Introduction to the Buddhaphumi Philosophy : Why do Humans Need to Learn Throughout Their Lives?
บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต?
คำสำคัญ: ปรัชญา, พุทธภูมิ, มนุษย์, การเรียนรู้ตลอดชีวิต
โดยทั่วไปทุกศาสนานั้นย่อมมีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง เพื่อรวบรวมคำสอนขององค์ศาสดา สำหรับใช้เป็นเข็มทิศนำทาง ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสร้างความหวังในอนาคตที่ดีกว่า เช่นเดียวกับในพระพุทธศาสนาที่มี "พระไตรปิฎก" เป็นคัมภีร์ศูนย์รวมแห่งพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธเจ้าไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
หากสืบย้อนร่องรอยทางประวัติเชิงญาณวิทยาหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรูถึงความจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถสัจจะ) อันว่าด้วยกฎธรรมชาติและกฎแห่งกรรมที่ควบคุมมนุษย์ทุกคน และกรรรมที่เกิดจากการกระทำของตนเอง พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสัจธรรมและเผยแพร่วงกว้างออกไปทั่วอนุทวีปอินเดีย ทว่าความรู้และปัญญาญาณเหล่านี้ ในช่วงแรกเริ่มถูกบันทึกและธรรมอยู่ภายในกระแสจิตของพระพุทธองค์ และพระอรหันต์ในลักษณะประสบการณ์เฉพาะตน (Subjective Experience ) ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายไปพร้อมกับการดับขันธปรินิพพาน
ด้วยเหตุนี้ พระอรหันตสาวกในสมัยหลังพุทธกาล จึงสร้างนวัตกรรมเชิงระบบ เพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าผ่านกระบวนการท่องจำปากเปล่า โดยวิธีการท่องปากเปล่าที่เรียกว่า "มุขปาฐะ" โดยมีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปร่วมกันสังคายนา ตรวจสอบ และจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัย ที่ได้สดับตรับฟังมาจากพระอานนท์ และพระอุบาลี ผู้ซึ่งติดตามใกล้ชิดพระพุทธองค์ตลอด ๔๕ ปี แห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การปะทุขึ้นขึ้นของวิกฤตการณ์ที่พระภิกษุผู้บวชตอนแก่ "พระสุภัททะ" กล่าวดูหมิ่นพระธรรมวินัย จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฐมสังคายนาขึ้น เพื่อชำระความบริสุทธิ์ของคำสอนก่อนที่ในเวลาต่อมา จะถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างมั่นคง
พระไตรปิฎกจึงไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันมรดกทางปัญญาของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น "องค์ศาสดาแทนพระพุทธเจ้า "และเป็นที่พึ่งสูงสุดของพุทธศาสนิกชนผ่ายเถรวาทในการหยั่งรู้และจำแนกแยกแยะความจริง ๒ ระดับ คือ "สมมติสัจจะ" (ความจริงเชิงโครงสร้างสังคม) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
ในมิติทางปรัชญา มนุษย์บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาต่างติดอยู่ในกรอบกายภาพที่มี "อายตนะภายใน" หรืออินทรีย์ทั้ง ๖ (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นเครื่องรับรู้ผัสสะ และสั่งสมเป็น "สัญญา" (ความจำได้หมายรู้) แต่ทว่ามนุษย์มีข้อจำกัดทางอายตนะภายใน และมัมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องความไม่รู้ (อวิชชา) ของตนเอง ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในมืดมิดทางปัญญา นักคิดจำนวนมากทั่วโลก ที่จึงมักอธิบายความจริง ตามปฎิภาณไหวพริบเฉพาะหน้าหรือ คาดคะเนความจริง ตามหลักตรรกะ ที่ได้ยินสืบกันมา (อนุมิติกรรม) ก่อให้เกิดตรรกะวิบัติและความจริงที่พร่าเลือนขาดความน่าเชื่อถือในสายตาวิญญูชน
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในชีวิต และมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน ส่งผลให้มนุษย์ขาดปัญญาในเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อมนุษย์บางคนในโลกเป็นนักตรรกวิทยาและนักปรัชญา แต่พวกเขามักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามปฏิภาณของตนเองตามหลักเหตุผลหรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์มีอายตนะภายในมีข้อจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ และมักจะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ชีวิตของมนุษย์จึงตกอยู่ในความมืดมน และไม่สามารถใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล
