The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

บทนำ ใครเป็นผู้กำหนดชะตาของคุณในปรัชญาแดนพุทธภูมิ

Introduction : Who Determines Your Destiny in Buddhaphumi  Philosophy

บทนำ ใครกำหนดชะตากรรมคุณ

         โดยทั่วไปแล้ว ชีวิตมนุษย์ทุกคนกำเนิดมาจากใคร ?   ก่อนสมัยพุทธกาล ชาวอนุทวีปอินเดียเชื่อว่า พวกเขาถูกสร้างขึ้นจากกายของพระพรหม  แม้ว่าผู้คนในสมัยนั้นจะไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระพรหมผ่านอายตนะภายในพวกเขาก็เชื่อโดยปริยายว่าเป็นความจริง  โดยไม่ตั้งข้อคำถามถึงความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม  ความเชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้า กลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เมื่อมหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ   เช่น  อาณาจักรสักกะ และอาณาจักรโกลิยะ ได้ออกกฎหมายวรรณะ   พวกเขาให้เหตุผลว่า เนื่องจากพระพรหมได้สร้างมนุษย์และกำลังจะสร้างมนุษย์ พระองค์จึงทรงได้สร้างวรรณะต่าง ๆ   สำหรับมนุษย์เหล่านั้น  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เมื่อออกกฎหมายวรรณะแล้ว  ย่อมมีสภาพบังคับให้ประชาชนในอาณาจักรของพวกเขา ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาเท่านั้น  ใครก็ตามฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะและคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ โดยการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น หรือร่วมประเวณีกับคนต่างวรรณะ  จะถูกพระพรหมลงโทษหรือพรหมทัณฑ์ โดยให้สังคมลงโทษพวกเขา โดยการขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยไปตลอดชีวิต  และพวกเขาไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมตามกฎหมายวรรณะได้อีกต่อไป  

               ตามกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์   ทารกในครรภ์มารดาเกิดขึ้นจากการรวมกันของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจในครรภ์มารดา เมื่อทารกในครรภ์มีอายุครบ ๙ เดือน      ก็จะคลอดออกมา หากรอดชีวิตก็จะมีสิทธิและหน้าที่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของราชอาณาจักรไทย  เนื่องจากองค์ประกอบของชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากการรวมกันของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจในครรภ์มารดา ชีวิตมนุษย์จึงไม่อาจอยู่ได้หากขาดทั้งร่างกายหรือจิตใจ  หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ชีวิตมนุษย์ก็จะไม่สามารถรักษารูปร่าง และดำรงความเป็นมนุษย์ต่อไป ชีวิตจึงสิ้นสุด และจิตวิญญาณจะออกจากร่างกายไปเกิดใหม่ในโลกอื่น ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้   ในช่วงแรก มนุษย์ยังไม่รู้จักวิธีพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเอง ดังนั้น ความรู้ของพวกเขา จึงอยู่ในระดับประสบการณ์ชีวิตผ่านอาตนะภายใน และสั่งสมความรู้อยู่ในจิตใจ  พวกเขายังไม่มีความรู้ที่เหนือกว่าประสาทสัมผัส  มนุษย์ใช้ความรู้ในจิตใจเป็นแนวทางในการมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการ    

        อย่างไรก็ตาม มนุษย์บางคนอ่อนแอเนื่องจากความมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในการคิด  การพูด หรือการกระทำอย่างอิสระ และจำเป็นต้องแสวงหาการพึ่งพาตนเอง ไม่มีมนุษย์คนใดดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตใจเป็นตัวตนที่แท้จริง  และรับอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัส  มาสั่งสมไว้กับจิตใจ  และห่อหุ้มจิตวิญญาณไว้ในลักษณะนั้น   จึงติดตามจิตไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ในงานและชีวิต แก้ปัญหาได้อย่างอิสระ การศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ   คือ ความรู้ทั้งหมดที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ยกเว้นความรู้จากภพชาติก่อนซึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสในภพชาติก่อน  

          การตัดสินใจของผู้เขียนที่จะศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู เขตพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ  สาธารณรัฐอินเดียนั้น ไม่ได้ถูกกำหนดล่วงหน้า โดยใคร  มันเป็นความฝันส่วนตัวที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ   ซึ่งเกิดจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส   เมื่อได้ยินมาว่าพระหลายรูปได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในอินเดียและศรีลังกา    เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของตัวเองและนำทักษะ  และความรู้ระดับบัณฑิตศึกษาไปพัฒนาศักยภาพของผู้อื่น ผู้เขียนจึงต้องเก็บเงินเพื่อเป็นทุนในการศึกษา ไม่มีใครสนับสนุนให้เราไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เราเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง หลังจากได้รับทุนสนับสนุนที่เพียงพอจากการทำงาน ปัญหาคือ เราจะสามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยนานาชาติที่มีชื่อเสียง และได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยได้หรือไม่นั้น  เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบ 

        ในยุคศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง มนุษย์ถูกผูกมัดด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาถูกสร้างขึ้นโดยพระพรหมจากร่างกายของพระองค์เอง และวรรณะต่าง ๆ  ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ บทบาท สิทธิและหน้าที่เฉพาะเจาะจง เมื่อสมาชิกของวรรณะต่าง ๆ  ละเมิดกฎหมายระบบวรรณะ พวกเขาจะถูกลงโทษโดยพระพรหม พระองค์ทรงมอบสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระบบวรรณะให้คนในสังคม บังคับคดีเป็นไปตามพระประสงค์ของพระพรหม ด้วยการเนรเทศพวกเขาออกจากสังคมตลอดชีวิต  หากผู้ที่ขัดขืนอาจทุบตีจนตาย หรือประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ  พวกเขาถูกบังคับให้หนีจากสังคม  ไปใช่ชีวิตเร่ร่อนในเมืองใหญ่ ๆ กลายเป็นจัณฑาล (หรือ คนนอกวรรณะ) ที่ถูกริดรอนสิทธิและหน้าที่ รวมถึงอาชีพ พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ และการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ  เป็นต้น

           เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้   พระองค์ทรงตระหนักถึงกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์  ซึ่งถูกควบคุมโดยกรรมของตนเอง     พระองค์ทุกคนมีจิตวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง ดำรงอยู่ภายใต้วัฏจักรแห่งความตายและการกลับชาติมาเกิดใหม่ไม่รู้จบ พระพุทธองค์ทรงเห็นด้วยปัญญาญาณอันล้ำลึกกว่ามนุษย์ทุกคนที่ดำเนินชีวิตตามตัณหาของตนเองและแสดงเจตนาของตนผ่านการกระทำ  พระพรหมไม่ได้สร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ทำงานตามสิทธิและหน้าที่ของวรรณะที่ได้รับมอบหมาย  เพราะพระพรหมเป็นเทพเจ้าที่ไม่มีอยู่จริงอย่างที่พราหมณ์กล่าวอ้าง    
          ในยุคปัจจุบันกว่า ๒,๕๐๐ปีหลังจากการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มหาราชาผู้ปกครองอาณาจักรโบราณต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย ได้ประกาศเอกราช  และสละอำนาจอธิปไตยเหนือประเทศของตนให้แก่รัฐบาลกลางของประเทศที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "สาธารรัฐอินเดีย"   รัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่ร่างขึ้นใหม่โดยชาวจัณฑาล  ผู้มีการศึกษาจากต่างประเทศ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อประกันสิทธิและหน้าที่ของชาวอินเดียทุกคน ในด้านอาชีพ    การศึกษา การทำพิธีกรรมทางศาสนา  และการมีส่วนร่วมในการปกครองอินเดีย  เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการยกเลิกระบบวรรณะโดยปริยาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญอินเดียฉบับใหม่มิได้กล่าวถึงระบบวรรณะไว้อย่างชัดเจน 

               ดังนั้น หลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ มหาราชาทั่วเอเซียใต้ จึงได้ประชุมและตกลงที่จะสละอำนาจอธิปไตยที่ถือครองมายาวนานเหนือดินแดนของตนให้กับรัฐบาลกลาง ที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองอินเดียทุกคน  พลเมืองมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเท่าเทียมกัน รวมถึงสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์เพื่อเป็นตัวแทนของตน โดยปราศจากระบบวรรณะที่แบ่งแยกอาชีพตามวรรณะ เมื่อระบบวรรณะซึ่งมีมานานหลายพันปีได้สูญเสียความศักดิ์สิทธิไป เพราะมหาราชาเจ้าในฐานะผู้ปกครองที่มีอำนาจอธิปไตย ได้ถ่ายโอนอำนาจของตนไปยังรัฐบาลกลางผ่านการเลือกตั้งระดับชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระบบวรรณะจะไม่สามารถบังคับใช้ให้พลเมืองของอินเดียต้องปฏิบัติตามได้อีกต่อไป แต่บรรทัดฐานทางสังคมที่อิงความเชื่อในพระพรหมในฐานะผู้สร้างมนุษยชาติ หมายความว่าแนวคิดของวรรณะยังคงเป็นมุมมองที่เห็นผิดทำนองคลองธรรมของผู้คนอยู่ต่อไป ในหลายรัฐของอินเดียยังถือระบบวรรณะเป็นขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ยังคงอยู่ต่อไป เพราะข่าวการแต่งงานข้ามวรรณะหรือมีความรักต่างวรรณะนั้น ยังคงเป็นปัญหาทางสังคมกันต่อไป   กรณีฆ่าลูกสาวเพื่อรักษาเกียรติยศของครอบครัวยังคงถูกเผยแพร่ทางออนไลน์บ่อยครั้ง  

