บทนำสู่เรื่อง "กรรมของจักพรรดิอโศก"ในปรัชญาพุทธภูมิ
(Introduction to "The Karma of Emperor Ashoka" in Buddhaphumi Philosophy
๑.บทนำ
โดยธรรมชาติแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งภายใต้สัจธรรมแห่งชีวิต ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และค้นพบ ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อาณาจักรมคธนั้น ด้วยพระปัญญาอันบริสุทธิ์ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายแท้จริงแล้ว เกิดจากการควบรวมกันของปัจจัยทางร่างกาย (รูป) และจิตใจ(นาม) นับตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา
อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีความพิเศษเหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานตรงที่มี "ความจำได้หมายรู้" (สัญญา)อันซับซ้อน ทำให้สามารถเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ชีวิตผ่านทางอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ) เกิดเป็นคลังอารมณ์และความรู้ในจิตใจยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังมีพลังแห่งศรัทธา ความมุ่งมั่น สติ(ความตระหนักรู้) สมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) และปัญญา(ความรู้แจ้ง) ทำให้มนุษย์สามารถฝึกฝนตนเอง จนบรรลุความจริงทั้งในระดับ สมมติสัจจะ(ความจริงโดยสมมติ) และ "ปรมัตถสัจจะ (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด)ได้
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงใช้ความทรงจำและประสบการณ์ในจิตใจนั้นเป็นฐานข้อมูลสำหรับการคิดวิเคราะห์ การอนุมานความรู้และการใช้เหตุผลเชิงปรัชญา เพื่อแสวงหาความจริง ตัวอย่างเช่นในสมัยพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธ้ตถะทรงเห็นว่าจัณฑาล ถูกลงโทษตามกฎหมายวรรณะที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" โดยพราหมณ์อ้างว่า พระพรหมทรงกำหนดบทบัญญัติ และหน้าที่ของแต่ละวรรณะไว้ และทรงเนรเทศผู้ละเมิดระบบวรรณะออกจากสังคม เจ้าชายสิทธัตถะมิได้ทรงเชื่อตามคำกล่าวอ้างของเหล่าพราหมณ์อารยันในทันที แต่ทรงใช้กระบวนการทางปรัชญาเริ่มต้นจากความสงสัย ตรวจสอบข้อเท็จจริง และค้นหาพยานหลักฐาน เมื่อทรงซักถามพราหมณ์ถึงประวัติและตัวตนที่แท้จริงของพระพรหมนั้น กลับไม่มีผู้ใดให้คำตอบที่ชัดเจนได้ การตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้น ของการตั้งข้อสงสัยต่อความจริงแบบพรหมนิยมและนำไปสู่การแสวงหาความจริงอันแท้จริงด้วยพระองค์เอง

ในการแสวงหาความจริงนั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ "กฎแห่งกรรม" ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำสอนของเจ้าลัทธิทั้งหกในสมัยนั้น ที่มักสอนในแนวทางนัตถิกทิฏฐิ (ความเห้นว่าเที่ยงหรือสูญเปล่า) พระองค์ทรงเปิดเผยว่า การกระทำ(กรรม)ที่ประกอบด้วยความเจตนาย่อมส่งผล(วิบาก) สืบเนื่องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่ากุศลกรรมหรืออกุศลกรรมทางกาย วาจาและใจ
ในมิติจิตวิทยาทางพุทธศาสนา เมื่อบุคคลตั้งใจกระทำความผิด จิตจะรับรู้และประทับ "ร่องรอยแห่งอารมณ์"(สัญญาและสังขาร)นั้น ไว้ในจิตใต้สำนึก แม้ไม่มีพยานบุคคลเห็นเหตุการณ์หรือหลบบทลงโทษทางอาญา และนิตวิทยาศาสตร์ ในทางโลกได้ ต้นกำเนิดของแนวคิดเรื่อง"กรรมของมนุษย์" ย้อนกลับไปในก่อนสมัยพุทธกาล ผู้นำศาสนาหกท่าน(เจ้าลัทธิทั้ง ๖)ที่ก่อตั้ง สำนักของตนเองในอาณาจักรมค ได้เผยแผ่คำสอนของศาสนาพราหมณ์ซึ่งกล่าวว่าชีวิตเกิดมา ดำรงชีวิตอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตายแล้วดับสูญ แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทรงได้เปิดเผยว่าการกระทำของแต่ละคน ย่อมก่อให้เกิดผลตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือกฎธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าผู้ใดตั้งใจฆ่าคนอื่น ผู้ใดตั้งใจลักทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ หรือผู้ใดจงใจล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้ที่อยู่ในความดูแลของผู้อื่น จะได้รับผลกรรมจากกระทำของตน ผู้ใดที่ตั้งใจโกหก เยาะเย้ยหรือล้อเลียนผู้อื่น ย่อมได้รับผลกรรมจากการกระทำนั้นผู้ใดที่ตั้งใจดื่มสุรา หรือ ใช้ยาเสพติดจนมึนเมา ทำให้สติสัมปชัญญะบกพร่อง และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ก็จะได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนเช่นกัน
