แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : ภูเขาคิชฌกูฏ
The Metaphysics in Buddhaphumi Philosophy : The Griddhakuta Mountain

๑.บทนำ ขอบเขตและโครงสร้างอภิปรัชญาว่าด้วยความจริง (Metaphysical Foundations of Reality)
๑.๑ ปัญหาเรื่องความจริงและข้อจำกัดของอายตนะภายใน (The Problem of Ultimate Reality & Sensory Limitations)
เหตุใดนักอภิปรัชญาจึงให้ความสนใจในการศึกษา "ความจริง" ของสิ่งต่าง ๆ เหตุผลมาจากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ทำให้มนุษย์รู้จักตนเองว่า เรามีอายตนะภายใน(ประสาทสัมผัส) ที่จำกัดในการรับรู้สิ่งรอบตัว ประกอบกับอคติต่อผู้อื่น อันเนื่องจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความหลงส่วนตน ส่งผลให้มนุษย์ตกอยู่ในความมืดมิด และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งต่าง ๆตามที่มันเป็น เมื่อมนุษย์รับรู้ข้อเท็จจริงใด ๆ มนุษย์มักบันทึกและสั่งสมสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อมูลทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ ทว่าธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มิใช่เพียงเป็นเพียงผู้รับรู้ และสั่งสมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น แต่มนุษย์ยังมีธรรมชาติของการคิด วิเคราะห์และใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาคำอธิบายเกี่ยวกับความจริง
๑.๒ การจำแนกระดับสัจจะในทางปรัชญาพุทธภูมิ (The Two Levels of Truth)
ในทางปรัชญาพุทธภูมิได้จำแนกความจริงออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่:
๑.สมมติสัจจะ(ความจริงขั้นสมมติ) : คือความจริงระดับสมมติ ที่เกิดจากการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์ แล้วสั่งสมไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ แต่มนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงการเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น มนุษย์ยังมีธรรมชาติในการคิด เมื่อรับรู้สิ่งใดมนุษย์จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น แล้วใช้ "เหตุผล" ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาเข้ามาวิเคราะห์ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้น ตัวอย่างเช่น
การที่พุทธศาสนิกชนรับรู้ว่า "ภูเขาคิชฌกูฏ" เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์อยู่หลายปี การปฏิบัติธรรมหรืออธิษฐานจิต ณ สถานที่แห่งนี้ จะนำมาซึ่งความสำเร็จตามที่ปรารถนา อย่างการบูชาเทพเจ้าเพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ตลอดจนการปฏิบัติอริมรรคมีองค์ ๘
เมื่อจิตมนุษย์เข้าไปรับรู้สิ่งเหล่านั้น และบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ จากนั้นจิตใจจะวิเคราะห์หลักฐาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง (ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป การรู้แจ้งในปรากฏการณ์เหล่านี้ จึงยังจัดอยู่ในระดับประสาทสัมผัสหรือความจริงขั้นสมมติเท่านั้น
๑.๓กฎแห่งอนิจังและการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ (Impermanent &Universal Dynamics)
