The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : ภูเขาคิชฌกูฏ


  แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ  : ภูเขาคิชฌกูฏ 
The Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy   :  The  Griddhakuta  Mountain


๑.บทนำ ขอบเขตและโครงสร้างอภิปรัชญาว่าด้วยความจริง  (Metaphysical Foundations of Reality)

          ๑.๑ ปัญหาเรื่องความจริงและข้อจำกัดของอายตนะภายใน  (The Problem of Ultimate  Reality & Sensory Limitations)  

                เหตุใดนักอภิปรัชญาจึงให้ความสนใจในการศึกษา    "ความจริง" ของสิ่งต่าง  ๆ     เหตุผลมาจากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ทำให้มนุษย์รู้จักตนเองว่า    เรามีอายตนะภายใน(ประสาทสัมผัส) ที่จำกัดในการรับรู้สิ่งรอบตัว        ประกอบกับอคติต่อผู้อื่น อันเนื่องจากความไม่รู้  ความเกลียดชัง ความกลัว และความหลงส่วนตน    ส่งผลให้มนุษย์ตกอยู่ในความมืดมิด      และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งต่าง ๆตามที่มันเป็น      เมื่อมนุษย์รับรู้ข้อเท็จจริงใด  ๆ     มนุษย์มักบันทึกและสั่งสมสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อมูลทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ   ทว่าธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มิใช่เพียงเป็นเพียงผู้รับรู้           และสั่งสมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น  แต่มนุษย์ยังมีธรรมชาติของการคิด วิเคราะห์และใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาคำอธิบายเกี่ยวกับความจริง  

๑.๒ การจำแนกระดับสัจจะในทางปรัชญาพุทธภูมิ (The Two Levels of Truth) 
             ในทางปรัชญาพุทธภูมิได้จำแนกความจริงออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่:
 
                 ๑.สมมติสัจจะ(ความจริงขั้นสมมติ) :    คือความจริงระดับสมมติ ที่เกิดจากการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์   แล้วสั่งสมไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ         แต่มนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงการเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น            มนุษย์ยังมีธรรมชาติในการคิด เมื่อรับรู้สิ่งใดมนุษย์จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น        แล้วใช้ "เหตุผล"  ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาเข้ามาวิเคราะห์       เพื่ออธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้น      ตัวอย่างเช่น  

               การที่พุทธศาสนิกชนรับรู้ว่า "ภูเขาคิชฌกูฏ" เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์อยู่หลายปี       การปฏิบัติธรรมหรืออธิษฐานจิต  ณ  สถานที่แห่งนี้   จะนำมาซึ่งความสำเร็จตามที่ปรารถนา   อย่างการบูชาเทพเจ้าเพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา    ตลอดจนการปฏิบัติอริมรรคมีองค์ ๘  

                 เมื่อจิตมนุษย์เข้าไปรับรู้สิ่งเหล่านั้น  และบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ  จากนั้นจิตใจจะวิเคราะห์หลักฐาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้น   อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง (ความไม่เที่ยง   เกิดขึ้น  ตั้งอยู่และดับไป      การรู้แจ้งในปรากฏการณ์เหล่านี้        จึงยังจัดอยู่ในระดับประสาทสัมผัสหรือความจริงขั้นสมมติเท่านั้น 

๑.๓กฎแห่งอนิจังและการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ (Impermanent &Universal  Dynamics) 

               เมื่อปรากฏการณ์ทั้งทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมล้วนตกอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง คือเกิดขึ้น  ดำรงอยู่และเสื่อมสลายไป การรู้แจ้งในปรากฏการณ์เหล่านนี้  จึงยังจัดอยู่ในระดับประสาทสัมผัสกรือความจริงขั้นสมมติเท่านั้น   

ด้วยเหตุนี้ "ภูเขาคิชฌกูฏ"      ในฐานะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มนุษย์ตั้งชื่อสมมติ     และเป็นสถานที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในพุทธประวัติ           จึงจัดความเป็นจริงในระดับสมมติสัจจะ ที่ดำเนินไปตามสภาวะเกิดขึ้น  ดำรงอยู่ และดับไปเช่นเดียวกัน 

๒.ญาณวิทยาว่าด้วยการพิสูจน์ความจริงของภูเขาคิชฌกูฏ

           ผู้เขียนเกิดความสงสัย "เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าภูเขาลูกนี้คือภูเขาคิชฌกูฏที่แท้จริงในประวัติศาสตร์? "         

