The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต?

Introduction to the Buddhaphumi Philosophy : Why do Humans Need to Learn Throughout Their Lives?
บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ  : เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต?

คำสำคัญ:  ปรัชญา,   พุทธภูมิ,  มนุษย์,   การเรียนรู้ตลอดชีวิต

๑.บทนำ:ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 
   
                    โดยทั่วไปทุกศาสนานั้นย่อมมีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง           เพื่อรวบรวมคำสอนขององค์ศาสดา  สำหรับใช้เป็นเข็มทิศนำทาง  ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสร้างความหวังในอนาคตที่ดีกว่า เช่นเดียวกับในพระพุทธศาสนาที่มี "พระไตรปิฎก"  เป็นคัมภีร์ศูนย์รวมแห่งพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธเจ้าไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์         

               หากสืบย้อนร่องรอยทางประวัติเชิงญาณวิทยาหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรูถึงความจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถสัจจะ)        อันว่าด้วยกฎธรรมชาติและกฎแห่งกรรมที่ควบคุมมนุษย์ทุกคน   และกรรรมที่เกิดจากการกระทำของตนเอง       พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสัจธรรมและเผยแพร่วงกว้างออกไปทั่วอนุทวีปอินเดีย       ทว่าความรู้และปัญญาญาณเหล่านี้         ในช่วงแรกเริ่มถูกบันทึกและธรรมอยู่ภายในกระแสจิตของพระพุทธองค์          และพระอรหันต์ในลักษณะประสบการณ์เฉพาะตน  (Subjective Experience ) ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายไปพร้อมกับการดับขันธปรินิพพาน

                  ด้วยเหตุนี้ พระอรหันตสาวกในสมัยหลังพุทธกาล  จึงสร้างนวัตกรรมเชิงระบบ         เพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าผ่านกระบวนการท่องจำปากเปล่า   โดยวิธีการท่องปากเปล่าที่เรียกว่า  "มุขปาฐะ"   โดยมีพระอรหันต์ ๕๐๐  รูปร่วมกันสังคายนา   ตรวจสอบ   และจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัย     ที่ได้สดับตรับฟังมาจากพระอานนท์  และพระอุบาลี        ผู้ซึ่งติดตามใกล้ชิดพระพุทธองค์ตลอด ๔๕ ปี แห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา        การปะทุขึ้นขึ้นของวิกฤตการณ์ที่พระภิกษุผู้บวชตอนแก่  "พระสุภัททะ"        กล่าวดูหมิ่นพระธรรมวินัย จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฐมสังคายนาขึ้น   เพื่อชำระความบริสุทธิ์ของคำสอนก่อนที่ในเวลาต่อมา     จะถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างมั่นคง      

               พระไตรปิฎกจึงไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันมรดกทางปัญญาของมนุษยชาติเท่านั้น      แต่ยังทำหน้าที่เป็น "องค์ศาสดาแทนพระพุทธเจ้า "และเป็นที่พึ่งสูงสุดของพุทธศาสนิกชนผ่ายเถรวาทในการหยั่งรู้และจำแนกแยกแยะความจริง ๒ ระดับ       คือ "สมมติสัจจะ"  (ความจริงเชิงโครงสร้างสังคม)  และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)  

              ในมิติทางปรัชญา     มนุษย์บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาต่างติดอยู่ในกรอบกายภาพที่มี  "อายตนะภายใน"  หรืออินทรีย์ทั้ง ๖   (หู ตา จมูก  ลิ้น  กาย ใจ)    เป็นเครื่องรับรู้ผัสสะ  และสั่งสมเป็น "สัญญา"   (ความจำได้หมายรู้)       แต่ทว่ามนุษย์มีข้อจำกัดทางอายตนะภายใน     และมัมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องความไม่รู้ (อวิชชา) ของตนเอง  ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในมืดมิดทางปัญญา   นักคิดจำนวนมากทั่วโลก       ที่จึงมักอธิบายความจริง  ตามปฎิภาณไหวพริบเฉพาะหน้าหรือ คาดคะเนความจริง      ตามหลักตรรกะ  ที่ได้ยินสืบกันมา (อนุมิติกรรม)       ก่อให้เกิดตรรกะวิบัติและความจริงที่พร่าเลือนขาดความน่าเชื่อถือในสายตาวิญญูชน 