เมื่อปรากฏการณ์ทั้งทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมล้วนตกอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง คือเกิดขึ้น ดำรงอยู่และเสื่อมสลายไป การรู้แจ้งในปรากฏการณ์เหล่านนี้ จึงยังจัดอยู่ในระดับประสาทสัมผัสกรือความจริงขั้นสมมติเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ "ภูเขาคิชฌกูฏ" ในฐานะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มนุษย์ตั้งชื่อสมมติ และเป็นสถานที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในพุทธประวัติ จึงจัดความเป็นจริงในระดับสมมติสัจจะ ที่ดำเนินไปตามสภาวะเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปเช่นเดียวกัน
๒.ญาณวิทยาว่าด้วยการพิสูจน์ความจริงของภูเขาคิชฌกูฏ
ผู้เขียนเกิดความสงสัย "เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าภูเขาลูกนี้คือภูเขาคิชฌกูฏที่แท้จริงในประวัติศาสตร์? "
หากพิจารณาตามทัศนะของ นักปรัชญาตะวันตกกลุ่มประจักษ์นิยม (Epiricism) ซึ่งถือว่า บ่อเกิดความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ต้องมาจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์ (การเห็น การได้ยิน การสัมผัสจริง) เท่านั้น หากสิ่งใดไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ ย่อมไม่ถือเป็นความรู้ที่ยืนยันความจริงของเรื่องนั้นได้
แม้หลักฐานปฐมภูมิอย่างพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) จะระบุข้อเท็จจริงไว้ชัดเจนว่าภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ที่พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ แต่ข้อมูลในคัมภีร์เพียงอย่างเดียวยังไม่อาจความกระจางแจ้งในจิตใจได้ ตามหลักประจักษ์นิยม ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ เพื่อรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของตนเอง โดยกำหนดขอบเขตญาณวิทยาไว้ว่า "ความรู้เกี่ยวกับภูเขาคิชฌกูฏที่แท้จริง ต้องผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของตนเองเท่านั้น"
ผู้เขียนจำเป็นต้องใช้ทฤษฎีความรู้เพื่อแสดงขอบเขตความรู้ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาเหตุผลยินยันความจริงของคำตอบเกี่ยวกับที่ตั้งของภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อเขียนบทวิเคราะห์นี้ผู้เขียนใช้ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์กำหนดไว้ว่า "มนุษย์คนใดคนหนึ่งรับรู้จากประสาทสัมผัสอย่างเดียวเท่านั้น" ตามทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์ ผู้เขียนตีความได้ว่าความรู้ที่เกี่ยวกับความจริงของภูเขาคิชกูฏมนุษย์ต้องรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของตนเองเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ ส่วนความรู้ใดไม่ผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ถือว่าเป็นความรู้ที่เป็นเท็จเพราะไม่มีอยู่จริง
ประสบการณ์เชิงประจักษ์พยานของผู้เขียน เริ่มต้นในปี ค.ศ. ๒๐๐๒ ขณะศึกษา ณ มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย โดยได้ร่วมเดินทางแสวงบุญกับนิสิตของมหาวิทยาลัยในเมืองพาราณสี ไปยังเมืองราชคฤห์โบราณ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร ประมาณ ๗๒ กิโลเมตร เมื่อรถบัสเข้าสู่พระนครราชคฤห์โบราณ ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือ ภูมิประเทศลักษณะ "แอ่งกะทะ" ที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขา ใหญ่ทั้ง ๕ ลูก (เบญจคีรี) ได้แก่อิสิคิริ เวภาระ ปัณฑวะ เวปุลละและคิชฌกูฏ ปรากฏกำแพงหินศิลาโบราณโอบล้อมยอดเขาอย่างน่าอัศจรรย์
ผ่านประตูเมืองเข้าสู่แอ่งกะทะที่ล้อมรอบด้วยภูเขาห้าลูกโดยมีภูเขาอิสิคิริด้านซ้ายมือ ส่วนด้านขวามือเป็นภูเขาปัณฑวะบนเทือกเขาทั้งสองแห่ง ผู้เขียนมองเห็นกำแพงหินก่อสร้างไปตามเทือกเขาอันยาวไกล