        มูลเหตุของระบบวรรณะยังมีอยู่ในสังคมประชาชนของสาธารณรัฐอินเดียอีกต่อไป เพราะเป็นสัญญาเก่าเรื่องพระพรหมยังคงสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอินเดีย ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุดแม้จะมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้ครั้งหนก็ตามเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงรู้ปัญหาของชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในอำนาจมืดบอด เพราะความเชื่อในความรู้และความจริงอันเป็นมิจฉาทิฐิ ทรงตัดสินออกผนวชเพื่อแสวงหาความรู้ในความจริงของชีวิตทุกคนจนสิทธัตถะพระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เกี่ยวกับความจริงของวิถีชีวิตมนุษย์ทุกคน ทรงการพัฒนาศักยภาพของชีวิตพระองค์เองได้ตามวิธีการที่เรียกว่า "มรรคมีองค์ ๘" จนจิตของพระองค์ ทรงมีสมรรถภาพบรรลุถึงความรู้ที่หาได้ยากยิ่งที่เรียกว่า "อภิญญา๖" และค้นพบว่าเมื่อมนุษย์ทำกรรมสิ่งใดไป มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากผลของกรรมของตัวเองได้ เพราะพฤติกรรมที่ตนแสดงออกมานั้นจิตวิญญาณน้อมรับเข้ามาสั่งสมไว้ เป็นความรู้มีอยู่ในจิตของผู้กระทำเองเป็นกฎธรรมชาติ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับการกระทำของตัวเอง ที่เป็นกฏที่เที่ยงแท้แน่นอนที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นจากกรรมของตนเองได้ แม้มนุษย์จะมีความเชื่อเรื่องพระพรหมที่สั่งสอน ติดต่อกันมายาวนานแล้วไม่รู้กี่รุ่นก็ตามว่าเพราะในยามชีวิตตนเองอับโชควาสนา เราจะแก้ไขกรรมอันมืดบอดของชีวิตด้วยการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ถวายเครื่องเซ็นไหว้ต่อเทพเจ้าองค์ใดที่ตนศรัทธาเพื่อให้กรรมตนเอง ที่กระทำไปต่อเทพองค์นั้นโดยประมาทก็ดี ไม่ตั้งใจก็หรือไม่ ตั้งใดก็ดีเพื่อกรรมที่ทำไปแล้วเบาบางลงโชควาสนาย่อมกลับมาเองเมื่อกรรมหรือการกระทำนั้น จิตวิญญาณตัวเองน้อมรับมาสั่งสมไว้ในจิตวิญญาณตนเองแล้วต่อให้มนุษย์จะหนีไปอยู่อาศัย ณ ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่า เป็นภูเขาสูง ในอากาศ และใต้ทะเลลึกก็ตาม ก็ไม่อาจหลีกพ้นจากผลของการกระทำของตัวเองได้ เพราะว่าเรื่องราวของกรรมที่ทำไปแล้วได้สั่งสมเรื่องราวไว้ในจิตจนเรื่องราวเหล่านั้น กลายเป็นสัญญาอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิตย่อมติดตามจิตอย่างนั้นไปสู่ที่ต่างๆ ระหว่างมีชีวิตในโลกนี้และเมื่อตายไปยังตามจิตไปจุติจิตในภพภูมิต่าง ๆ ด้วยดังนั้นความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แจ้ง (ค้นพบ) นั้น เป็นกฎสากลที่ใช้ได้กับทุกคนเพียงแต่มนุษย์นำวิธีการตามมรรคมีองค์ ๘ นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตัวเอง ด้วยการพัฒนาศักยภาพชีวิตตัวเองให้จิตตัวเอง จนบรรลุถึงความรู้สูงสุดที่มนุษย์ควรจะรู้ได้คือนิพพาน กระบวนการแสวงหาความรู้นี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แม้จะเป็นความรู้ที่รู้ได้เฉพาะตนเองก็ตาม แต่มนุษย์ทุกคนได้นำความรู้ไปใช้แล้ว ย่อมได้ผลของการทดสอบอย่างเดียวกัน ในยุคปัจจุบันนี้ได้มีการนำความรู้เหล่านั้น มาพัฒนาด้วยการใช้เครื่องวิทยาศาสตร์ช่วยในการตรวจสอบผลของปฏิบัติกรรมฐาน ด้วยการสแกนคลื่นสมองของผู้ทำสมาธิแล้วเพื่อวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกรรมฐานของบุคคลที่มีจิตบริสุทธิ์ในระดับต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันได้ ส่วนสัตว์โลกชนิดอื่น ๆ แม้จะมีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับมนุษย์ก็ตาม แต่จิตวิญญาณของสัตว์น้อยใหญ่เหล่านั้น มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองศึกษาหาความรู้น้อยกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์เหล่านั้นมีจิตวิญญาณที่มีสมาธิสั้นกว่าของมนุษย์ จึงไม่อดทนคิดหาเหตุผลจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มาผัสสะ จนเป็นความรู้และความจริงของตนได้ เมื่อไม่รู้จักพิจารณาย่อมตกใจกลัวหรือคิดระแวงสิ่งที่มาผัสสะได้  จึงมีสัญญาในการจดจำข้อมูลของความจริงที่ลึกซึ้งน้อยกว่าจิตมนุษย์ทั่วไป  