ดังนั้นเมื่อนักปรัชญาและนักตรรกะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนักวิชาการเหล่านั้น มักจะแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเอง ตามหลักเหตุผล หรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น การใช้เหตุผลของพวกเขา บางครั้งก็อาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงที่ถูกบ้าง หรือที่ผิดบ้าง บางครั้งอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงเป็นอย่างนั้นบ้างหรือเป็นอย่างนั้น เมื่อความจริงของคำตอบของนักปรัชญาและนักตรรกะไม่ชัดเจนว่า ความจริงของสิ่งนั้นมีความเป็นมาอย่างไรแล้ว เมื่อวิญญูชนได้ยินเหตุผลของคำตอบของนักตรรกะและนักปรัชญาแล้วย่อมขาดความน่าเชื่อถือ และไม่สามารถยอมรับว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้นได้
ตัวอย่างอันเด่นชัด เช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "จัณฑาล" คือผู้ที่ถูกพระพรหมลงโทษข้อหาฐานกระทำความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีจากร่วมประเวณีกับคนวรรณะอื่น ส่งผลให้ถูกขับไล่ออกจากสังคมไปตลอดชีวิต ต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรีอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ เช่น เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองเทวทหะ เมืองพาราณสี เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสดับและและเผชิญหน้าหลักฐานเชิงประจักษ์ พระองค์กลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และแสวงหาทางออกที่เหนือกว่าระบบความคิดเดิม
กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่า "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Life-Long Lerning ) ไม่ใช่เพียงแนวคิดสมัยใหม่ แต่มีรากฐานอันลึกซึ้งในปรัชญาพุทธภูมิผ่านการพัฒนา " พละ ๕" และ "อริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อรื้อถอน มายาการ ทลายความไม่รู้และขับเคลื่อน ให้ก้าวพ้นจากห้วงทุกข์อย่างเท่าเทียม
๒. ความไม่เที่ยงของชีวิต (อนิจจัง) และการแสวงหาปัญญาเพื่อการหลุดพ้น

เมื่อนักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ ได้เผชิญกับความทุกข์ที่หลังไหลมาจากความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต (อนิจจัง) ย่อมเกิดแรงผลักดัน ให้หันมาศึกษาความจริงในปรัชญาพุทธภูมิ ในก่อนสมัยพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์ดั้งเดิมได้สร้างระบบผลประโยชน์ผ่านพิธีกรรมคุณและบูชายัญ ส่งต่อความมั่งคั่งให้แก่พราหมณาจารย์ทั้งสายอารยันและมิลักขะ จนกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในแถบแคว้นสักกะและแคว้นโกลิยะ พราหมณ์ผู้มีอำนาจได้ใช้ "อธิปไตย" ในการบัญญัติกฎหมายและจารีตประเพณีเพื่อปกป้องฐานันดรของตน
ทว่าครูบาอาจารย์ในปรัชญาพุทธภูมินั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบกฎธรมชาติว่า ชีวิตมนุษย์ขับเคลื่อนด้วยกระแสจิตและวิญญาณอันเป็นผลรวมของการกระทำ (กรรม) หากบุคคลใด กายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริต เช่น การเบียดเบียนชีวิต ลักทรัพย์ ล่วงประเวณี หรือละเมิดศีลธรรม พลังงานแห่งกรรมนั้น ย่อมสั่งสมและห่อหุ้มจิตใจ นำพาไปสู่สภาวะแห่งความทุกข์ หรือ ทุคติภูมิหลังหลังความตาย ในทางกลับกัน จิตที่ยังตัณหา ซึ่งแปลว่า อาการความทะยานอยาก ความดิ้นรนปารถนา ในความอยากได้ อยากมี และอยากเป็นย่อมผูกมัดมนุษย์ไว้กับ "โลกธรรม ๘ ประการ" (มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์) ตลอดเวลา
ในโลกยุคปัจจุบัน ที่ข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อย่างรวดเร็ว มนุษย์มักแสดงความคิดเห็นและสร้างภาพจำในใจ (จินตภาพ) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งหลายครั้งการด้อยค่า ปะทะคารม หรือละเมิดศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง การจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ มนุษย์จึงจำเป็นต้องพัฒนา "ปัญญาหยั่งรู้" ซึ่งไม่ได้ถึงวิชาการทางโลก แต่คือเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในธรรมชาติของชีวิต
เมื่อพราหมณ์อารยันบางกลุ่มเห็นแก่ตัวและต้องการรักษาผลประโยชน์การบูชา พวกเขาจึงใช้อำนาจอธิปไตยในการบัญญัติกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณแล้ว ผู้เขียนได้ฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิต มนุษย์ทุกคนมีวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง เมื่อตาย ไป ก็ยังมีชีวิตหลังความตาย วิญญาณจะออกจากร่างไปเกิดในภพอื่นตามกรรมของตน สมมติว่าบุคคลใดทำผิดศีลธรรม และละเมิดกฎหมายด้วยการฆ่าผู้อื่น ลักทรัพย์ ล่วงประเวณี ดูหมิ่นผู้อื่น แสวงหาความสุขจากการดื่มสุราและเสพยา เป็นต้น เมื่อทำกรรมสำเร็จ อารมณ์กรรมนั้นจะสั่งสมในจิตใจและห่อหุ้มจิตไว้เช่นนั้น ตามคำสอนของพระเจ้าถือว่ากรรมนั้น เป็นกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริตแล้ว เมื่อตายไปก็จะเกิดในทุคติภูมิคือภูมิที่ถือว่าไปเกิดแล้ว มีความทุกข์ความลำบากที่เรียกว่า "นรก" เป็นต้น
การแสวงหาปัญญาจึงเป็นกิจการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด คุณภาพชีวิต และจิตใจที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้ผ่านการฝึกฝนสมาธิ การรักษาเป้าหมายของชีวิตอย่างเด็ดเดี่ยว และการวางตนอย่างอ่อนน้อม ถ่อมตน ท่ามกลางโลกภายนอกมหาวิทยาลัย ที่เต็มไปด้วยปัญหาต่าง ๆ และการเผชิญหน้ากับความไม่คุ้นเคย การทำงาน และการเรียนรู้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คุณค่าและศักยภาพภายในของมนุษย์ทุกคน
๓. การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในแกนพุทธภูมิ
พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญญาในการช่วยเหลือมนุษย์ชาติหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ปัญญาที่หยั่งรู้ไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้ทางโลก แต่หมายถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติของชีวิต สัจธรรมและความว่างเปล่า การแสวงหาปัญญาที่หยั่งรู้จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและเส้นทางสู่การหลุดพ้นจากทุกข์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ และจัดการอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความสุขและความสงบในชีวิต ในทำนองเดียวกัน การศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนาหรือปรัชญาอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพูนปัญญาและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิประจำวัน เช่น การฝึกสมาธิ การทำจิตใจให้สงบ หรือการพัฒนาคุณธรรมต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การบรรลุความปรารถนาด้วยความพยายามทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคมที่ได้รับ ทำให้มนุษย์ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม ๘ ประการอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการได้ยินคำดูถูก หรือคำพูดไม่ให้เกียรติจากเพื่อนมนุษย์ในระหว่างกิจกรรมทางสังคม งานเกี่ยวข้องกับการทำงาน และจากการรับรู้เกี่ยวกับ เสื้อผ้า อาหาร และที่อยู่อาศัยเป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยอาศัยจินตนาการและสื่อสารด้วยการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ส่งผลต่อจิตใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมีความแน่วแน่ในเป้าหมาย และความฝันในชีวิตมีความมั่นคงทางอารมณ์ที่ไม่หวั่นไหวต่อความท้าทายภายนอก การกระทำด้วยความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อและควบคุมตนเองได้
การมองโลกด้วยทัศนะคติที่ดีจะเผยให้เห็นโอกาสในชีวิตเสมอ กล่าวคือความรู้ในระดับต่างๆที่เก็บซ่อนไว้ในจิตใจของเรา ยังไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะยังไม่ได้นำความรู้อยู่ในจิตไปใช้ทำงานที่มีอัตราค่าจ้างเป็นรายเดือน หรือรายวันแล้วแต่ตนจะเลือกเอา ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นอีกครั้งที่จะหางานทำ เพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายให้ตนเองมีชีวิตรอด ไม่ต้องเป็นภาระของคนในครอบครัวอีกต่อไป การเผชิญโลกนอกมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่ต้องก้าวเดินไปหาคนแปลกหน้า ต้องอยู่ให้ได้กับคนไม่คุ้นเคย คิดหาเหตุผลของของคำตอบของชีวิต ที่ทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาจรเข้ามาสู่ชีวิตอยู่เสมอ คุณภาพของชีวิตในความเข้มแข็งของจิตให้มีสมาธิมีความบริสุทธิใจปราศจากกิเลส วางชีวิตให้อ่อนน้อมถ่อมตน และมั่นคงไม่หวั่นไหวในปัญหาในการทำงานที่จรเข้ามาสู่ชีวิตตลอดเวลา เป็นต้น มนุษย์ทุกคนต้องการความสำเร็จในการทำงานเพราะการทำงานแสดงออกถึงคุณภาพของชีวิตมนุษย์ทุกคนให้ผู้อื่นยอมรับในตัวตนของตน