เมื่อเดินทางเข้าสู่เชิงเขารัตนคีรี คณะเดินทางได้เดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขา คิชฌกูฏ ตาม "ถนนพระเจ้าพิมพิสาร" (Bimbisara Road) ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณที่พระเจ้าพิมพิสารทรงใช้เป็นเส้นทางเสด็จ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาคิชฌกูฏ ซึ่งมีป้ายประกาศของกองโบราณคดีแห่งอินเดีย ( Archaeological Survey of India -ASI) กำกับไว้ชัดเจน ถนนสายนี้คือ เส้นทางประวัติศาสตร์ ที่พระเจ้าพิมพิสาร ใช้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ในบรรยายกาศที่สงบเงียบ เหมาะแก่การวิเวกภาวนา ของพระสงฆ์สาวก เพื่อตัดอารมณ์ทางโลก
๑. สภาพภูมิศาสตร์และตำแหน่งที่ตั้งของภูเขาคิชฌกูฏ
ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองราชคฤห์ เมื่อตรวจข้อเท็จจริงจากแผนที่โลกของกูเกิล (Google Map) โดยอ้างอิงวัดเวฬุวันมหาวิหารเป็นศูนย์กลางของเมืองราชคฤห์ จะพบตำแหน่งของภูเขาคิชฌกูฏอย่างชัดเจน ในทางกายภาพ ภูเขาคิชฌกูฏมีความสูงไม่มากนัก (สูงไม่เกิน ๖๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล)หากอิงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งกำหนดว่า "ภูเขา" ควรมีความสูงจากพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป คิชฌกูฏ อาจจัดเป็นเพียง "เนินเขา " (Hill) แต่ในทัศนะทางประวัติศาสตร์และพุทธศาสนา ควรคงคำเรียกว่า เห็น "ภูเขาคิชฌกูฏ" ตามพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ภูเขาคิชฌกูฏแห่งนี้ เป็นสถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์หลายพรรษา (เช่นพรรษาที่ ๓ ๕ ๗ และในพรรษาที่ ๔๔) เป็นสถานที่ทรงแสดงธรรมพระสูตรมากมาย เช่น มหาปรินิพพานสูตรและสัทฺะมฺปุณฑริกสูตร(มหายาน) บริเวณทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏคือยอดเขารัตนคีรี ซึ่งมีลักษณะเป็นลานหินกว้างขวาง ในสมัยพุทธกาลเคยใช้เป็นลานประหารนักโทษ และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Viswa Shanti Stupa (พระเจดีย์สันติภาพ)ของชาวพุทธญี่ปุ่น
๒. มูลคันธกุฎี : ความจริงที่พิสูจน์ได้ผ่านสถูปและพระไตรปิฎก
ในคัมภีร์พระไตรปิฎก (ฉบับจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย (๑.ขันธสังยุต ) มัชฌิมปัณณาสก์ ๔.เถรวรรค๕. วักลิสูตรมีบันทึกไว้ว่า "พระพุทธเจ้าประทับบนภูเขาคิชฌกูฏ ตลอดคืน และวันที่ยังเหลืออยู่นั้น".......
หลักฐานนี้ยืนยันว่า ภูเขาคิชฌกูฏมิใช่เพียงสถานที่ในตำนานแต่เป็นสถานที่ประทับจริงนอกเหนือจากวัดเวฬุวันมหาวิหารของพระพุทะเจ้าโดยมี "พระมูลคันธกุฎี" ซึ่งอยู่บนยอดภูเขาคิชฌกูฎ คำว่า คันธกุฎีแปลว่า กุฎิที่มีกลิ่นหอม เนื่องจากพุทธศาสนิกชนมักนำดอกไม้และเครื่องหอม มาถวายเป็นอามิสบูชา ประดับรอบกุฎีตลอดเวลา ตัวกุฎิเดิมในสมัยพุทธกาล สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยไม้และหลังคามุงใบไม้ แต่ในปัจจุบัน กองโบราณแห่งอินเดียได้บูรณะและทำอิฐิก่อล้อมรอบลานหิน ซึ่งเป็นฐานโบราณสถานเดิมไว้ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังปรากฏกุฎีพระอานนท์ ถ้ำสุกรขาตา (สถานที่พระสาลีบุตรบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์)และถ้ำพระโมคคัลลานะ ซึ่งได้รับการทำเครื่องหมายและอนุรักษ์ไว้อย่างเป็นระบบ
ประสบการณ์ประจักษ์นิยมของผู้เขียน : จากตำนวนสู่ความจริง