    ดังนั้นเมื่อสัตว์น้อยใหญ่มีสมาธิสั้น จึงดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณเพราะสัตว์น้อยใหญ่นั้นจิตวิญญาณจึงไม่มีสติ ย่อมไม่มั่นคงและเกิดหวั่นไหวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มากระทบอินทรีย์๖ ของชีวิตสัตว์เหล่านั้นเอง เช่น เมื่อเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติเกิดขึ้นมาเข้ามากระทบชีวิตสัตว์น้อยใหญ่เมื่อจิตวิญญาณของสัตว์เหล่านั้น มีสมาธิสั้น ทำให้ขาดสติในการหยั่งรู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับภัยจากธรรม ชาติที่มากระทบชีวิตตัวเอง เมื่อยังไม่ทันพิจารณาถึงสิ่งที่มากระทบย่อมคิดว่า ตนเองมีภัยจึงกระโดดหนีไปตามสัญชาตญาณของตัวเอง ทำให้สัตว์เหล่านั้น ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก จึงพัฒนาตัวเองได้ ช้ากว่ามนุษย์และสูญพันธ์ไปเป็นจำนวนมากส่วนมนุษย์มีธรรมชาติของจิต รู้จักพัฒนาจิตให้เกิดสติมีความเข้มแข็ง เพราะมีสมาธิสูงจึงเท่าทันเรื่องราวต่างๆ ที่มากระทบตนได้โดยจิตตัวเองมีเวลาให้จิตตนเองพิจารณาสิ่งที่มากระทบเหล่านั้นและคิด เพื่อหาทางป้องกันคิดเอาตัวรอดจากภยันตรายต่างๆ และสร้างมือต่าง ๆ ขึ้นมาเป็นเครื่องเตือนภัยเพื่อหาทางป้องกันภัยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ตัวอย่างเช่นเมื่อมนุษย์สามารถฝึกจิตตัวเองมีสติปัญญาเท่าทันปรากฎการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอย่อมคิดหาเหตุผลจากสิ่งนั้น ที่มาของความรู้ผ่านประสาทสัมผัสและเก็บสั่งสมไว้ในจิตอย่างนั้นตลอดไปที่เรียกที่มาความรู้นั้นว่า "ประสบการณ์นิยม" ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับพายุที่เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพราะโลกและดวงอาทิตย์มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันทำให้เกิดแรงเหวี่ยงซึ่งกันและกันได้ การที่โลกมีธรรมชาติหมุนรอบตัวเองย่อมทำให้น้ำในมหาสมุทรเกิดการเคลื่อนไหวทำให้เกิดพายุ ฝนตก เป็นต้น ด้วยเหตุผลทางตรรกะของความคิดของมนุษย์ที่วิเคราะห์จากเหตุปัจจัยของเรากล่าวมาแล้วข้างต้น เราพิจารณาเห็นได้ว่ามนุษย์คือสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีสติและปัญญาที่ฉลาดเฉลียเพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีจิตเป็นสมาธิ มั่นคง ไม่หวั่นไหวและรู้จักคิดหาเหตุผลจากข้อมูลผประสบการณ์ทางประสาทของชีวิตตัวเองได้ความรู้ตัวทำให้จิตสามารถสนใจพิจารณาได้ ไม่ตกใจกลัวทันที เกิดความรู้เท่าทันสิ่งมากระทบได้ด้วยความคิดที่มีเหตุผลได้จนกลายเป็นความรู้ที่เป็นสัญญาสั่งสมนอนเนื่องอยู่ในจิตของมนุษย์ ส่วนสัตว์อื่นมีสมาธิน้อยแม้จะสั่งสมความรู้ไว้ในจิตเช่นจิตมนุษย์ก็ตาม เมื่อมีสิ่งใดมากระทบย่อมตกใจเพราะจิตเกิดความกลัวปราศจากความคิดที่มีเหตุผลสัตว์อื่น จึงขาดการนึกคิดจินตนาการสร้างความรู้ใหม่ ๆ เพื่อการปรับตัวให้เท่าทันของความเปลื่ยนแปลงโลกได้.

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