              อย่างไรก็ตาม   ธรรมชาติของมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ   เกิดขึ้นในชีวิต และมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง           ซึ่งทำให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน ส่งผลให้มนุษย์ขาดปัญญาในเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น  และความจริงขั้นปรมัตถ์   เมื่อมนุษย์บางคนในโลกเป็นนักตรรกวิทยาและนักปรัชญา  แต่พวกเขามักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามปฏิภาณของตนเองตามหลักเหตุผลหรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา       อย่างไรก็ตาม   ธรรมชาติของมนุษย์มีอายตนะภายในมีข้อจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ   และมักจะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง   ชีวิตของมนุษย์จึงตกอยู่ในความมืดมน   และไม่สามารถใช้เหตุผล  ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา   เพื่ออธิบายความจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ  ได้อย่างสมเหตุสมผล    

             ดังนั้นเมื่อนักปรัชญาและนักตรรกะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต    ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนักวิชาการเหล่านั้น    มักจะแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเอง  ตามหลักเหตุผล  หรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น   การใช้เหตุผลของพวกเขา  บางครั้งก็อาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงที่ถูกบ้าง หรือที่ผิดบ้าง        บางครั้งอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงเป็นอย่างนั้นบ้างหรือเป็นอย่างนั้น        เมื่อความจริงของคำตอบของนักปรัชญาและนักตรรกะไม่ชัดเจนว่า    ความจริงของสิ่งนั้นมีความเป็นมาอย่างไรแล้ว  เมื่อวิญญูชนได้ยินเหตุผลของคำตอบของนักตรรกะและนักปรัชญาแล้วย่อมขาดความน่าเชื่อถือ   และไม่สามารถยอมรับว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้นได้ 

               ตัวอย่างอันเด่นชัด เช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ  "จัณฑาล"      คือผู้ที่ถูกพระพรหมลงโทษข้อหาฐานกระทำความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีจากร่วมประเวณีกับคนวรรณะอื่น  ส่งผลให้ถูกขับไล่ออกจากสังคมไปตลอดชีวิต   ต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรีอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่      เช่น  เมืองกบิลพัสดุ์   เมืองเทวทหะ  เมืองพาราณสี  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสดับและและเผชิญหน้าหลักฐานเชิงประจักษ์ พระองค์กลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และแสวงหาทางออกที่เหนือกว่าระบบความคิดเดิม 

             กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่า "การเรียนรู้ตลอดชีวิต"   (Life-Long Lerning )      ไม่ใช่เพียงแนวคิดสมัยใหม่ แต่มีรากฐานอันลึกซึ้งในปรัชญาพุทธภูมิผ่านการพัฒนา " พละ ๕"                และ "อริยมรรคมีองค์ ๘     เพื่อรื้อถอน มายาการ ทลายความไม่รู้และขับเคลื่อน  ให้ก้าวพ้นจากห้วงทุกข์อย่างเท่าเทียม  

๒. ความไม่เที่ยงของชีวิต (อนิจจัง) และการแสวงหาปัญญาเพื่อการหลุดพ้น

                 เมื่อนักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ ได้เผชิญกับความทุกข์ที่หลังไหลมาจากความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต  (อนิจจัง)        ย่อมเกิดแรงผลักดัน      ให้หันมาศึกษาความจริงในปรัชญาพุทธภูมิ            ในก่อนสมัยพุทธกาล   ศาสนาพราหมณ์ดั้งเดิมได้สร้างระบบผลประโยชน์ผ่านพิธีกรรมคุณและบูชายัญ          ส่งต่อความมั่งคั่งให้แก่พราหมณาจารย์ทั้งสายอารยันและมิลักขะ      จนกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในหลายภูมิภาค         โดยเฉพาะในแถบแคว้นสักกะและแคว้นโกลิยะ        พราหมณ์ผู้มีอำนาจได้ใช้ "อธิปไตย" ในการบัญญัติกฎหมายและจารีตประเพณีเพื่อปกป้องฐานันดรของตน 

