The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บทนำสู่ปรัชญาแดนพุทธภูมิ : กรรมของจักพรรดิอโศก

  Introduction to Buddhist Philosophy  : The Karma of Emperor Ashoka  

๑.บทนำ 

         โดยธรรมชาติแล้ว  พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ในสัจธรรมของชีวิตมนุษย์   ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ เมื่อตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อาณาจักรมคธนั้น ด้วยพระปัญญาอันล้ำเลิศเหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวง พระองค์ทรงค้นพบว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคน เช่นเดียวกับสิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ   ล้วนประกอบด้วยปัจจัยทางร่างกายและจิตใจที่หล่อมหลอมรวมตัวกันตั้งแต่ในครรภ์มารดา 

        แต่มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกนี้มีความจำ(สัญญา) ที่เหนือกว่าสัตว์อื่น ๆ  ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอาตนะภายใน และสั่งสมความรู้ไว้ในจิตใจได้มากกว่าสัตว์อื่น ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์มีพลังแห่งศรัทธาหรือความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้พวกเขาสามารถศึกษาและปฏิบัติอย่างขั้นขันแข็งเพื่อบรรลุความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์สติ(ความมีสติ) ก็คือความสามารถในการจดจำประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และเก็บความทรงจำเหล่านั้นไว้ในจิตใจ มีสมาธิคือความสามารถในการจดจ่อกับกิจกรรมต่าง ๆ  ด้วยจิตใจที่สงบ และปัญญาคือความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้งกว่าสัตว์อื่น ๆ ดังนั้น มนุษย์จึงสามารถใช้ความทรงจำทางจิตใจที่มีอยู่เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ หรือคาดคะเนความจริงโดยอาศัยเหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะได้อย่างมีเหตุผลระหว่างสิ่งที่เป็นจริงและเท็จ  

      ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าชายสิทธ้ตถะทรงเห็นว่าจัณฑาลถูกลงโทษโดยพระพรหมที่เรียกว่า "ลงพรหมทัณฑ์" ซึ่งพระพรหมทรงบัญชาให้สังคมขับไล่จัณฑาลออกจากบ้านเรือนตลอดชีวิต  เพราะพวกเขาละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ โดยการมีเพศสัมพันธ์กับคนวรรณะอื่น และปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ฟังความเห็นของพราหมณ์อารยันเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน 

     พระองค์ทรงมิเชื่อความคิดเห็นของพราหมณ์เหล่านั้นในทันที พระองค์ยังทรงสงสัยอยู่ก่อน จนกว่าพระองค์ทรงสืบหาข้อเท็จจริงของจัณฑาลและรวบรวมหลักฐานต่างๆ  เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ ก็จะทรงนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ กล่าวคือพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านี้ ยืนยันว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา นอกจากนี้พราหมณ์ปุโรหิตยังให้การยืนยันข้อเท็จจริงอีกว่า พราหมณ์ปุโรหิตในอดีตนั้นเคยเห็นพระพรหมในอาณาจักรสักกะมาก่อน 
 
      แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามถึงประวัติของพระพรหม  ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้เมื่อเห็นเช่นนั้น พระองค์จึงทรงสงสัยในเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและเทพเจ้าอื่น  ๆ เพราะเจ้าชายสิทธัตถะเองก็ทรงไม่เคยประกอบพิธีกรรมบูชายัญเพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าเลย ดังนั้น พระองค์จึงทรงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านอายตนะภายในของพระองค์เอง และเนื่องจากการประกอบพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้านั้น เป็นหน้าที่วรรณะอื่น พระองค์จึงทรงไม่สามารถกระทำได้ เพราะจะเป็นการละเมิดคำสอนทางศาสนา และกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียม และประเพณี  หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายระบบวรรณะแล้ว พระองค์จะทรงถูกลงโทษโดยพระพรหมโดยคนในสังคมมีหน้าที่บังคับคดีให้เป็นไประบบวรรณะ พระองค์ทรงถูกเนรเทศออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์ไปตลอดชีวิต  ต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะกษัตริย์ที่พระองค์ประสูติมา  เป็นต้น