หากพิจารณาตามทัศนะของ  นักปรัชญาตะวันตกกลุ่มประจักษ์นิยม (Epiricism)  ซึ่งถือว่า บ่อเกิดความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ต้องมาจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์   (การเห็น การได้ยิน การสัมผัสจริง) เท่านั้น            หากสิ่งใดไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ ย่อมไม่ถือเป็นความรู้ที่ยืนยันความจริงของเรื่องนั้นได้      

แม้หลักฐานปฐมภูมิอย่างพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)   จะระบุข้อเท็จจริงไว้ชัดเจนว่าภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ที่พระนครราชคฤห์  แคว้นมคธ        แต่ข้อมูลในคัมภีร์เพียงอย่างเดียวยังไม่อาจความกระจางแจ้งในจิตใจได้    ตามหลักประจักษ์นิยม ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ เพื่อรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของตนเอง  โดยกำหนดขอบเขตญาณวิทยาไว้ว่า "ความรู้เกี่ยวกับภูเขาคิชฌกูฏที่แท้จริง ต้องผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของตนเองเท่านั้น" 

             ผู้เขียนจำเป็นต้องใช้ทฤษฎีความรู้เพื่อแสดงขอบเขตความรู้ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล       เพื่อหาเหตุผลยินยันความจริงของคำตอบเกี่ยวกับที่ตั้งของภูเขาคิชฌกูฏ          เพื่อเขียนบทวิเคราะห์นี้ผู้เขียนใช้ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์กำหนดไว้ว่า      "มนุษย์คนใดคนหนึ่งรับรู้จากประสาทสัมผัสอย่างเดียวเท่านั้น"            ตามทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์ ผู้เขียนตีความได้ว่าความรู้ที่เกี่ยวกับความจริงของภูเขาคิชกูฏมนุษย์ต้องรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของตนเองเท่านั้น      จึงจะถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์    ส่วนความรู้ใดไม่ผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ถือว่าเป็นความรู้ที่เป็นเท็จเพราะไม่มีอยู่จริง       

                 ประสบการณ์เชิงประจักษ์พยานของผู้เขียน เริ่มต้นในปี ค.ศ. ๒๐๐๒     ขณะศึกษา     ณ     มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University)      ประเทศอินเดีย  โดยได้ร่วมเดินทางแสวงบุญกับนิสิตของมหาวิทยาลัยในเมืองพาราณสี     ไปยังเมืองราชคฤห์โบราณ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา  อำเภอคยา         รัฐพิหาร   ประมาณ ๗๒ กิโลเมตร  เมื่อรถบัสเข้าสู่พระนครราชคฤห์โบราณ ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือ ภูมิประเทศลักษณะ "แอ่งกะทะ" ที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขา  ใหญ่ทั้ง  ๕ ลูก (เบญจคีรี) ได้แก่อิสิคิริ เวภาระ  ปัณฑวะ  เวปุลละและคิชฌกูฏ   ปรากฏกำแพงหินศิลาโบราณโอบล้อมยอดเขาอย่างน่าอัศจรรย์     

ผ่านประตูเมืองเข้าสู่แอ่งกะทะที่ล้อมรอบด้วยภูเขาห้าลูกโดยมีภูเขาอิสิคิริด้านซ้ายมือ           ส่วนด้านขวามือเป็นภูเขาปัณฑวะบนเทือกเขาทั้งสองแห่ง  ผู้เขียนมองเห็นกำแพงหินก่อสร้างไปตามเทือกเขาอันยาวไกล

เมื่อเดินทางเข้าสู่เชิงเขารัตนคีรี      คณะเดินทางได้เดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขา  คิชฌกูฏ ตาม "ถนนพระเจ้าพิมพิสาร"  (Bimbisara Road)   ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณที่พระเจ้าพิมพิสารทรงใช้เป็นเส้นทางเสด็จ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาคิชฌกูฏ    ซึ่งมีป้ายประกาศของกองโบราณคดีแห่งอินเดีย ( Archaeological  Survey of India -ASI) กำกับไว้ชัดเจน ถนนสายนี้คือ เส้นทางประวัติศาสตร์ ที่พระเจ้าพิมพิสาร ใช้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า     ในบรรยายกาศที่สงบเงียบ เหมาะแก่การวิเวกภาวนา  ของพระสงฆ์สาวก  เพื่อตัดอารมณ์ทางโลก  