                  ทว่าครูบาอาจารย์ในปรัชญาพุทธภูมินั้น  พระพุทธเจ้าทรงค้นพบกฎธรมชาติว่า         ชีวิตมนุษย์ขับเคลื่อนด้วยกระแสจิตและวิญญาณอันเป็นผลรวมของการกระทำ (กรรม)        หากบุคคลใด กายทุจริต  วจีทุจริตและมโนทุจริต  เช่น   การเบียดเบียนชีวิต     ลักทรัพย์  ล่วงประเวณี  หรือละเมิดศีลธรรม       พลังงานแห่งกรรมนั้น ย่อมสั่งสมและห่อหุ้มจิตใจ    นำพาไปสู่สภาวะแห่งความทุกข์    หรือ      ทุคติภูมิหลังหลังความตาย    ในทางกลับกัน  จิตที่ยังตัณหา ซึ่งแปลว่า อาการความทะยานอยาก  ความดิ้นรนปารถนา         ในความอยากได้ อยากมี และอยากเป็นย่อมผูกมัดมนุษย์ไว้กับ "โลกธรรม ๘ ประการ"   (มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ   เสื่อมยศ  สรรเสริญ นินทา  สุข ทุกข์) ตลอดเวลา

             ในโลกยุคปัจจุบัน ที่ข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  อย่างรวดเร็ว         มนุษย์มักแสดงความคิดเห็นและสร้างภาพจำในใจ (จินตภาพ)     ผ่านสื่อสังคมออนไลน์   ซึ่งหลายครั้งการด้อยค่า ปะทะคารม  หรือละเมิดศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง    การจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้   มนุษย์จึงจำเป็นต้องพัฒนา "ปัญญาหยั่งรู้"       ซึ่งไม่ได้ถึงวิชาการทางโลก      แต่คือเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในธรรมชาติของชีวิต

                  เมื่อพราหมณ์อารยันบางกลุ่มเห็นแก่ตัวและต้องการรักษาผลประโยชน์การบูชา        พวกเขาจึงใช้อำนาจอธิปไตยในการบัญญัติกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน   เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณแล้ว   ผู้เขียนได้ฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิต  มนุษย์ทุกคนมีวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง  เมื่อตาย ไป  ก็ยังมีชีวิตหลังความตาย วิญญาณจะออกจากร่างไปเกิดในภพอื่นตามกรรมของตน สมมติว่าบุคคลใดทำผิดศีลธรรม  และละเมิดกฎหมายด้วยการฆ่าผู้อื่น  ลักทรัพย์  ล่วงประเวณี  ดูหมิ่นผู้อื่น            แสวงหาความสุขจากการดื่มสุราและเสพยา เป็นต้น เมื่อทำกรรมสำเร็จ     อารมณ์กรรมนั้นจะสั่งสมในจิตใจและห่อหุ้มจิตไว้เช่นนั้น ตามคำสอนของพระเจ้าถือว่ากรรมนั้น เป็นกายทุจริต  วจีทุจริต และมโนทุจริตแล้ว  เมื่อตายไปก็จะเกิดในทุคติภูมิคือภูมิที่ถือว่าไปเกิดแล้ว  มีความทุกข์ความลำบากที่เรียกว่า "นรก"   เป็นต้น

            การแสวงหาปัญญาจึงเป็นกิจการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด     คุณภาพชีวิต และจิตใจที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้ผ่านการฝึกฝนสมาธิ    การรักษาเป้าหมายของชีวิตอย่างเด็ดเดี่ยว          และการวางตนอย่างอ่อนน้อม  ถ่อมตน ท่ามกลางโลกภายนอกมหาวิทยาลัย ที่เต็มไปด้วยปัญหาต่าง ๆ  และการเผชิญหน้ากับความไม่คุ้นเคย การทำงาน  และการเรียนรู้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คุณค่าและศักยภาพภายในของมนุษย์ทุกคน   