ประเด็นต่อไปที่ควรพิจารณา คือ ผลที่ตามมาจากกระทำของบุคคลนั้น ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ตั้งใจกระทำความผิดจะได้รับผลจากการกระทำนั้น กล่าวคือ บุคคลใดตั้งใจกระทำผิด จะได้รับรู้การ จิตใจของพวกเขาจะรับรู้ความผิดนั้น และเก็บไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ เมื่อเขาตาย กรรมที่สั่งสมอยู่ในจิตใจจะติดตามจิตวิญญาณของพวกเขาไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น ในทำนองเดียวกันผู้ที่ไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า มักจะไม่สนใจศึกษาและค้นคว้าคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเขามักจงใจกระทำการที่ละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น การฆาตกรรม การทำร้ายผู้อื่น การล่วงละเมิดทางเพศ การดูหมิ่นผู้อื่นและการดื่มสุราและใช้ยาเสพติด เป็นต้น ถือว่าเป็นคนชั่ว เมื่อเขาตายวิญญาณของพวกเขาจะไปเกิดใหม่ในทุคติภูมิ และจะได้รับโทษตามกฎหมาย เช่น การประหารชีวิต การจำคุก การกักขัง และการปรับ เป็นต้น
ปัญหาคือเราสงสัยว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์หรือพยานยืนยันผู้กระทำผิด ตามหลักศีลธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อผู้ใดกระทำความผิดโดยเจตนา จิตใจของเขาจะจดจำอารมณ์แห่งการกระทำนั้น และเขาจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาจากการกระทำโดยเจตนาของตนทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ยิงไปกว่านั้น เนื่องจากการกระทำของเขาละเมิดความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เขาต้องเผชิญข้อหาอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา แม้จะไม่มีพยานบุคคลยืนยันความผิดก็ตาม หากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันการก่ออาชญากรรมได้มนุษย์มีกรรมเป็นของตัวเอง
แม้พระเจ้าอโศกมหาราชจะเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของโลก แต่พระองค์ก็ทรงได้รับผลของกรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามนุษย์มีกรรมของตนและขึ้นอยู่กับผลแห่งกรรมที่จงใจและการกระทำนั้น ยังคงเป็นสัญญาอยู่ในใจของผู้กระทำ ตัวอย่างเช่น พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำสงคราม เพื่อขยายอาณาจักรโมริยะของพระองค์ให้กว้างขวางแต่ชัยชนะเหนือความตายของมนุษย์สายตาของผู้เสียชีวิต และนอนจมอยู่บนกองเลือด กลายเป็นอารมณ์อันโหดร้ายที่สั่งสมอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์และอารมณ์นั้นติดตามตัวพระองค์ไปยังพระราชวังปัฏตาลีบุตร เป็นต้น
เมื่อมนุษย์สัมผัสคนใครสักคนที่มีเสน่ห์และปรารถนาที่จะครอบครอง หรือการสัมผัสสิ่งใหม่ๆ เช่นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรือรถยนต์ใหม่เป็นสิ่งที่น่าพึ่งพอใจ เป็นต้น เมื่อจิตมีความพอใจมันแสดงออกมาในการกระทำทางกายภาพ วาจา และอารมณ์ (ใจ) เป็นต้น มีปัญหาเกี่ยวกับความจริงแห่งกรรมของมนุษย์ เมื่อรูปกรรมเป็นสภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง และก็จะหายไปจากสายตามนุษย์ ผลของกรรมยังส่งผลต่อผู้ทำหรือไม่? เราจะอธิบายเรื่องนี้ด้วยเหตุผลอย่างไร? แต่ธรรมชาติของจิตใจของมนุษย์รับรู้สภาวะของการกระทำแล้ว มักจะเก็บเอาอารมณ์แห่งกรรมมาสั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง มันเป็นอารมณ์ที่ห่อหุ้มจิตใจของพวกเขาอย่างนั้น แต่ธรรมชาติของจิตใจมิได้แค่รับรู้และสั่งสมอยู่ในจิตใจเท่านั้น แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะตายไปแล้ว แต่อารมณ์กรรมที่ห่อหุ้มจิตใจยังคงติดตามวิญญาณไปจุติในภพอื่น จนมีโอกาสได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ชำระล้างกิเลสที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์และไม่มัวหมองอีกต่อไป

ด้วยข้อเท็จจริงที่กล่าวถึงกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ข้างต้น ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนอย่าเชื่อข้อเท็จจริงที่ได้เล่าติดต่อกันจนกลายเป็นตำนาน ควรสงสัยไว้ก่อนว่ายังไม่เป็นความจริง จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอเสียก่อน ผู้เขียนรักในการแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไปจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานในพระไตรปิฎก อรรกถา เอกสารต่าง ๆ และเว็บไซด์ต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ต่อไป ความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรในการบรรยายให้กับผู้แสวงบุญ ได้ฟังเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ไปในทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลของคำตอบ จะความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาของนิสิตปริญญาเอกสาขาต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนามากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น