Introduction to Buddhaphumi Philosophy : The Moriya, the Lost State
บทนำ
การศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงในสมัยอาณาจักรโมริยะนั้น เป็นความท้าทายทางปรัชญาที่น่าสนใจ ตามปรัชญาพุทธภูมินั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อพราหมณ์ในโลก ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ได้ยินความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวเล่า ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อติดจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับมนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นและการมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น นักปรัชญาและนักตรรกะมักจะแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับความจริงของเรื่องราวเหล่านั้น โดยอาศัยปฏิภาณของตนเองและใช้เหตุผลในการอธิบายความจริง และคาดคะเนความจริงจากเรื่องที่ได้ยินมานั้น อย่างไรก็ตาม เหตุผลของพวกเขานั้น บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพวกเขายังคลุมเครือและไม่ชัดเจนว่าความเป็นจริงในเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ? วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินความเห็นในเรื่องนั้น ย่อมไม่เชื่อถือความคิดเห็นของนักตรรกะและนักปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องนั้นว่าเป็นความจริงและทรงไม่ยอมรับพราหมณ์ ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล เป็นพยานยืนยันความจริงเกี่ยวกับมนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคม และการมีอยู่ของเทพเจ้าได้
มัลละเป็นรัฐเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณที่เริ่มต้นจากพระนครกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของอาณาจักรสักกะ ผ่านพระนครเทวทหะในอาณาจักรโกลิยะ พระนครพาราณสีในอาณาจักรกาสี เมื่อพระพุทธเจ้าศากยมุนีปรินิพพาน ณ สาลวโนทยานซึ่งเป็นอุทยานแห่งกษัตริย์มัลละ ตั้งอยู่ในเขตพระนครกุสินารา เมืองหลวงแห่งอาณาจักรมัลละ หลังจากที่มัลละกษัตริย์ทรงได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้าศากยมุนีอย่างยิ่งใหญ่โดยมีกษัตริย์มัลละทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาส งานพระราชทานเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้นเป็นงานพระราชเพลิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น เพราะมีผู้คนเข้าร่วมงานนับล้านคน หลังจากพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพของศากยมุนีพุทธเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ ๘ พระเจ้ามัลละทรงเก็บพระบรมสาริกธาตุของพระพุทธเจ้า เพื่อบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้ชาวพระนครกุสินาราได้กราบไหว้บบูชา แต่กษัตริย์เจ้าเมืองทั้ง ๘ รัฐ ได้ยกทัพมาขอส่วนแบ่งพระบรมสาริกธาตุและมัลละกษัตริย์ทรงได้แบ่งปันพระบรมสาริกธาตุของพระพุทธเจ้าให้กับเจ้าเมืองทั้ง ๘ รัฐ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ต่อมามีกษัตริย์โมลิยะแห่งพระนครปิปผลิวันทรงส่งคณะทูตที่มีถิ่นพำนักในพระนครปิปผลิวันไปยังพระนครกุสินาราเพื่อขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุโดยอ้างว่า พวกเขาอยู่ในวรรณะกษัตริย์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ควรได้รับส่วนแบ่งของพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบรรจุไว้ในสถูป เพื่อให้ชาวเมืองปิปผลิวันได้เฉลิมฉลองพระบรมสารีริกธาตุและปฏิบัติบูชาเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อมีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปทั้งหมดเหลือแต่พระอังคาร (เถ้าของศากยมุนีพุทธเจ้ากษัตริย์มัลละ จึงมอบให้แก่คณะทูตของกษัตริย์โมลิยะไป