๑. สภาพภูมิศาสตร์และตำแหน่งที่ตั้งของภูเขาคิชฌกูฏ  

             ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองราชคฤห์    เมื่อตรวจข้อเท็จจริงจากแผนที่โลกของกูเกิล    (Google Map)    โดยอ้างอิงวัดเวฬุวันมหาวิหารเป็นศูนย์กลางของเมืองราชคฤห์          จะพบตำแหน่งของภูเขาคิชฌกูฏอย่างชัดเจน  ในทางกายภาพ ภูเขาคิชฌกูฏมีความสูงไม่มากนัก    (สูงไม่เกิน ๖๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล)หากอิงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔       ซึ่งกำหนดว่า "ภูเขา"             ควรมีความสูงจากพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป  คิชฌกูฏ อาจจัดเป็นเพียง                 "เนินเขา "  (Hill) แต่ในทัศนะทางประวัติศาสตร์และพุทธศาสนา  ควรคงคำเรียกว่า  เห็น "ภูเขาคิชฌกูฏ" ตามพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)    ภูเขาคิชฌกูฏแห่งนี้      เป็นสถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์หลายพรรษา  (เช่นพรรษาที่ ๓ ๕ ๗ และในพรรษาที่ ๔๔)         เป็นสถานที่ทรงแสดงธรรมพระสูตรมากมาย  เช่น        มหาปรินิพพานสูตรและสัทฺะมฺปุณฑริกสูตร(มหายาน)     บริเวณทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏคือยอดเขารัตนคีรี ซึ่งมีลักษณะเป็นลานหินกว้างขวาง    ในสมัยพุทธกาลเคยใช้เป็นลานประหารนักโทษ            และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Viswa Shanti Stupa  (พระเจดีย์สันติภาพ)ของชาวพุทธญี่ปุ่น

๒. มูลคันธกุฎี : ความจริงที่พิสูจน์ได้ผ่านสถูปและพระไตรปิฎก  

           ในคัมภีร์พระไตรปิฎก (ฉบับจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)  พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย (๑.ขันธสังยุต ) มัชฌิมปัณณาสก์ ๔.เถรวรรค๕. วักลิสูตรมีบันทึกไว้ว่า "พระพุทธเจ้าประทับบนภูเขาคิชฌกูฏ ตลอดคืน และวันที่ยังเหลืออยู่นั้น"....... 
    
         หลักฐานนี้ยืนยันว่า   ภูเขาคิชฌกูฏมิใช่เพียงสถานที่ในตำนานแต่เป็นสถานที่ประทับจริงนอกเหนือจากวัดเวฬุวันมหาวิหารของพระพุทะเจ้าโดยมี "พระมูลคันธกุฎี"   ซึ่งอยู่บนยอดภูเขาคิชฌกูฎ คำว่า คันธกุฎีแปลว่า กุฎิที่มีกลิ่นหอม  เนื่องจากพุทธศาสนิกชนมักนำดอกไม้และเครื่องหอม มาถวายเป็นอามิสบูชา ประดับรอบกุฎีตลอดเวลา ตัวกุฎิเดิมในสมัยพุทธกาล สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยไม้และหลังคามุงใบไม้  แต่ในปัจจุบัน กองโบราณแห่งอินเดียได้บูรณะและทำอิฐิก่อล้อมรอบลานหิน  ซึ่งเป็นฐานโบราณสถานเดิมไว้ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังปรากฏกุฎีพระอานนท์  ถ้ำสุกรขาตา (สถานที่พระสาลีบุตรบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์)และถ้ำพระโมคคัลลานะ  ซึ่งได้รับการทำเครื่องหมายและอนุรักษ์ไว้อย่างเป็นระบบ  

ประสบการณ์ประจักษ์นิยมของผู้เขียน : จากตำนวนสู่ความจริง

           จากการเดินทางไปศึกษาและปฏิบัติบูชา ณ  ภูเขาคิชฌกูฏหลายครั้ง ทำให้ผู้เขียนได้ลบล้างความเข้าใจผิดในอดีต กล่าวคือเมื่ออ่านคัมภีร์และฟังเรื่องราวแต่เดิม  ผู้เขียนเคยจินตนาการว่า   "ภูเขาหัวแร้ง" จะต้องเต็มไปด้วยฝูงนกแร้ง เกาะตามยอดเขา  เพื่อคอยกินซากศพที่ชาวเมืองนำมาทิ้งไว้  แต่ความจริงในปัจจุบันกลับไม่พบฝูงแร้งเลย