๓. การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในแกนพุทธภูมิ

                    พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญญาในการช่วยเหลือมนุษย์ชาติหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งการเกิด   แก่ เจ็บ ตาย  ปัญญาที่หยั่งรู้ไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้ทางโลก     แต่หมายถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติของชีวิต      สัจธรรมและความว่างเปล่า การแสวงหาปัญญาที่หยั่งรู้จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด   ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่            เราก็ยิ่งเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและเส้นทางสู่การหลุดพ้นจากทุกข์มากขึ้น   ตัวอย่างเช่น     การเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา  ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ        และจัดการอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความสุขและความสงบในชีวิต ในทำนองเดียวกัน  การศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนาหรือปรัชญาอื่น ๆ       เพื่อเพิ่มพูนปัญญาและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิประจำวัน       เช่น  การฝึกสมาธิ การทำจิตใจให้สงบ  หรือการพัฒนาคุณธรรมต่าง ๆ  นั้นเป็นสิ่งสำคัญ

               อย่างไรก็ตาม การบรรลุความปรารถนาด้วยความพยายามทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย  มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคมที่ได้รับ ทำให้มนุษย์ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม ๘ ประการอยู่ตลอดเวลา      สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการได้ยินคำดูถูก    หรือคำพูดไม่ให้เกียรติจากเพื่อนมนุษย์ในระหว่างกิจกรรมทางสังคม      งานเกี่ยวข้องกับการทำงาน และจากการรับรู้เกี่ยวกับ   เสื้อผ้า   อาหาร และที่อยู่อาศัยเป็นต้น  นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์        เพื่อแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยอาศัยจินตนาการและสื่อสารด้วยการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ส่งผลต่อจิตใจอยู่ตลอดเวลา   ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมีความแน่วแน่ในเป้าหมาย  และความฝันในชีวิตมีความมั่นคงทางอารมณ์ที่ไม่หวั่นไหวต่อความท้าทายภายนอก  การกระทำด้วยความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อและควบคุมตนเองได้ 

              การมองโลกด้วยทัศนะคติที่ดีจะเผยให้เห็นโอกาสในชีวิตเสมอ กล่าวคือความรู้ในระดับต่างๆที่เก็บซ่อนไว้ในจิตใจของเรา     ยังไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะยังไม่ได้นำความรู้อยู่ในจิตไปใช้ทำงานที่มีอัตราค่าจ้างเป็นรายเดือน      หรือรายวันแล้วแต่ตนจะเลือกเอา  ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นอีกครั้งที่จะหางานทำ    เพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายให้ตนเองมีชีวิตรอด ไม่ต้องเป็นภาระของคนในครอบครัวอีกต่อไป      การเผชิญโลกนอกมหาวิทยาลัย   เป็นสิ่งที่ต้องก้าวเดินไปหาคนแปลกหน้า ต้องอยู่ให้ได้กับคนไม่คุ้นเคย คิดหาเหตุผลของของคำตอบของชีวิต  ที่ทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาจรเข้ามาสู่ชีวิตอยู่เสมอ    คุณภาพของชีวิตในความเข้มแข็งของจิตให้มีสมาธิมีความบริสุทธิใจปราศจากกิเลส    วางชีวิตให้อ่อนน้อมถ่อมตน  และมั่นคงไม่หวั่นไหวในปัญหาในการทำงานที่จรเข้ามาสู่ชีวิตตลอดเวลา เป็นต้น   มนุษย์ทุกคนต้องการความสำเร็จในการทำงานเพราะการทำงานแสดงออกถึงคุณภาพของชีวิตมนุษย์ทุกคนให้ผู้อื่นยอมรับในตัวตนของตน  