เมือผู้เขียนได้ทราบข้อเท็จจริงของการมีอยู่ของพระนครปิปผลวัน เมืองหลวงอาณาจักรโมริยะ จากพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนสงสัยว่าพระนครปิปผลิวัน เมืองหลวงของรัฐโมลิยะตั้งอยู่ที่ไหนในอนุทวีป เมื่อผู้เขียนได้ค้นคว้าหาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ พบข้อความในพระไตรปิฎกเล่มที่เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ๓.มหาปรินิพพานสูตรข้อ๒๓๘.วรรค ๔ กล่าวว่าพวกเจ้าโมริยะผู้ครองกรุงปิปผลิวันได้ทรงสดับว่า"พระผูมีพระภาคปรินิพพานในกรุงกุสินาราจึงทรงส่งทูตไปถึง"พระผู้มีพระภาคทรงเป็นกษัตริย์ แม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์จึงควรจะได้รับส่วนแบ่งพระบรมสาริกธาตุบ้าง จะได้สร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสาริกธาตุและทำการฉลอง "พวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงกุสินาราตอบว่า"(บัดนี้ไม่มีส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระบรมสารีริกธาตุได้แบ่งกันหมดแล้วพวกท่านจงนำเอาพระอังคาร(เถ้า)ไปจากที่นี้เถิด" พวกทูตเหล่านั้นจึงนำเอาพระอังคารไปจากที่นั้นและ ข้อ๒๓๙".......พวกเจ้าโมริยะผู้ครองกรุงปิปผลิวัน ทรงสร้างพระสถูปบรรจุพระอังคารและทำการฉลองในกรุงปิปผลิวัน"
แม้จะมีข้อความในพระไตรปิฎของมหาจุฬาเป็นหลักฐานยืนยันความจริงว่าพระนครปิปผลิวัน เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรโมริยะ มีปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยเพิ่มเติมอีกว่า ราชอาณาจักรแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ.ที่แห่งใด ที่ผู้เขียนหรือนักวิชาการทางพุทธศาสนา นักโบราณ และนักประวัติศาสตร์ ค้นหาหลักฐานสำคัญของสถานที่ตั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร (เถ้าของพระพุทธเจ้า)ที่กษัตริย์แห่งโมริยะได้รับส่วนแบ่งจากเจ้ามัลละกษัตริย์แห่งพระนครกสินารา เมื่อได้หลักฐานชัดเจนว่าเป็นสถูปจริงก็เป็นหลักฐานยืนยันความจริงต่อไปอีกว่าสถานที่ตั้งของพระสถูปพระอังคารนั้น เป็นสถานที่ตั้งของพระนครปิปผลิวันแห่งราชอาณาจักรโมริยะชัดเจนมั่นคงปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลของความจริงอีกต่อไป
นอกจากนี้เมื่อผู้เขียนตรวจสอบหลักฐานจากแผนที่ของรัฐโบราณ ๑๖ รัฐ ที่นักวิชาการทางพุทธศาสนาหลายคนได้สร้างขึ้นจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎก และแบ่งปันความรู้บนอินเตอร์เน็ตไม่มีการระบุชื่อ"พระนครปิปผลิวันแห่งแคว้นโมลิยะ"ไว้ในแผนที่ชมพูทวีปโบราณ เมื่อตรวจสอบรายชื่อแคว้นเล็กแคว้นน้อยอีก ๕ ชื่อก็ไม่ปรากฏรายชื่อพระนครปิปผลิวันเมืองหลวงของรัฐโมลิยะอีกเช่นกันเมื่อผู้เขียนศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากข้อความในพระไตรปิฎกมีรายละเอียดของรัฐโมริยะ ประชาชน กษัตริย์ผู้ปกครองรัฐนี้บันทึกไว้หลักฐานน้อยมากทำให้ผู้เขียนสงสัยในความมีอยู่จริงของรัฐโมริยะแห่งนี้
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนสนใจที่จะค้นหาความจริงของ"ปิปผลิวันรัฐที่สูญหายไปจากพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ "ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานอย่างเพียงพอแล้ว ก็จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลหาเพื่อหาเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ โดยรวบรวมพยานหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎก อรรถกถาและพยานวัตถุได้แก่สถูปพระพุทธเจ้าที่เมือง Lauria Nandangarh พยานบุคคลเช่นความเห็นของนักโบราณคดีที่บันทึกการขุดค้นโบราณสถานน่าจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกข้อความไว้ในพระไตรปิฎกได้ เพื่อให้ได้เหตุผลของคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของพระนครปิปผลิวัน รัฐโมริยะได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและบทความวิเคราะห์ในเรื่องนี้ จะเป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์ตัดสินอย่างสมเหตุสมผล สามารถอธิบายเหตุผลของคำตอบของความจริงแท้ในเรื่องนี้ไม่มีข้อพิรุธสงสัยอีกต่อไป และจะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรใช้บรรยายให้ผู้แสวงบุญชาวไทย และชาวพุทธนานาชาติได้ฟัง ให้มีเนื้อหาบรรยายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการวิเคราะห์จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยของนิสิตในระดับบัณฑิตศึกษาของหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกทางด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญาใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลจากพยานเอกสารและพยานวัตถุให้ได้เหตุผลของคำตอบที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินของคำตอบที่สมเหตุสมผลและปราศจากข้อพิรุธในความจริงของคำตอบอีกต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น