บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : กฎแห่งกรรมในชีวิตตามที่พบในพระไตรปิฎก
Introduction to Buddhaphumi philosophy : The Natural law of Karma in Human life
in Tripitaka
บทนำ
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ และซับซ้อน เกินขอบเขตที่อายตนะภายในของมนุษยชาติจะเข้าใจได้ เนื่องจากมนุษยชาตินั้นมีขอบเขตจำกัดในการรับรู้ และตกอยู่ภายใต้ความลำเอียงต่อผู้อื่น เนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ส่งผลให้ชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆทั้งที่เป็นความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ในฐานะที่มนุษยชาติมีบทบาทในสังคมในฐานะนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ พวกเขาต้องแสดงความคิดเห็นของตนต่อสังคมหรือสื่อสังคมออนไลน์ในยุคปัจจุบัน หากนักวิชาการเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยปฏิภาณตามหลักเหตุผล และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น เมื่อคิดแล้ว พวกเขาก็ใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ นั้น บางครั้งคำอธิบายก็ถูกต้อง บางครั้งคำอธิบายก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งคำอธิบายเป็นแบบหนึ่ง บางครั้งคำอธิบายเป็นอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าเมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักวิชาการในสาขาต่าง ๆแล้ว พระองค์ทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และไม่ยอมนักวิชาการดังกล่าวเป็นพยานยืนยันความจริงในเรื่องนั้น
โดยทั่วไป ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ชีวิตของผู้คนทั่วโลกนั้น ถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางกายและจิตใจ ในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ จิตใจของพวกเขาใช้อายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้เรียกว่า "ปัจจัย ๔" สำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์หรือ เรียกว่า "ปัจจัยสี่" สำหรับพระภิกษุสงฆ์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามนุษย์จะสามารถพึ่งพาปัจจัยสี่นี้ได้ แต่ทุกคนก็มีตัณหาและความโลภอยู่ในจิตใจ พวกเขาแสดงเจตนาของตนผ่านทางอายตนะภายใน ผ่านการกระทำทางกาย, ความคิด และคำพูด พวกเขาสร้าง "จินตนาการ" หรือ "สร้างภาพในจิตใจ" ซึ่งก่อให้เกิดตัณหา เช่น ความปรารถนาที่ครอบครอง, ความปรารถนาที่จะเป็น หรือดำรงตำแหน่งในอาชีพการงาน สิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากเจตนาของตนเอง โดยไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงในชีวิตของตนซึ่งเป็นทั้งความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ มนุษย์มักหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อสนองความต้องการทางกายและจิตใจ ซึ่งนำไปสู่ความคิดและเจตนาในการกระทำของพวกเขา ในตอนแรก พวกเขาพึ่งพาเลือดและเนื้อของมารดาเพื่อบำรุงร่างกายและจิตใจ
ตั้งแต่เกิดมา พวกเขาก็เริ่มตระหนักถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการฆาตกรรม การลักทรัพย์ การยักยอกทรัพย์ การนอกใจ การใส่ร้ายป้ายสี การใช้สุราและยาเสพติด เพื่อบรรเทาความผูกพันทางอารมณ์ (ความทุกข์) การกระทำเหล่านี้เกิดจากตัณหาที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ เมื่อขาดสติ พวกเขาจึงคิดก่อนกระทำไม่ได้ เมื่อพวกเขาตั้งใจกระทำ พวกเขาไม่รู้ถึงผลที่ตามมาในชาตินี้และชาติหน้า อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่เชื่อว่ากรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วหายไป ไม่มีผลกระทบต่อผู้กระทำ เพราะไม่มีใครเห็นการกระทำของพวกเขา แต่กรรมนี้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี เมื่อถูกจับได้ พวกเขามักปฏิเสขข้อกล่าวหา และรัฐบาลของแต่ละประเทศจะเก็บภาษี เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนของตน
ผลที่ตามมาจากการกระทำที่ละเมิดชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากประชาชนขาดความเชื่อมั่นใจในชีวิตของตนเอง จึงขาดความแรงจูงใจในการแสวงหาความรู้และทักษะ เพื่อพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องพึงพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล พวกเขาขาดวิสัยทัศน์ในการลงมือปฏิบัติ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างร้ายแรง ส่งผลให้ขาดความเข้มแข็งทางจิตใจผ่านการทำสมาธิในชีวิตประจำทุกวัน และ ขาดความสามารถทางปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผลและเจราจาต่อรองกับประชาคมโลกได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อผลประโยชน์ทางการเมือง การศึกษา เศรฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรม
ดังนั้น รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงมีหน้าที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนผ่านระบบการศึกษาแห่งชาติ การดำรงชีวิตอย่างพึงพาตนเอง และทักษะการพึ่งพาตนเอง โดยคำนึงถึงหลักศีลธรรมและกฎหมายของพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างมาตรฐานการประพฤติที่เหมาะสมหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม และเพื่อให้มั่นใจว่าศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของมนุษย์ได้รับการคุ้มครองภายใต้รัธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ ประชาชนควรสามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย และปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยุติธรรม พวกเขาควรมีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายภาษีให้แก่ประเทศตามความสามารถและทักษะของตน ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องของประเทศชาติ
ในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จึงได้จัดตั้งสถาบันการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ สร้างความรู้ในหลากหลายสาขาวิชาที่น่าสนใจและมีคุณค่าแก่การศึกษา เป้าหมาย คือการบ่มเพาะความรู้ในจิตใจให้เป็นรากฐานของชีวิต และสร้างความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในและสั่งสมความรู้นี้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ จากนั้นจึงนำความรู้นี้ไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยถ่ายทอดความรู้เหล่านี้เป็นตำรา คัมภีร์ทางศาสนา และเอกสารดิจิทัล เปิดหลักสูตรในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เช่น ปรัชญา พระพุทธศาสนา และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์ โดยอาศัยหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราพบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า ในยุคก่อนพุทธกาล เป็นยุครุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ ถือเป็นยุคแห่ง "ความเชื่อ" ในศาสนาพราหมณ์ ผู้คนในสมัยนั้น เชื่อในคำสอนของศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ เช่น พระพรหมและพระอิศวร การบูชายัญและการกระทำของมนุษย์ต่อกันนั้น ถูกมองว่าไม่มีผลกรรมต่อกันเนื่องจากพราหมณ์สอนว่าชีวิตตายแล้วสูญ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านอายตนะภายใน และไม่ได้สั่งสมข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในเทพเจ้าเหล่านั้น เพราะคำสอนของพราหมณ์เป็นทั้งคำสอนทางศาสนาและระบบวรรณะ เมื่อระบบวรรณะ เป็นกฎหมายจารีตประเพณี ย่อมมีสภาพบังคับตามกฎหมายที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม คือห้ามไม่ให้ประชาชนสมสู่ (ร่วมประเวณี) กับคนต่างวรรณะและห้ามไม่ใหปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ดังนั้นประชาชนมีความทุกข์ในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถใช้คำอธิบายสาเหตุแห่งความทุกข์ของตนได้ จำเป็นต้องอาศัยพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาและยินยอมปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์ ด้วยการทำพิธีบูชายัญในการสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านพราหมณ์ เพื่อขอพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนายิ่งไปกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นคำสอนของพราหมณ์เกี่ยวกับกรรมของมนุษย์ระบุไม่มีผลต่อกันที่จะต้องชดใช้กรรมนั้น