ข้อเท็จจริงทางสังคมและวัฒนธรรมอธิบายว่า ประเพณีชาวฮินดูในราชคฤห์ได้เปลี่ยนจากการนำศพมาทิ้งไว้ในป่าช้า มาเป็นการฌาปนกิจ (เผาศพภายใน ๒๔ ชั่วโมง ตามอิทธิพลแนวคิดทางพระพุทธศาสนาหลังจากพิธีพระราชทางเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า ทำให้ไม่มีซากศพเป็นอาหารของนกแร้งอีกต่อไป  ฝูงแร้งจึงย้ายถิ่นฐาน ไปยังพื้นที่อื่น (เช่นที่ราบสูงทิเบตที่มีการปลงศพแบบพฤกษโศก หรือ Sky Burial)  ปัจจุบันเส้นทางนำขึ้นสู่บนยอดเขาคิชฌกูฏได้รับการพัฒนาโดยรัฐบาลอินเดีย มีการสร้างบันไดคอนกรีตอย่างดีแทน เส้นทาง
ปีนป่ายไต่ช่องหิน อันตรายในอดีต (ซึ่งคาดว่าเป็นเส้นทาง เสด็จเดิมของพระพุทธองค์ เพื่อรองรับผู้แสวงบุญทั่วโลก


        เมื่อคณะของผู้เขียนเดินทางมาถึงลานที่เขาใช้เป็นสถานที่จอดรถมีรถโดยสารของคณะผู้แสวงบุญนานาชาติ จอดกันหลายคัน ทางขึ้นเขาคิชกูฏ จึงเต็มไปด้วยผู้มาแสวงบุญกันเป็นจำนวนมากทั้งชาวฮินดูและชาวพุทธไทยนิยมขึ้นไป ปฏิบัติบูชาที่ยอดเขาคิชฌกูฏส่วนชาวฮินดูขึ้นไปแสวงบุญที่วัดญี่ปุ่นยอดเขารัตนคีรี    ผู้เขียนเดินไปตามถนนพระเจ้าพิมพิสารขึ้นเขาคิชกูฌกูฏ  เมื่อทางผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโบราณเป็นทางน้ำไหลที่มีขนาดเล็ก ๆ อันเหือดแห้งไปแล้ว คณะของพวกเราเดินผ่านถ้ำที่ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติของพระโมคคัลนะและถ้ำสุกรขาตาอันเป็นสถานที่บรรลุธรรมของพระสารีบุตร  ผู้เขียนเดินตามถนนที่เขาทำไว้ด้วยลาดซิเมนต์เป็นอย่างดี มีบันไดหลายขั้นกว่าจะขึ้นไปถึงบนยอดเขาคิชฌกูฎที่รัฐบาลอินเดียเขาสร้างไว้เพื่อสนองความต้องการของผู้แสวงบุญที่จะขึ้นไปปฏิบัติบูชา บนลานหินที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งมูลคันธกุฏของพระพุทธเจ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่กองโบราณคดีอินเดียเขาก่อสร้างกำแพงด้วยอิฐล้อมรอบสถานที่เดิมที่เคยเป็นที่ตั้งมูลคันธกุฏีทำด้วยไม้หอม ส่วนหลังคาทำด้วยใบไม้  

       นอกมูลคันธกุฏีที่มีเนื้อที่ว่างกว้างขวางพอที่จะนั่งสมาธิส่วนตัวได้เกือบ ๑๐๐ คน แต่ทางที่เราขึ้นมาบนยอดเขาคิชฌกูฏเป็นทางใหม่มิใช่เส้นทางเก่าที่พระพุทธองค์เสด็จขึ้นมาเป็นประจำ เพราะทางเสด็จขึ้นมาเป็นจำอยู่อีกทางหนึ่งค่อนช้างชันต้องใช้บันไดต้องใช้กำลังของร่างกายปีนป่ายขึ้นมาหนักพอสมควรอาจลื่นหกล้มตกจากทางที่ปีนได้ 

     ผู้เขียนเดินผ่านสถานที่ตั้งกุฏิของพระอานนท์พุทธอุปฐากของพระพุทธเจ้าซึ่งเจ้าหน้าที่ของกองโบราณคดี รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เขาทำเครื่องหมายเป็นสัญญาลักษณ์ด้วยการก่ออิฐถือปูนให้เรารู้ไว้ว่า พระอานนท์พร้อมที่ถวายงานรับใช้พระพุทธองค์ตลอดเวลา ภูเขาคิชฌกูฏกลายภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในแดนพุทธภูมิของโลกมนุษย์ เพราะเป็นสถานที่แสวงบุญอีกแห่งที่ผู้แสวงบุญชาวไทยและทั่วโลกต่างตั้งใจอยากมาปฏิบัติบูชาอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ที่หน้าประตูทางเข้ามูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าและเปล่งวาจาสวดมนต์ตามบทสวดด้วยสำเนียงภาษา และวิธีการปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ในวัฒนธรรมของตนและอธิษฐานบารมีขอให้ตนมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในชีวิตของตนทุกประการ

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