       ต้นกำเนิดของแนวคิดเรื่อง"กรรมของมนุษย์" ย้อนกลับไปในก่อนสมัยพุทธกาล ผู้นำศาสนาหกท่าน(เจ้าลัทธิทั้ง ๖)ที่ก่อตั้ง สำนักของตนเองในอาณาจักรมคธ ได้เผยแผ่คำสอนของศาสนาพราหมณ์ซึ่งกล่าวว่าชีวิตเกิดมา ดำรงชีวิตอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตายแล้วดับสูญ การกระทำของแต่ละคนย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือกฎธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างเช่นพระพุทธเจ้าทรงสอนว่าผู้ใดเจตนาฆ่าคนอื่น ผู้ใดเจตนาลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ หรือจงใจกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้ที่อยู่ในความดูแลของผู้อื่นย่อมได้รับผลกรรมจากกระทำนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจโกหกพูดจาเยาะเย้ยหรือล้อเลียนผู้อื่น ย่อมได้รับผลกรรมจากการกระทำนั้นผู้ใดที่ตั้งใจดื่มสุรา หรือ ใช้ยาเสพติดจนมึนเมา สติสัมปชัญญะบกพร่องและมีปัญหาสุขภาพ ก็ย่อมได้รับผลกรรมจากการกระทำนั้นเช่นกัน  

      ประเด็นต่อไปที่ควรพิจารณาคือผลที่ตามมาจากกระทำของบุคคลนั้นคืออะไร? ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  ผู้ที่ตั้งใจกระทำความผิดจะได้รับผลแห่งกรรม นั้นคือผู้ที่ตั้งใจกระทำผิด เมื่อจิตใจรับรู้การกระทำความผิดของตนและจิตใจของผู้นั้น รวบรวมการกระทำนั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เมื่อเขาตายแล้ว ผลกรรมที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ  จะติดตามจิตวิญญาณของพวกเขาไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่สนใจศึกษาค้นคว้าคำสอนของพระพุทธเจ้า และผู้ที่จงใจกระทำการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่นการฆาตกรรม การทำร้ายชีวิตผู้อื่น   การล่วงละเมิดทางเพศ การดูหมิ่นผู้อื่นและการดื่มสุราและใช้ยาเสพติด เป็นต้น ถือว่าเป็นคนไม่ดี เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณของพวกเขาจะไปเกิดใหม่ในทุคติภูมิ และต้องเผชิญกับลงโทษตามกฎหมาย เช่น การประหารชีวิต การจำคุก  การกักขัง และการปรับ  เป็นต้น  

       ปัญหาคือเราสงสัยว่ามีการกระทำผิด  แต่ไม่มีใครเห็นหรือประจักษ์พยานยืนยันตัวผู้กระทำความผิด ตามหลักศีลธรรมของพระพุทธเจ้า  เมื่อผู้ใดกระทำความผิดโดยเจตนา   จิตใจของเขาก็ยังเก็บอารมณ์แห่งการกระทำนั้นสั่งสมไว้ในจิตใจของเขา บุคคลนั้นจะต้องรับผลของการกระทำโดยเจตนาในโลกหน้าและโลกปัจจุบัน เมื่อการกระทำของเขาผิดต่อความสงบเรียบร้อยด้วยศีลธรรมของประชาชนในชาติอีก ยังต้องรับผลของการกระทำเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ถึงแม้จะไม่มีพยานบุคคลยืนยันความผิดก็ตาม หากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันการก่ออาชญากรรมได้มนุษย์มีกรรมเป็นของตัวเอง 

     แม้พระเจ้าอโศกมหาราชจะเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของโลก แต่พระองค์ก็ทรงได้รับผลของกรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามนุษย์มีกรรมของตนและขึ้นอยู่กับผลแห่งกรรมที่จงใจและการกระทำนั้น ยังคงเป็นสัญญาอยู่ในใจของผู้กระทำ    ตัวอย่างเช่น พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำสงคราม  เพื่อขยายอาณาจักรโมริยะของพระองค์ให้กว้างขวางแต่ชัยชนะเหนือความตายของมนุษย์สายตาของผู้เสียชีวิต และนอนจมอยู่บนกองเลือด กลายเป็นอารมณ์อันโหดร้ายที่สั่งสมอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์และอารมณ์นั้นติดตามตัวพระองค์ไปยังพระราชวังปัฏตาลีบุตร  เป็นต้น 

