่น และห้ามมิให้ปฏิบัติหน้าที่ในวรรณะอื่น  ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงทัณฑ์โดยพระพรหม     คนในสังคมมีหน้าที่บังคับคดีไปตามประสงค์ของพระพรหม เป็นผู้ลงโทษบุคคลเหล่านั้นด้วยการขับไล่ออกจากชุมชน (กลายเป็นจัณฑาล) ไปตลอดชีวิต  เป็นต้น  

           เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติในวรรณะกษัตริย์ ทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา  พระองค์ประทับในปราสาท ๓ ฤดูอันหรูหราแวดล้อมไปด้วยข้าราชบริพารกว่า ๔๐,๐๐๐ คน หลังจากศึกษาประวัติศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะและได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว         เจ้าชายสิทธัตถะทรงศรัทธาอย่างลึกซึ้งในศาสนาพราหมณ์      และทรงสำเร็จหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา  พระองค์ทรงประสูติในวรรณะกษัตริย์ ซึ่งทำให้พระองค์ทรงมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองแคว้นสักกะ ตามกฎหมายวรรณะที่พระองค์ทรงประสูติ เพื่อพระองค์ทรงปกครองอาณาจักรสักกะซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่และอุดมสมบรูณ์ติดกับเทือกเขาหิมาลัย  อาณาจักรนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ     ผลิตข้าวได้เพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ  ของอนุทวีปอินเดีย เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับอยู่ในปราสาท  ๓ หลังภายในเขตพระราชวังกบิลพัสด์ุ    ฉลองพระองค์ทำจากผ้าไหมกาสีเนื้อดีที่สุดผลิตโดยตรงจากพระนครพาราณสีเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี    

              ดังนั้น  เมื่อได้เห็นความจริง "นิมิต ๔ "แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยละทิ้งทางโลก และผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต   หากผู้เขียนจะแสดงทัศนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับนิมิตทั้ง ๔  ของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณโดยการใช้เหตุผลอธิบาย และการคาดคะเนเกี่ยวกับความจริงของ"นิมิต๔"เหล่านั้น จากที่ได้ยินมาโดยใช้ตรรกะ   ซึ่งเป็นเครื่องมือนักตรรกะและนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของนิมิต ๔      เหตุผลของผู้เขียนก็อาจคล้ายคลึงกับเหตุผลของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อพราหมณ์บางคนในโลกเป็นนักปรัชญาตรรกศาสตร์ มักแสดงทัศนะของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณของตนเองโดยอาศัยเหตุผลและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา  แต่นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านั้น    มักใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น   บางครั้งก็ถูกบ้าง  บางครั้งไม่ถูกต้อง   บางครั้งก็ให้แบบหนึ่ง  บางครั้งก็ให้อีกแบบหนึ่ง   เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ เมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักวิชาการดังกล่าว ย่อมไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและไม่ยอมรับเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้นได้  

              ดังนั้น เนื่องจากคำอธิบายที่ให้โดยพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาถือว่าไม่น่าเชื่อแล้ว  พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่คนในสังคมเล่าสืบทอดกันมา ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน     เราไม่ควรเชื่อโดยทันทีว่าเป็นความจริง       เราควรสงสัยไว้ก่อนจนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานได้       เมื่อเรามีหลักฐานเพียงพอแล้ว เราจะใช้หลักฐานเหล่านั้นวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ  (The cause  of Prince Siddhartha's ordination)  โดยใช้เหตุผล  ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา  เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบสำหรับคำถามนี้  

             ดังนั้น  เมื่อผู้เขียนจึงศึกษาหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป   โดยจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ   เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ อรรถกถา และเอกสารโบราณที่บันทึกโดยพระภิกษุชาวจีนสองรูป   โบราณสถานทางพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิอโศก    แผนที่โลกของกูเกิล และเอกสารอื่น ๆ  เป็นต้น เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว  ผู้เขียนจึงวิเคราะห์ข้อมูลโดยการอนุมานความรู้หรือการคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น ๆ   การใช้เหตุผลในฐานะเครื่องมือทางปรัชญา  ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายคำตอบ  คำตอบเหล่านี้ จะถูกนำเสนอในรูปแบบของบทความทางวิชาการ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทยที่ไปปฏิบัติงานในอินเดีย เนปาลและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก บทความนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถอธิบายคำสอนทางพุทธศาสนาแก่ผู้แสวงบุญ นำไปสู่ความเข้าใจที่ชัดเจนและไม่คลุมเครือเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น   กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา โดยใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง  ผ่านการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ  เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถเขียนวิทยานิพนธ์ ที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างสมเหตุสมผลและปราศจากข้อโต้แย้งในงานวิจัยของพวกเขาอีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