- ทักษะการทำงานเชิงระบบและการจดบันทึก: การเรียนรู้วิธีการทำงานจริงจากพระธรรมวิทยากรรุ่นพี่ การจัดลำดับหัวข้อบรรยายในแต่ละวัน และความแม่นยำในบทสวดมนต์เฉพาะของพุทธสถานแต่ละแห่ง
- ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเกตบริบทสังคม : ความสามารถในการตอบคำถามเชิงลึกของผู้แสวงบุญ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้างวรรณะในอินเดีย ปัจจุบันผ่านสีผิว นามสกุล หรือชื่อกลาง
- ทักษะการถ่ายทอดและการสื่อสารระดับสูง : การแปลงองค์ความรู้ที่เป็นนามธรรมในจิตใจ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ทรงพลัง น่าเลื่อมใส และสร้างความประทับใจ แก่ผู้ฟัง เพื่อขจัดความประหม่า
- บรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะเป็นคนผู้ศึกษาเรียนรู้มามากก็ตามถ้าหากหากใช้ความรู้ไม่เป็นถ่ายทอดมิได้ เพราะเป็นประหม่า ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง พูดผิดติดขัดเป็นประจำ ยากประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับผู้อื่นให้เกิดความประทับใจได้ ศักยภาพของความรู้เป็นนามธรรมที่สั่งสมอยู่ในอยู่จิตของมนุษย์ทุกคน โดยมนุษย์ไม่รู้ว่าใครมากน้อยกว่าใครเท่าไหร่ ต้องใช้ทักษะในการทำงานเป็นเครื่องมือวัดคุณภาพของคน
- ทักษะการใช้เทคโนโลยี่สารสนเทศและอินเตอร์เน็ต : การแสวงหาข้อมูลและประสบการณ์แชร์จากสื่อออนไลน์ เพื่อนำมาประยุกต์และปรับปรุงการบรรยายให้ทันสมัย
- ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณและการบริหารจัดการ : ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะ เช่น ความล่าช้า ของการเดินทาง หรือการประสานงานท่ามกลางคณะแสวงบุญจำนวนมาก
- ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนในการเดินทางไปศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) ณ คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University) เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ในสาธารณรัฐอินเดียนั้น เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญในการค้นพบตัวเอง การก้าวสู่มาตภูมิ แห่งพระพุทธศาสนา เกิดความเข้าใจให้ละทิ้งความรู้ความเข้าใจเดิม เพื่อเปิดรับและแสวงหาความรู้อย่างถ่องแท้
- จากเดิมการศึกษาพุทธศาสตรในมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยระดับปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อนำความรู้มาใช้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่ออบรมสั่งสอนฆราวาสในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันธรรมสวนะเท่านั้น ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จริง ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง (ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน) ในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลนั้น สายตาเชิงปรัชญาของผู้เขียนจึงเปลี่ยนไป การก้าวเดินทางตามรอยของพระพุทธองค์ ผู้ทรงสละฐานันดรกษัตริย์เพื่อแสวงหาสัจธรรม ได้จุดประกายให้เกิดปณิธานในการทำหน้าที่เป็น "พระธรรมวิทยากร" เพื่อชึ้นทางทางสว่างให้แก่ผู้แสวงบุญ
การเดินทางเข้าออกและบรรยาย ณ สังเวชนียสถานปีละหลายครั้ง ก่อให้เกิดการตกผลึกความรู้จากการปฏิบัติจริง (Action Learning) กลายเป็น "สัญญา" สถิตอยู่ในกระแสวิญญาณอย่างลุมลึก และเมื่อใดก็ตามที่เกิดภาวะ "นิพพิทา" หรือความเหนื่อยล้า อ่อนแรงจากการทำงาน หนัก จิตใจย่อมเตือนให้หยุดพัก เพื่อศึกษาหาความรู้และเติมเต็มปัญญาชุดใหม่ ๆ
บทสรุปของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในปรัชญาพุทธภูมิ จึงไม่ใช่การใบปริญญาหรือชื่อเสียง ทว่าคือการลับปัญญาญาณให้คมอยู่เสมอ เพื่อแปรเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นคุณประโยชน์และประทีปส่องทางให้แก่เพื่อนมนุษย์ ตั้งพระราชปณิธานแห่งองค์พระสัมมาสัมพุ?เจ้านั่นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น