Introduction : Who Determines Your Destiny in Buddhaphumi Philosophy
บทนำ ใครกำหนดชะตากรรมคุณ

โดยทั่วไปแล้ว ชีวิตมนุษย์ทุกคนกำเนิดมาจากใคร ? ก่อนสมัยพุทธกาล ชาวอนุทวีปอินเดียเชื่อว่า พวกเขาถูกสร้างขึ้นจากกายของพระพรหม แม้ว่าผู้คนในสมัยนั้นจะไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระพรหมผ่านอายตนะภายในพวกเขาก็เชื่อโดยปริยายว่าเป็นความจริง โดยไม่ตั้งข้อคำถามถึงความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้า กลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เมื่อมหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ เช่น อาณาจักรสักกะ และอาณาจักรโกลิยะ ได้ออกกฎหมายวรรณะ พวกเขาให้เหตุผลว่า เนื่องจากพระพรหมได้สร้างมนุษย์และกำลังจะสร้างมนุษย์ พระองค์จึงทรงได้สร้างวรรณะต่าง ๆ สำหรับมนุษย์เหล่านั้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เมื่อออกกฎหมายวรรณะแล้ว ย่อมมีสภาพบังคับให้ประชาชนในอาณาจักรของพวกเขา ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาเท่านั้น ใครก็ตามฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะและคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ โดยการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น หรือร่วมประเวณีกับคนต่างวรรณะ จะถูกพระพรหมลงโทษหรือพรหมทัณฑ์ โดยให้สังคมลงโทษพวกเขา โดยการขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยไปตลอดชีวิต และพวกเขาไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมตามกฎหมายวรรณะได้อีกต่อไป
ตามกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ ทารกในครรภ์มารดาเกิดขึ้นจากการรวมกันของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจในครรภ์มารดา เมื่อทารกในครรภ์มีอายุครบ ๙ เดือน ก็จะคลอดออกมา หากรอดชีวิตก็จะมีสิทธิและหน้าที่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของราชอาณาจักรไทย เนื่องจากองค์ประกอบของชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากการรวมกันของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจในครรภ์มารดา ชีวิตมนุษย์จึงไม่อาจอยู่ได้หากขาดทั้งร่างกายหรือจิตใจ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ชีวิตมนุษย์ก็จะไม่สามารถรักษารูปร่าง และดำรงความเป็นมนุษย์ต่อไป ชีวิตจึงสิ้นสุด และจิตวิญญาณจะออกจากร่างกายไปเกิดใหม่ในโลกอื่น ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในช่วงแรก มนุษย์ยังไม่รู้จักวิธีพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเอง ดังนั้น ความรู้ของพวกเขา จึงอยู่ในระดับประสบการณ์ชีวิตผ่านอาตนะภายใน และสั่งสมความรู้อยู่ในจิตใจ พวกเขายังไม่มีความรู้ที่เหนือกว่าประสาทสัมผัส มนุษย์ใช้ความรู้ในจิตใจเป็นแนวทางในการมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม มนุษย์บางคนอ่อนแอเนื่องจากความมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในการคิด การพูด หรือการกระทำอย่างอิสระ และจำเป็นต้องแสวงหาการพึ่งพาตนเอง ไม่มีมนุษย์คนใดดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตใจเป็นตัวตนที่แท้จริง และรับอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัส มาสั่งสมไว้กับจิตใจ และห่อหุ้มจิตวิญญาณไว้ในลักษณะนั้น จึงติดตามจิตไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ในงานและชีวิต แก้ปัญหาได้อย่างอิสระ การศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ คือ ความรู้ทั้งหมดที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ยกเว้นความรู้จากภพชาติก่อนซึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสในภพชาติก่อน
การตัดสินใจของผู้เขียนที่จะศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู เขตพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดียนั้น ไม่ได้ถูกกำหนดล่วงหน้า โดยใคร มันเป็นความฝันส่วนตัวที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งเกิดจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส เมื่อได้ยินมาว่าพระหลายรูปได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในอินเดียและศรีลังกา เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของตัวเองและนำทักษะ และความรู้ระดับบัณฑิตศึกษาไปพัฒนาศักยภาพของผู้อื่น ผู้เขียนจึงต้องเก็บเงินเพื่อเป็นทุนในการศึกษา ไม่มีใครสนับสนุนให้เราไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เราเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง หลังจากได้รับทุนสนับสนุนที่เพียงพอจากการทำงาน ปัญหาคือ เราจะสามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยนานาชาติที่มีชื่อเสียง และได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยได้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบ
ในยุคศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง มนุษย์เคยยึดติดในความเชื่อในชีวิตว่ามนุษย์ถูกพระพรหมสร้างขึ้นมาจากร่างกายของพระพรหมและวรรณะขึ้นมาเพื่อให้ทำงานสิทธิและหน้าที่แก่มนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นมาในการทำงานตามวรรณะที่ตนเกิดมา เมื่อคนในวรรณะต่าง ๆ ได้ทำความผิดกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะ กฎหมายให้อำนาจคนในสังคมลงโทษผู้กระทำความผิดได้ ด้วยการขับไล่ออกจากสังคมได้ หากผู้นั้นต่อสู้ขัดขืนสามารถทุบตีจนตาย หรือจับประหารชีวิตด้วยการแขวนคอได้พวกเขาต้องหลบหนี่จากสังคมไปใช่ชีวิตเร่ร่อนในเมืองใหญ่ ๆ กลายเป็นจัณฑาลเป็นคนไร้วรรณะหมดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายตลอดชีวิตในการประกอบอาชีพ การทำพิธีกรรมตามความเชื่่อในศาสนาพราหมณ์นิกายของตนเองและการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศเป็นต้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ว่าทุกคนมีวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง ผ่านวัฏจักรแห่งความตายและการกลับชาติมาเกิดใหม่ในสังสารวัฏไม่รู้จบ พระพุทธองค์ทรงเห็นด้วยญาณทิพย์ว่า มนุษย์ทุกคนมีชีวิตเป็นไปตามตัณหาของตนเองและแสดงเจตนาของการกระทำของตัวเองออกมา พระพรหมไม่ได้สร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ทำงานตามสิทธิและหน้าที่ของวรรณะที่ตนเกิดมาเพราะพระพรหมเป็นเทพเจ้าที่ไม่มีอยู่จริงตามที่พราหมณ์กล่าวอ้างแต่อย่างใด
ในยุคปัจจุบัน หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว มหาราชาผู้ปกครองอาณาจักรโบราณหลายแห่งในอนุทวีปอินเดีย ได้ประกาศเอกภาพและมอบอำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศของตนให้รัฐบาลกลางของประเทศที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ที่เรียกว่า "สาธารรัฐอินเดีย" และได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรแห่งสาธารณรัฐอินเดียที่เขียนขึ้นใหม่โดยคนจัณฑาลที่ได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศเพื่อประกันสิทธิและหน้าที่ของชาวอินเดียทุกคนในอาชีพการงานของพวกเขาการศึกษา การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในนิกายของตน และการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศเป็นต้น ถือว่าเป็นยกเลิกระบบวรรณะโดยปริยาย โดยมิได้ระบุระบบวรรณะไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อรับรองระบบวรรณะแต่อย่างใด หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษมหาราชาทั่วเอเซียใต้ได้มาประชุมกันยอมสละอำนาจอธิปไตยในแคว้นของตนที่เคยมีมายาวนานนั้น ให้แก่รัฐบาลกลางตั้งขึ้นมาใหม่ และรวมตัวกันตั้งเป็นประเทศขึ้นใหม่เรียกประเทศตนเองว่าสาธารณรัฐอินเดีย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีออกกฎหมายรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศได้ กำหนดสิทธิหน้าที่ให้ประชาชนชาวอินเดียทั่วประเทศ มีสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์เป็นตัวแทนของตนได้ โดยไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะในสิทธิหน้าที่ของการประกอบอาชีพให้แก่วรรณะใดวรรณะหนึ่งอีกต่อไป เมื่อสภาพบังคับของกฎหมายตามกฎหมายจารีตประเพณีแบ่งวรรณะ ที่เคยมีมายาวนานหลายพันปีหมดความศักดิ์สิทธิอีกต่อไป เพราะมหาราชาเจ้าของรัฏฐาธิปัตย์หมดอำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศอีกต่อไปและโอนอำนาจอธิปไตยของตนนั้น เป็นของรัฐบาลกลางมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ดี แม้กฎหมายจารีตประเพณีของระบบวรรณะจะหมดสภาพบังคับอีกต่อไปแต่กฎสังคมของความเชื่อเรื่องพระพรหมผู้สร้างมนุษย์ทำให้แนวคิดเรื่องวรรณะยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ในใจของผู้คนอยู่ต่อไป เพราะผู้คนในหลายรัฐของอินเดียยังถือเป็นขนบธรรมเนียมยังมีอยู่ต่อไปเพราะข่าวของผู้คนที่แต่งงานข้ามวรรณะหรือมีความรักต่างวรรณะนั้นเป็นปัญหาทางสังคมกันต่อไปเพราะมีฆ่าลูกสาวเพื่อรักษาเกียรติยศของตระกูลไว้ยังถูกแชร์ไว้ในโลกออนไลน์ให้เห็นอยู่เสมอ ๆ