       เมื่อมนุษย์สัมผัสคนใครสักคนที่มีเสน่ห์และปรารถนาที่จะครอบครอง หรือการสัมผัสสิ่งใหม่ๆ เช่นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรือรถยนต์ใหม่เป็นสิ่งที่น่าพึ่งพอใจ เป็นต้น เมื่อจิตมีความพอใจมันแสดงออกมาในการกระทำทางกายภาพ วาจา และอารมณ์ (ใจ) เป็นต้น  มีปัญหาเกี่ยวกับความจริงแห่งกรรมของมนุษย์ เมื่อรูปกรรมเป็นสภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง และก็จะหายไปจากสายตามนุษย์ ผลของกรรมยังส่งผลต่อผู้ทำหรือไม่?  เราจะอธิบายเรื่องนี้ด้วยเหตุผลอย่างไร? แต่ธรรมชาติของจิตใจของมนุษย์รับรู้สภาวะของการกระทำแล้ว มักจะเก็บเอาอารมณ์แห่งกรรมมาสั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง มันเป็นอารมณ์ที่ห่อหุ้มจิตใจของพวกเขาอย่างนั้น แต่ธรรมชาติของจิตใจมิได้แค่รับรู้และสั่งสมอยู่ในจิตใจเท่านั้น แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะตายไปแล้ว แต่อารมณ์กรรมที่ห่อหุ้มจิตใจยังคงติดตามวิญญาณไปจุติในภพอื่น จนมีโอกาสได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ชำระล้างกิเลสที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์และไม่มัวหมองอีกต่อไป   
  
      พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยื่งใหญ่ที่ปกครองอาณาจักร "โมริยะ" หรือ "เมารยะ" ในภาษาสันสฤตซึ่งเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของสาธารณรัฐอินเดียแต่เหตุผลแห่งความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอโศกมหาราชไม่ได้เกิดขึ้น ตามความเห็นของนักประวัติศาสตร์ที่จะเขียนเฉลิมพระเกียรติให้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ได้มาจากการพัฒนาศักยภาพชีวิต วิสัยทัศน์ของโลกและทักษะในการทำสงครามของพระองค์เพื่อขยายอาณาเขตของอาณาจักรโมริยะให้มีเนื้อที่กว้างไกลที่สุด เท่าที่พลังของกองทัพของพระองค์จะยกทัพไปโจมตีอาณาจักรต่าง ๆ ได้ จนกระทั่งเข้าไปถึงยุโรปมากกว่าผู้นำโลกคนอื่น ๆ ที่ทำสงครามเพื่อขยายอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอื่น ๆ ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์โลกและได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อให้จิตวิญญาณมนุษย์ผ่านวัฏจักรแห่งความตายและการกลับชาติมาเกิดในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อพวกเขาเกิดอีกครั้งในโลกมนุษย์ จะได้ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับความจริงของพระเจ้าอโศกมหาราช และเข้าใจอย่างแท้จริงในกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ แม้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงประสบความสำเร็จในการปกครองตลอดรัชสมัยของพระองค์และทำสงคราม เพื่อขยายอาณาจักรโมริยะจนบรรลุเป้าหมายที่พระองค์ทรงกำหนดนโยบายทางการเมือง แต่ในมุมมืดของชีวิต พระองค์ทรงทนทุกข์อย่างใหญ่หลวงทั้งทางพระวรกายและพระทัยอันเป็นผลมาจากการทำสงครามในดินแดนต่างๆ แม้ว่าชีวิตของพระองค์จะทรงได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไปในฐานะมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่  มีความอุตสาหะในการทำสงครามแต่พระองค์ก็ทรงเหมือนคนอื่น ๆ ที่มีธรรมชาติของชีวิตตั้งใจที่จะเก็บอารมณ์ต่าง ๆ ไว้ในชีวิตด้วยเหตุนี้จึงแสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันโหดร้ายของพระองค์ที่มีต่อเชลยศึกในสงครามหลายครั้ง  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมจน กลายเป็นแผลลึกในพระทัยที่ยากจะลืมเลือนหายไปจากพระทัย   แม้พระองค์จะทรงตัดสินพระทัยยุติสงคราม  แต่ผลที่ตามมาของสงครามกลับเป็นความทรงจำที่โหดร้ายที่ไม่เคยสิ้นสุดในพระทัยของพระองค์  

      ด้วยข้อเท็จจริงที่กล่าวถึงกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ข้างต้น ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนอย่าเชื่อข้อเท็จจริงที่ได้เล่าติดต่อกันจนกลายเป็นตำนาน ควรสงสัยไว้ก่อนว่ายังไม่เป็นความจริง จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอเสียก่อน   ผู้เขียนรักในการแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไปจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานในพระไตรปิฎก อรรกถา เอกสารต่าง ๆ และเว็บไซด์ต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ต่อไป ความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรในการบรรยายให้กับผู้แสวงบุญ ได้ฟังเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ไปในทางเดียวกัน  ส่วนกระบวนการวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ  เพื่อหาเหตุผลของคำตอบ จะความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาของนิสิตปริญญาเอกสาขาต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนามากขึ้น


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