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ความอดทนในการศึกษาหาความรู้จากประสบการณ์ชีวิต ขาดสติคิดถึงความรู้จากประสบการณ์เกี่ยวกับคำสอนทางศาสนาและระบบวรรณะไปใช้ ไม่มีสมาธิแน่วแน่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสังคมเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนาและระบบวรรณะ ทำให้พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นว่า การสมสู่ (ร่วมประเวณี) กับคนต่างวรรณะนั้น เป็นการละเมิดคำสอนทางศาสนาและระบบ "วรรณะ" อย่างร้ายแรง การกระทำเช่นนั้นจะถูกลงโทษโดยพระพรหม กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้คนในสังคมบังคับคดีเป็นไปตาม พระประสงค์ของพระพรหม ส่งผลให้ถูกขับไล่ออกจากชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต พวกเขากลายเป็นนักโทษที่รู้จักกันในชื่อ "จัณฑาล"
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ของจัณฑาลในแคว้นสักกะ (Sakka country) และประเทศอื่น ๆ (Other country) ทั่วอนุทวีปอินเดีย การใช้ชีวิตอย่างไร้บ้าน แม้ในวัยชรา เจ็บป่วยและนอนตายอยู่บนท้องถนน เป็นต้น พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณาต่อจัณฑาล พระองค์ทรงคิดหาทางปลดปล่อยพวกเขาจากความทุกข์ยาก และส่งพวกเขากลับคืนสู่สังคมด้วยสิทธิและหน้าที่ที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายวรรณะแม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา แต่พระองค์ก็ทรงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์ทรงได้ยินความจริงนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงเชื่อทันทีและทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้าเหล่านี้ พระองค์ทรงสืบสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมคำให้การของบรรดาปุโรหิตแห่งอาณาจักรสักกะเป็นหลักฐานในการยืนยันเรื่องนี้
แม้แต่พราหมณ์ปุโรหิตก็ยืนยันข้อเท็จจริงว่า พระพรหมและพระอิศวรทรงสร้างมนุษย์ และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมา ยิ่งไปกว่านั้น พราหมณ์รุ่นก่อน ๆเคยเห็นพระพรหมในอาณาจักรสักกะมาก่อน เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามปุโรหิตเกี่ยวกับประวัติของพระพรหม ไม่มีใครสามารถตอบพระองค์ได้เพราะคำให้การของพวกเขาขาดความน่าเชื่อถือ และไม่สามารถยืนยันความจริงได้ เมื่อไม่มีหลักฐานให้วิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากคำให้การของพยาน เพื่อใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงที่สมเหตุสมผล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาหลักฐานและอนุมานว่าคำให้การของปุโรหิตนั้นไม่น่าเชื่อถือ พระองค์ทรงไม่เชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้าเหล่านี้
ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะโดยเสนอกฎหมาย เพื่อยกเลิกระบบวรรณะ เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะ จึงประชุมพิจารณาเรื่องนี้ พวกเขาได้ข้อสรุปว่าการยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับระบบวรรณะ นั้นขัดต่อมาตรา ๓กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งห้ามการยกเลิกกฎกมายที่ประกาศใช้แล้ว เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปสังคมผ่านทางรัฐสภาแห่งชาติสักกะได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงพิจารณาดังต่อไปนี้ : หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เอง เพื่อขอให้พระพรหมทรงยกเลิกวรรณะ และประทานสิทธิและหน้าที่ที่เท่าเทียมกันแก่ประชาชน
แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถทำได้ การกระทำเช่นนั้นจะเป็นละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละทางโลก และดำเนินชีวิตเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมเปป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อปฏิบัติธรรม พระองค์ทรงบรรลุธรรมในระดับอภิญญาทั้ง ๖ และตรัสรู้ถึงสัจธรรมของชีวิตว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง จิตวิญญาณนั้นถือกำเนิดในครรภ์มารดาและเกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระพรหมและพระอิศวร ดังที่คำสอนของพราหมณ์ชาวอารยันกล่าวอ้าง ในทางกลับกัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ทางสังคมได้มากกว่า ความรู้ทางปรัชญาและพระพุทธศาสนาเสียอีก