  •            ทักษะการทำงานเชิงระบบและการจดบันทึก:   การเรียนรู้วิธีการทำงานจริงจากพระธรรมวิทยากรรุ่นพี่ การจัดลำดับหัวข้อบรรยายในแต่ละวัน และความแม่นยำในบทสวดมนต์เฉพาะของพุทธสถานแต่ละแห่ง  
  •            ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเกตบริบทสังคม :  ความสามารถในการตอบคำถามเชิงลึกของผู้แสวงบุญ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้างวรรณะในอินเดีย  ปัจจุบันผ่านสีผิว  นามสกุล  หรือชื่อกลาง  
  •         ทักษะการถ่ายทอดและการสื่อสารระดับสูง :  การแปลงองค์ความรู้ที่เป็นนามธรรมในจิตใจ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ทรงพลัง น่าเลื่อมใส และสร้างความประทับใจ แก่ผู้ฟัง เพื่อขจัดความประหม่า
  •         บรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะเป็นคนผู้ศึกษาเรียนรู้มามากก็ตามถ้าหากหากใช้ความรู้ไม่เป็นถ่ายทอดมิได้ เพราะเป็นประหม่า ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง พูดผิดติดขัดเป็นประจำ ยากประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับผู้อื่นให้เกิดความประทับใจได้  ศักยภาพของความรู้เป็นนามธรรมที่สั่งสมอยู่ในอยู่จิตของมนุษย์ทุกคน โดยมนุษย์ไม่รู้ว่าใครมากน้อยกว่าใครเท่าไหร่ ต้องใช้ทักษะในการทำงานเป็นเครื่องมือวัดคุณภาพของคน 
  •         ทักษะการใช้เทคโนโลยี่สารสนเทศและอินเตอร์เน็ต :    การแสวงหาข้อมูลและประสบการณ์แชร์จากสื่อออนไลน์ เพื่อนำมาประยุกต์และปรับปรุงการบรรยายให้ทันสมัย  
  •          ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณและการบริหารจัดการ : ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะ เช่น ความล่าช้า ของการเดินทาง หรือการประสานงานท่ามกลางคณะแสวงบุญจำนวนมาก 
  •             ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนในการเดินทางไปศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก)  ณ  คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University)   เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ในสาธารณรัฐอินเดียนั้น เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญในการค้นพบตัวเอง  การก้าวสู่มาตภูมิ แห่งพระพุทธศาสนา เกิดความเข้าใจให้ละทิ้งความรู้ความเข้าใจเดิม เพื่อเปิดรับและแสวงหาความรู้อย่างถ่องแท้   
  •         จากเดิมการศึกษาพุทธศาสตรในมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยระดับปริญญาตรี  มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อนำความรู้มาใช้แสดงพระธรรมเทศนา  เพื่ออบรมสั่งสอนฆราวาสในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันธรรมสวนะเท่านั้น  ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จริง ณ สังเวชนียสถานทั้ง  ๔  แห่ง (ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน) ในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลนั้น สายตาเชิงปรัชญาของผู้เขียนจึงเปลี่ยนไป  การก้าวเดินทางตามรอยของพระพุทธองค์  ผู้ทรงสละฐานันดรกษัตริย์เพื่อแสวงหาสัจธรรม ได้จุดประกายให้เกิดปณิธานในการทำหน้าที่เป็น  "พระธรรมวิทยากร"   เพื่อชึ้นทางทางสว่างให้แก่ผู้แสวงบุญ 
           การเดินทางเข้าออกและบรรยาย  ณ  สังเวชนียสถานปีละหลายครั้ง ก่อให้เกิดการตกผลึกความรู้จากการปฏิบัติจริง (Action Learning) กลายเป็น "สัญญา"  สถิตอยู่ในกระแสวิญญาณอย่างลุมลึก  และเมื่อใดก็ตามที่เกิดภาวะ "นิพพิทา"  หรือความเหนื่อยล้า อ่อนแรงจากการทำงาน หนัก จิตใจย่อมเตือนให้หยุดพัก  เพื่อศึกษาหาความรู้และเติมเต็มปัญญาชุดใหม่ ๆ  

           บทสรุปของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในปรัชญาพุทธภูมิ จึงไม่ใช่การใบปริญญาหรือชื่อเสียง ทว่าคือการลับปัญญาญาณให้คมอยู่เสมอ เพื่อแปรเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นคุณประโยชน์และประทีปส่องทางให้แก่เพื่อนมนุษย์ ตั้งพระราชปณิธานแห่งองค์พระสัมมาสัมพุ?เจ้านั่นเอง    










ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