จากการเดินทางไปศึกษาและปฏิบัติบูชา ณ ภูเขาคิชฌกูฏหลายครั้ง ทำให้ผู้เขียนได้ลบล้างความเข้าใจผิดในอดีต กล่าวคือเมื่ออ่านคัมภีร์และฟังเรื่องราวแต่เดิม ผู้เขียนเคยจินตนาการว่า "ภูเขาหัวแร้ง" จะต้องเต็มไปด้วยฝูงนกแร้ง เกาะตามยอดเขา เพื่อคอยกินซากศพที่ชาวเมืองนำมาทิ้งไว้ แต่ความจริงในปัจจุบันกลับไม่พบฝูงแร้งเลย
ข้อเท็จจริงทางสังคมและวัฒนธรรมอธิบายว่า ประเพณีชาวฮินดูในราชคฤห์ได้เปลี่ยนจากการนำศพมาทิ้งไว้ในป่าช้า มาเป็นการฌาปนกิจ (เผาศพภายใน ๒๔ ชั่วโมง ตามอิทธิพลแนวคิดทางพระพุทธศาสนาหลังจากพิธีพระราชทางเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า ทำให้ไม่มีซากศพเป็นอาหารของนกแร้งอีกต่อไป ฝูงแร้งจึงย้ายถิ่นฐาน ไปยังพื้นที่อื่น (เช่นที่ราบสูงทิเบตที่มีการปลงศพแบบพฤกษโศก หรือ Sky Burial) ปัจจุบันเส้นทางนำขึ้นสู่บนยอดเขาคิชฌกูฏได้รับการพัฒนาโดยรัฐบาลอินเดีย มีการสร้างบันไดคอนกรีตอย่างดีแทน เส้นทาง
ปีนป่ายไต่ช่องหิน อันตรายในอดีต (ซึ่งคาดว่าเป็นเส้นทาง เสด็จเดิมของพระพุทธองค์ เพื่อรองรับผู้แสวงบุญทั่วโลก
เมื่อคณะของผู้เขียนเดินทางมาถึงลานที่เขาใช้เป็นสถานที่จอดรถมีรถโดยสารของคณะผู้แสวงบุญนานาชาติ จอดกันหลายคัน ทางขึ้นเขาคิชกูฏ จึงเต็มไปด้วยผู้มาแสวงบุญกันเป็นจำนวนมากทั้งชาวฮินดูและชาวพุทธไทยนิยมขึ้นไป ปฏิบัติบูชาที่ยอดเขาคิชฌกูฏส่วนชาวฮินดูขึ้นไปแสวงบุญที่วัดญี่ปุ่นยอดเขารัตนคีรี ผู้เขียนเดินไปตามถนนพระเจ้าพิมพิสารขึ้นเขาคิชกูฌกูฏ เมื่อทางผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโบราณเป็นทางน้ำไหลที่มีขนาดเล็ก ๆ อันเหือดแห้งไปแล้ว คณะของพวกเราเดินผ่านถ้ำที่ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติของพระโมคคัลนะและถ้ำสุกรขาตาอันเป็นสถานที่บรรลุธรรมของพระสารีบุตร ผู้เขียนเดินตามถนนที่เขาทำไว้ด้วยลาดซิเมนต์เป็นอย่างดี มีบันไดหลายขั้นกว่าจะขึ้นไปถึงบนยอดเขาคิชฌกูฎที่รัฐบาลอินเดียเขาสร้างไว้เพื่อสนองความต้องการของผู้แสวงบุญที่จะขึ้นไปปฏิบัติบูชา บนลานหินที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งมูลคันธกุฏของพระพุทธเจ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่กองโบราณคดีอินเดียเขาก่อสร้างกำแพงด้วยอิฐล้อมรอบสถานที่เดิมที่เคยเป็นที่ตั้งมูลคันธกุฏีทำด้วยไม้หอม ส่วนหลังคาทำด้วยใบไม้
นอกมูลคันธกุฏีที่มีเนื้อที่ว่างกว้างขวางพอที่จะนั่งสมาธิส่วนตัวได้เกือบ ๑๐๐ คน แต่ทางที่เราขึ้นมาบนยอดเขาคิชฌกูฏเป็นทางใหม่มิใช่เส้นทางเก่าที่พระพุทธองค์เสด็จขึ้นมาเป็นประจำ เพราะทางเสด็จขึ้นมาเป็นจำอยู่อีกทางหนึ่งค่อนช้างชันต้องใช้บันไดต้องใช้กำลังของร่างกายปีนป่ายขึ้นมาหนักพอสมควรอาจลื่นหกล้มตกจากทางที่ปีนได้
ผู้เขียนเดินผ่านสถานที่ตั้งกุฏิของพระอานนท์พุทธอุปฐากของพระพุทธเจ้าซึ่งเจ้าหน้าที่ของกองโบราณคดี รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เขาทำเครื่องหมายเป็นสัญญาลักษณ์ด้วยการก่ออิฐถือปูนให้เรารู้ไว้ว่า พระอานนท์พร้อมที่ถวายงานรับใช้พระพุทธองค์ตลอดเวลา ภูเขาคิชฌกูฏกลายภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในแดนพุทธภูมิของโลกมนุษย์ เพราะเป็นสถานที่แสวงบุญอีกแห่งที่ผู้แสวงบุญชาวไทยและทั่วโลกต่างตั้งใจอยากมาปฏิบัติบูชาอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ที่หน้าประตูทางเข้ามูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าและเปล่งวาจาสวดมนต์ตามบทสวดด้วยสำเนียงภาษา และวิธีการปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ในวัฒนธรรมของตนและอธิษฐานบารมีขอให้ตนมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในชีวิตของตนทุกประการ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น