เมื่อนักวิทยาศาสตร์สร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นพวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อรับข้อมูล และวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น เช่น การมีอยู่ของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และหลุมดำนั้น อธิบายได้ด้วยความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสของมนุษย์และไม่สามารถรับรู้ได้โดยตรง ซึ่งต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมต่อวัตถุที่อยู่ไกล เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาวอังคาร ฯลฯ
ต่อมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อผลิตนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นและเพื่อให้สามารถค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม ให้ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบ เกี่ยวกับโลกและจักรวาล ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งความรู้จากวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ออกเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์หลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต มีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า "แพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต" ซึ่งทำหน้าที่แบ่งปันความรู้ในระดับต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นทันท่วงที
เมื่อนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์หลักฐานจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ พวกเขาค้นพบว่าโลกและดวงอาทิตย์ เป็นสสารที่มีพลังงานของตัวเอง และดึงดูดซึ่งกันและกันด้วยแรงแม่เหล็ก ไม่ว่าโลกจะถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์เหวี่ยงออกไปไกลแค่ไหนโลกก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากระบบสุริยะได้ ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ก็เป็นสสารที่มีพลังงานของตัวเองเช่นกัน เนื่องจากมนุษย์และโลกดึงดูดกันด้วยแรงแม่เหล็ก ไม่ว่าโลกจะหมุนรอบแกนตัวเองเร็วแค่ไหน มนุษย์ก็จะไม่ถูกเหวี่ยงออกจากพื้นผิวโลก เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกยึดพวกเขาไว้แม้ว่ามนุษย์จะอาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้ พวกเขาก็จะไม่ถูกเหวี่ยงออกจากโลก เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกนั้นยึดตัวของพวกเขาไว้
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ พระองค์ก็ทรงมีญาณทิพย์เหนือมนุษย์ทั่วไป พระองค์ทรงเห็นวิญญาณออกจากร่างของผู้ตาย เพื่อไปเกิดใหม่ในสังสารวัฏอันไม่ที่สิ้นสุด เมื่อคนกระทำชั่ว จิตใจของพวกเขาก็จะดึงดูดและสั่งสมกิเลสชั่วร้าย เมื่อพวกเขาตาย วิญญาณชั่วร้ายของพวกเขาก็จะถูกดึงดูดไปยังทุคติภูมิเพื่อชดใช้กรรมชั่วในนรก ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นต้นจากนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงเผยแพร่ความรู้ทางพุทธศาสนานี้แก่ผู้คนทั่วอนุทวีปอินเดีย ทำให้คนทุกวรรณะสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเอง โดยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งนำไปสู่จิตใจที่สงบ บริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ความอ่อนโยนและตั้งใจแน่วแน่ เมื่อเผชิญกับปัญหาชีวิตและในที่สุดก็บรรลุถึง ๖ ประการเหนือธรรมชาติ ( "อภิญญา๖")
เมื่อมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตามปัจจัยพื้นฐาน ๔ ประการ พวกเขากลับละเลยการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง พวกเขาประมาทและล้มเหลวในการพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองกลับไปหมกมุ่นอยู่กับกิเลสตัณหา ๕ ประการเพื่อสนองสิ่งที่เรียกว่า "ภวตัณหา" หรือความทะเยอทะยานที่จะรักษาตัวตนที่สมมติขึ้น เช่น ตำแหน่งงานหรือ ความทะเยอทะยานที่จะละทิ้งสถานะทางสังคมในปัจจุบัน เมื่อมนุษย์มีพลังจิต พลังนั้นจะดึงดูดสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อสนองความปรารถนาของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีจิตใจสูงส่งกว่า ดังนั้น พลังจิตอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า "สติ" ช่วยให้พวกเขาสามารถคิดถึงอารมณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต และตัดสินใจเลือกเฉพาะสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยไม่สนใจสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีพลังแห่งความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ ซึ่งจะปรากฏออกมา เมื่อพวกเขาขาดสติ นั่นคือ เม่อพวกเขาขาดการควบคุมตนเอง
