ปัญหาสุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับภูเขาคิชกูฏอันน่ารื่นรมย์ตามหลักปรัชญาแดนพุทธภูมิ
Aesthetics problems about the delightful mountain of Griddhakuta according to Buddhaphumi's Philosophy

๑.บทนำ
การศึกษาค้นคว้าตามแนวทางปรัชญาพุทธภูมิในสาขาอภิปรัชญา มุ่งเน้นทำความเข้าใจ ปัญหาเกี่ยวกับความจริงสูงสุด ภูเขาคิชกูฏ นับเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเมืองราชคฤห์โบราณ รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง สถานที่แห่งนี้คือบริเวณที่พระพุทธเจ้าศากยมุนีเสด็จมาประทับอยู่หลายครั้งบนภูเขาคิชฌกูฏนี้ภายหลังการตรัสรู้
การตรัสรู้ของพระองค์ คือ การค้นพบกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ที่ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย โดยปราศจากการดลบันดาลจากเทพเจ้าหรืออำนาจดลบันดาลใด ๆ ความรู้นี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์ทั่วไป นั่นคือ "วัฏสงสาร" หรือวนเวียนแห่งการเกิดและตายของจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นในวรรณะสูงหรือต่ำ หรือมีสถานะทางสังคมรูปแบบใด กฎธรรมชาตินี้ย่อมครอบคลุมและบังคับใช้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
การค้นพบกฎธรรมชาตินี้ ช่วยเปิดทางให้มนุษย์ตระหนักถึงศักยภาพในการพัฒนาชีวิตของตนให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความทุกข์และเรื่องราวรอบตัว เมื่อชีวิตมีอินทรีย์แก่กล้า ย่อมเกิดสติที่ระลึกรู้เท่าทันประสบการณ์ในอดีตทั้งความสุขและความทุกข์ มีนำไปสู่การแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างถูกต้อง ก่อนที่จะตัดสินใจกระทำอกุศลกรรม อันเป็นละเมิดต่อชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง และศีล ๕ อันเป็นให้จิตวิญญาณต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ในแต่ละปี ผู้แสวงบุญนับพันคนต่างเดินทางมาปฏิบัติ ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วยความหวังว่า จะบรรลุถึงความฝันที่ตนปรารถนาในชีวิต บางคนไล่ตามความฝันและความปรารถนาในชีวิต บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตตามความฝัน แต่กลับสิ้นลมหายใจไปก่อน บางคนทำความฝันสำเร็จแต่ไม่อาจสานต่อความฝันถัดไปจนหมดหวัง และตัดสินใจจบชีวิตลง อย่างไรก็ดี อุทาหรณ์ของชีวิตเหล่านั้นย่อมเป็นบทเรียน สำคัญให้ผู้ที่ยังตกอยู่ในอวิชชาได้ตระหนักและไม่ใช้ชีวิตด้วยประมาท
แต่มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความต่างทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ ต้นทุนทางสังคม และภาระหน้าที่ ส่งผลให้ความสะดวกสบายและความสุขรอบตัวแตกต่างกันไป ตามแรงขับของตัณหาภายในจิตใจ บางคนปรารถนาอยากเป็นตำรวจ ทหาร ครูบาอาจารย์ หรือนักธุรกิจ จึงสร้างเหตุผลในการผัสสะกับสิ่งต่าง ๆ ต่างกัน บางคนเลือกจมปลักอยู่กับอารมณ์ที่ตนชื่นชอบ แม้จะเป็นความเหงา ความโดดเดียว หรือความกังวลต่ออนาคต ขณะเดียวกันความสมบูรณ์แบบของชีวิตที่ได้มาโดยไม่ต้องดิ้นรนนั้นหรือได้มาด้วยเสน่หานั้น ก็ไม่อาจสร้างแรงจูงใจให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ครอบครอง คนประเภทนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มักหาความสุขในชีวิตได้ยาก เพราะความเหงาในจิตใจจะยังคงติดตามไปเหมือนเงาตามตัว
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดสุนทรียศาสตร์เรื่อง "ภูเขาคิชกูฏอันน่ารื่นรมย์" โดยอาศัยการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล ผสาน กับการรับรู้ผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของผู้เขียน ร่วมกับการค้นคว้าคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถาและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
๒.ที่มาของความรู้บนภูเขาคิชฌกูฏอันน่ารื่นรมย์
๒.๑ ความหมายตามหลักภาษาศาสตร์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้นิยามคำว่า "รื่นรมย์" ไว้ว่าหมายถึง สบายใจ หรือ บันเทิง โดยคำว่า "สบายใจ" หมายถึงสภาพที่ปราศจากความทุกข์ร้อน คำว่า "บันเทิง" หมายถึง ความเบิกบาน รื่นเริง คำว่า "เบิกบาน" หมายถึงความแช่มชื่น สดใส และคำว่า รื่นเริง หมายถึง ความสนุกสนาน เบิกบาน เพลิดเพลิน
๒.๒ สภาพทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส (Phenomenology of Senses)
จากการวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์ ภูเขาคิชฌกูฏ เป็นยอดเขาที่มีความสูงพอประมาน ไม่มากนัก ส่วนยอดเขามีลักษณะเป็นพื้นที่ราบสูงรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้พื้นที่จะไม่กว้างขวางมากนัก แต่สามารถรองรับผู้แสวงบุญได้เกือบ ๒๐๐ คน ในช่วงฤดูหนาวจะมีมวลลมเย็น พัดผ่านสู่ยอดเขาคิชฌกูฏตลอดเวลา อันเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ทำให้ลมร้อนยกตัวยกตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อากาศเย็นพัดเข้ามาแทนที่อากาศร้อน
เมื่อเรานั่งปฏิบัติบูชาบนยอดเขาคิชฌกูฎ อินทรีย์ ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ของร่างกายจะผัสสะกับความเย็นสบายของอากาศตลอดเวลา เมื่อหลับตาลงเจริญสมาธิ จิตจะสามารถตัดการรับรู้อารมณ์ทางโลกผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ ได้ง่ายขึ้น แม้จะมีเสียงหรือสิ่งรบกวนภายนอกจากผู้คนกระทบเข้ามา การตัดอารมณ์โลกได้นี้ ย่อมหยุดกระบวนการปรุงแต่งของจิต ที่มักนำไปสู่ความยินดี ยินร้าย ความกระวนกระวายใจและความเร้าร้อนภายในจิต จึงสงบระงับลงได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อจิตภายในสงบเยือกเย็นลง ผสานกับสภาวะทางกายภาพภายนอกจากสายเย็นที่กระทบผัสสะกับร่างกาย ขณะปฏิบัติบูชา จิตและกายย่อมเกิดสภาวะ "ปิติ" ขึ้นอย่างเด่นชัด บางคนเกิด"ปิติ"ทางกายอย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นน้ำตาไหล ออกมาขณะนั่งสมาธิ สภาวะความสุขและความสงบระงับเช่นนี้ จึงเป็นวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) อย่างแท้จริง.
๒.๓ หลักฐานทางพระไตรปิฎกและสุนทรียศาสตร์เชิงธรรมะ
สมัยหนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ณ. ที่นั่นเราเรียกเธอมาว่า ดูกรอานนท์พระนครราชคฤห์น่ารื่นรมย์ ภูเขาคิชฌกูฏน่ารื่นรมย์...อิทธิบาทผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว .... อบรมแล้ว...ผู้นั้นเมือมุงหวัง พึงดำรงอยู่ได้ ๑ กัปหรือ เกินกว่า ๑ กัป.....
เมื่อศึกษาข้อความในพระไตรปิฎก ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องภูเขาคิชฌกูฏเป็นสถานที่อันรื่นรมย์ เพราะ เป็นสถานที่พำนักแล้ว เกิดความรู้สบายใจ สงบเย็นในสมัยพุทธกาล ยอดเขาคิชฌกูฏแห่งนี้ อุดมด้วยพรรณไม้นานาชนิดและเป็นสัตว์ป่านา ๆพันธ์ อีกทั้งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองราชคฤห์ ทำให้พระพุทธองค์ รวมถึงพระอริยสาวก เช่น พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรสามารถเดินลงไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ในยามเช้าได้อย่างสะดวก
นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกยังบันทึกไว้ว่า ในบริเวณภูเขาคิชฌกูฎดังกล่าวมีการล่าสัตว์จนมีเศษซากเนื้อสัตว์ เช่น สิงห์โต เสือโคร่ง เสือดาวและสุนัขป่าเหลือทิ้งไว้ พระภิกษุที่จำพรรษาลงไปบิณฑบาตพบเข้า จึงให้อนุปสัมบัน (สามเณรหรือคฤหัสถ์) นำเศษเนื้อที่ถูกทิ้งเหล่านั้น มาปรุงเป็นอาหารแกงถวายพระภิกษุสะท้อนให้เห็นถึงสภาพป่าที่สมบูรณ์และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
เมื่อภูเขาคิชฌกูฏมีความสงบสงัด มีลมพัดเย็นสบายในยามค่ำคืน และแม้จะอยู่ใกล้ชุมชน แต่ก็ไม่มีผู้ใดมารบกวน เนื่องจากบางส่วนของซอกเขาอาจเป็นสถานที่ทิ้งศพโจร ที่ถูกประหารชีวิต (เหวทิ้งโจร) จึงกลายเป็นสถานที่สัปปายะอย่างยิ่งสำหรับการทำสมาธิ พระภิกษุสงฆ์ใช้สถานที่บริเวณเขาคิชฌกูฏนี้ ในการพัฒนาศักยภาพทางกายและจิตตามหลักมรรคมีองค์ ๘ จนบรรลุ " บุพเพนิวาสานุสสติญาณ" สามารถระลึกชาติได้ และเห็นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏของตน เมื่อเห็นภัยของการเกิดขึ้นซ้ำซากด้วยการเกิดแก่เจ็บตายและการพลัดพรากจากสิ่งที่รักทำให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย และการพลัดพราก จิตย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในวัฏสงสาร และการหลุดพ้นจากความทุกข์ในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ภูเขาคิชฌกูฏจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญญลักษณ์ของความงามทางธรรมชาติภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็น "รมณียสถาน" อันน่ารื่นรมย์ ที่เอื้อให้เกิดความสงบภายในจิตใจ จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็นสถานที่อันทรงคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ และสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น