Introduction to Buddhaphumi Philosophy
: Your Destiny is in Your Hand ?
บทนำ ใครกำหนดชะตากรรมคุณ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน มนุษย์เรามักแสวงหาที่พึ่งทางใจ บ้างอ้อนวอนต่อดวงดาว บางรอคอยโชคชะตา และบ้างก็สยบต่อคำทำนายทายทักราวกับว่าชีวิตนี้ถูกขีดเขียนไว้แล้ว โดยอำนาจลึกลับภายนอก ทว่าในท่ามกลางเสียงเพรียกแห่งการยอมจำนนนั้น มีปรัชญาหนึ่งที่ประกาศก้องอย่างทรงพลังว่า "ชะตากรรมของฉัน อยู่ในกำมือของฉันเอง" และไม่มีสิ่งใดในสากลโลกที่น่าเชื่อถือและพึ่งพาได้มากกว่า "จิตใจและการกระทำของตนเอง"
ความคิดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นรากฐานของจิตวิทยาการพัฒนาตนเองในยุคใหม่แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" หนทางแห่งพระโพธิสัตว์ ผู้ไม่ยอมจำนนต่อกระแสแห่งวัฏสงสาร การก้าวเดินบนเส้นทางพุทธภูมิ จึงไม่ใช่เรื่องของการรอคอยวาสนา หากแต่คือการลิขิตชะตากรรม" ของตนเองและสรรพสัตว์ ด้วยการบ่มเพาะปัญญาและมหาบารมีที่ไม่วันสั่นคลอน
๒.ความเป็นมาและความสำคัญ (Background and Singificationce)
หากพิจารณาตามหลักพุทธศาสนาพื้นฐาน คำว่า "ชะตากรรม" อยู่ในเมือของตนเอง สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลัก อัตตาหิ อัตโน นาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)และกฎแห่งกรรมที่ระบุว่า " เราคือผู้รับผลจากการกระทำของตนเอง (กัมมัสสโกมหิ) ทว่าเมื่อยกระดับขึ้นสู่ "ปรัชญาพุทธภูมิ" (Bodhisattva Ideal) ความสำคัญของแนวคิดนี้จะเปลี่ยนจากการพึ่งตนเองเพื่อเอาตัวรอดจากความทุกข์" ไปสู่ การพึ่งตนเองเพื่อเป็นที่พึ่งคนอื่น" ความสำคัญของแนวคิดนี้ในพุทธภูมิ :
๒.๑ การปฏิเสขเทวลิขิตอย่างสิ้นเชิง : พระโพธิสัตว์ไม่เชื่อในโชคชะตา ที่ถูกกำหนดโดยเทพเจ้า พระผู้สร้าง แต่เชื่อใน "เจตจำนงเสรี" (Free Will) และอธิษฐานจิต (ความตั้งใจมั่น) ที่ตนเองเลือกเอง
๒.๒ ชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง : สำหรับคนทั่วไป ชะตากรรมอาจหมายถึง แค่ความร่ำรวย ความสุข หรือความสำเร็จส่วนตัว แต่สำหรับปรัชญาพุทธภูมิ ชะตากรรมที่พวกเขาเลือก กำไว้ในมือคือ "การเวียนว่ายตายเกิดนับอสงไขยปีเพื่อช่วยเหลือคนอื่น" มันคือการยอมรับความทุกข์ยากเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า
๒.๓ความน่าเชื่อถือเกิดจากจิตตั้งมั่น : ในเส้นทางที่ยาวนานและโดดเดี่ยว ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด จะการันตีได้ ว่าจะเราจะถึงฝั่งฝัน นอกจาก"ความซื่อสัตย์อุดมการณ์ ของตนเอง " ตัวเองเป็นสิ่งเดี่ยวที่น่าเชื่อถือ ที่สุดในการประคองจิต ไม่ให้ล่มสลายกลางคัน
บล็อคนี้จึงมีความสำคัญในการกระตุกความคิดของผู้คนในยุคปัจจุบัน ให้กลับมาตระหนักถึง "อำนาจที่แท้จริง" ในตนเอง ผ่านมุมมองของปรัชญาพุทธภูมิ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของความเชื่อถือทางศาสนา แต่เป็นปรัชญา การดำเนินชีวิตขั้นสูงสุด (Ultimate Eistentiallism)
๓.ปัญหาที่น่าสงสัยและควรศึกษาในเรื่องนี้
เมื่อเราตั้งสมมติฐานว่า "ชะตากรรมอยู่ในมือของฉัน และฉันเชื่อแค่ตัวเองในสายพุทธภูมิ" มันจะนำไปสู่ประเด็นและคำถามชวนคิดที่น่าหยิบยกมาเขียนขยี้ต่อไปในบล็อค ดังนี้.
ประเด็นที่๑. : เส้นแบ่งระหว่าง "การพึ่งตนเองกับ "อัตตา"อยู่ตรงไหน ?
-คำถามชวนศึกษา : ฉันเชื่อแค่ตัวเองด้วยจิตที่ปล่อยวาง หรือด้วยจิตที่ยึดมั่นถือมั่น ?
ประเด็นที่๒.: ในเมื่อควบคุมชะตากรรมเองได้ ทำไมพุทธภูมิต้องยอมเผชิญความทุกข์ ?
-คำถามชวนศึกษา : หากชะตากรรมอยู่มือเรา ทำไมผู้ปรารถนาพุทธภูมิและหลุดพ้นไปเลย (แบบพระอรหันต์) แต่กลับเลือกชะตากรรมที่ต้องทนทุกข์ทรมานในสังสารวัฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ความย้อนแย้งนี้อธิบายปรัชญาอย่างไร ?
ประเด็นที่๓. "แรงอธิษฐาน" กับ "การดลบันดาล" ต่างกันอย่างไร ?
- คำถามชวนศึกษา : ในสายพุทธภูมิมีการตั้งจิตอธิษฐานและการขอบารมีจากพระพุทธองค์ก่อน ๆ สิ่งนี้ขัดกับหลักการ "ชะตากรรมอยู่ในมือตนเองและพึ่งแค่ตัวเอง" หรือไม่ ? หรือแท้จริงแล้ว การอธิษฐานคือการโปรแกรมจิตใต้สำนึกของตัวเอง ?
ประเด็นที่ ๔. เราจะประยุกต์ใช้ความเด็ดเดี่ยวแบบพุทธภูมิมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ได้อย่างไร ?
คำถามชวนศึกษา : คนยุคนี้ที่รู้สึกหมดไฟ หรือ รู้สึกตัวอย่างเป็นเหยื่อของสังคม/เศรษฐกิจ จะนำปรัชญา "ลิขิตชะตาด้วยตนเองแบบโพธิสัตว์" ไปปลุกพลังในใจให้เลิกโทษสิ่งภายนอก แล้วลุกขึ้นมานำชีวิตตัวเองและคนรอบข้างให้ดีขึ้นอย่างไร ?
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น