มูลเหตุของระบบวรรณะยังมีอยู่ในสังคมประชาชนของสาธารณรัฐอินเดียอีกต่อไป เพราะเป็นสัญญาเก่าเรื่องพระพรหมยังคงสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอินเดีย ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุดแม้จะมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้ครั้งหนก็ตามเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงรู้ปัญหาของชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในอำนาจมืดบอด เพราะความเชื่อในความรู้และความจริงอันเป็นมิจฉาทิฐิ ทรงตัดสินออกผนวชเพื่อแสวงหาความรู้ในความจริงของชีวิตทุกคนจนสิทธัตถะพระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เกี่ยวกับความจริงของวิถีชีวิตมนุษย์ทุกคน ทรงการพัฒนาศักยภาพของชีวิตพระองค์เองได้ตามวิธีการที่เรียกว่า "มรรคมีองค์ ๘" จนจิตของพระองค์ ทรงมีสมรรถภาพบรรลุถึงความรู้ที่หาได้ยากยิ่งที่เรียกว่า "อภิญญา๖" และค้นพบว่าเมื่อมนุษย์ทำกรรมสิ่งใดไป มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากผลของกรรมของตัวเองได้ เพราะพฤติกรรมที่ตนแสดงออกมานั้นจิตวิญญาณน้อมรับเข้ามาสั่งสมไว้ เป็นความรู้มีอยู่ในจิตของผู้กระทำเองเป็นกฎธรรมชาติ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับการกระทำของตัวเอง ที่เป็นกฏที่เที่ยงแท้แน่นอนที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นจากกรรมของตนเองได้ แม้มนุษย์จะมีความเชื่อเรื่องพระพรหมที่สั่งสอน ติดต่อกันมายาวนานแล้วไม่รู้กี่รุ่นก็ตามว่าเพราะในยามชีวิตตนเองอับโชควาสนา เราจะแก้ไขกรรมอันมืดบอดของชีวิตด้วยการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ถวายเครื่องเซ็นไหว้ต่อเทพเจ้าองค์ใดที่ตนศรัทธาเพื่อให้กรรมตนเอง ที่กระทำไปต่อเทพองค์นั้นโดยประมาทก็ดี ไม่ตั้งใจก็หรือไม่ ตั้งใดก็ดีเพื่อกรรมที่ทำไปแล้วเบาบางลงโชควาสนาย่อมกลับมาเองเมื่อกรรมหรือการกระทำนั้น จิตวิญญาณตัวเองน้อมรับมาสั่งสมไว้ในจิตวิญญาณตนเองแล้วต่อให้มนุษย์จะหนีไปอยู่อาศัย ณ ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่า เป็นภูเขาสูง ในอากาศ และใต้ทะเลลึกก็ตาม ก็ไม่อาจหลีกพ้นจากผลของการกระทำของตัวเองได้ เพราะว่าเรื่องราวของกรรมที่ทำไปแล้วได้สั่งสมเรื่องราวไว้ในจิตจนเรื่องราวเหล่านั้น กลายเป็นสัญญาอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิตย่อมติดตามจิตอย่างนั้นไปสู่ที่ต่างๆ ระหว่างมีชีวิตในโลกนี้และเมื่อตายไปยังตามจิตไปจุติจิตในภพภูมิต่าง ๆ ด้วยดังนั้นความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แจ้ง (ค้นพบ) นั้น เป็นกฎสากลที่ใช้ได้กับทุกคนเพียงแต่มนุษย์นำวิธีการตามมรรคมีองค์ ๘ นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตัวเอง ด้วยการพัฒนาศักยภาพชีวิตตัวเองให้จิตตัวเอง จนบรรลุถึงความรู้สูงสุดที่มนุษย์ควรจะรู้ได้คือนิพพาน กระบวนการแสวงหาความรู้นี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แม้จะเป็นความรู้ที่รู้ได้เฉพาะตนเองก็ตาม แต่มนุษย์ทุกคนได้นำความรู้ไปใช้แล้ว ย่อมได้ผลของการทดสอบอย่างเดียวกัน ในยุคปัจจุบันนี้ได้มีการนำความรู้เหล่านั้น มาพัฒนาด้วยการใช้เครื่องวิทยาศาสตร์ช่วยในการตรวจสอบผลของปฏิบัติกรรมฐาน ด้วยการสแกนคลื่นสมองของผู้ทำสมาธิแล้วเพื่อวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกรรมฐานของบุคคลที่มีจิตบริสุทธิ์ในระดับต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันได้ ส่วนสัตว์โลกชนิดอื่น ๆ แม้จะมีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับมนุษย์ก็ตาม แต่จิตวิญญาณของสัตว์น้อยใหญ่เหล่านั้น มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองศึกษาหาความรู้น้อยกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์เหล่านั้นมีจิตวิญญาณที่มีสมาธิสั้นกว่าของมนุษย์ จึงไม่อดทนคิดหาเหตุผลจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มาผัสสะ จนเป็นความรู้และความจริงของตนได้ เมื่อไม่รู้จักพิจารณาย่อมตกใจกลัวหรือคิดระแวงสิ่งที่มาผัสสะได้ จึงมีสัญญาในการจดจำข้อมูลของความจริงที่ลึกซึ้งน้อยกว่าจิตมนุษย์ทั่วไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น