ดังนั้น เมื่อเขาจึงตัดสินใจลงมือทำตามพลังของกิเลสนั้น จิตใจจะดึงดูดอารมณ์ที่เป็นกิเลสเข้ามาหาสู่ตัวเอง เมื่อถูกครอบงำและหมกมุ่นกับมันอย่างต่อเนื่อง หากสิ่งนั้นไม่สามารถสนองอารมณ์ของมันได้อีกต่อไป พวกเขาก็จะไขว้คว้าหาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อสนองความปรารถนานั้น ผู้เขียนสงสัยและค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลว่า ทำไมมนุษย์จึงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา นั่นคือมนุษย์มีจิตใจเป็นปัจจัยพื้นฐานแห่งชีวิต อาศัยอยู่ในร่างกายเพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม เป็นต้นเมื่อเผชิญกับอารมณ์เหล่านั้น จิตใจก็จะพัฒนาความปรารถนาขึ้น มนุษย์ตัดสินใจที่จะแสดงเจตนาของตน โดยแสวงหาสิ่งที่จะสนองกิเลสของตน เมื่อได้รับแล้ว พวกเขาก็จะแสดงความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจต่อกิเลสนั้น
มโนกรรม เจตนาที่จะกระทำโดยไม่สำนึกถึงการกระทำในขณะเดียวกัน หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตน หรือเจตนาในผลของการกระทำตน เมื่อเขาแสดงเจตจำนงที่จะกระทำการอันก่อให้เกิดเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นว่า เขาก็ลำบากกว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเขาจะได้เงินแต่ละบาท ไม่รู้สึกเสียใจที่ฆ่าผู้อื่นคิดว่า เป็นนกเป็นปลาต้องถูกฆ่าถูกล่าให้ตายอยู่แล้ว เป็นคนไร้ศีลธรรมใช้ชีวิตตามอำเภอใจ เมื่อตนอยากได้ทรัพย์สินเงิน ทอง และอาหารที่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ก็เข้าไปปล้นสะดมภ์แย่งชิงของเขามาไม่พอก็แสดงพฤติกรรมโหดเหี้ยมทารุณกับเจ้าของทรัพย์จนตายก็มี
กรรมวาจา เมื่อร่างกายมนุษย์เชื่อมต่อกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์สังคมที่เกิดขึ้นตรงหน้าเรา จิตใจจะรับรู้และเก็บอารมณ์เหล่านั้นไว้เป็นข้อมูลในใจ เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น และแสดงเจตนาด้วยคำพูดเพื่อให้ผู้อื่นทราบถึงความต้องการของตนเอง เช่น ตำรวจทราบว่ามีเหตุการณ์คนคนหนึ่งกำลังจะกระโดดลงจากตึกไปสู่ความตาย ตำรวจต้องรู้จักใช้ถ้อยคำปลอบใจให้เขาฟื้นจากความผิดหวังในชีวิตและยังคงมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไป มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ชอบพบปะผู้คนเสมอและคนไหนที่ตนพอใจก็จะพูดจาไพเราะเสมอบางคนไม่พอใจ และแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน
ส่วนคนที่มีจิตใจโลภอยากได้เงินคนอื่นโดยหลอกคนอื่นให้สงสารและส่งเงินมาช่วย หรือเปิดโฟร์ไฟล์บนเฟสบุคเพื่อหลอกลวงผู้อื่นโดยใช้ภาพใบหน้าของคนอื่นแทนของตัวเอง ใช้คำพูดโน้มน้าวผู้อื่นให้เชื่อว่าตนซื่อสัตย์ต่อพวกเขาแล้วใช้คำพูดโน้มน้าวผู้อื่นมอบเงินให้ตนเช่นนี้ เป็นการกระทำเรียกว่า "อกุศลกรรม" เพราะเป็นการแสดงเจตนาปกปิดความจริงไว้บนหน้าในยุคสมัยก่อน โลกยังไม่เจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตนั้น กรรมที่คนแสดงเจตนา เป็นปรากฏการณ์แห่งการกระทำที่คงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วดับไป ไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงเจตนาของผู้กระทำผิดจึงเป็นเรื่องยาก เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลในการพิสูจน์ความจริงที่จะลงโทษบุคคลนั้น เพราะไม่มีใครยอมรับง่าย ๆ ว่าเขาคือ ผู้กระทำผิด
แต่ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์มีการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี่และอินเตอร์เน็ต มนุษย์ชอบแสดงเจตนาของกรรมของตนออกมาอย่างชัดแจ้ง มีการแชร์ภาพและตัวอักษร วีดีโอไว้ในอินเตอร์เน็ต เพื่อประจานพฤติกรรมไม่ดีของผู้อื่น ให้ได้รับความอับอายจากกรรมไม่ดีของคนนั้นเป็นกรรม ที่ถูกรักษาไว้ในโลกออนไลน์เป็นอย่างถูกแชร์ไปอย่างรวดเร็ว ด้วยมนุษย์ดุจไวรัสโควิคที่แผ่เชื้อระบาดไปสู่มนุษย์อย่างรวดเร็ว เป็นต้น จึงไม่มีเหตุที่ต้องสงสัยว่า "กรรมที่ทำไปแล้วนั้นจะสูญหายไปไหม ตัวอย่างเช่น กรรมชั่วที่ฆ่าคนอื่นตายนั้นด้วยสาเหตุข้อพิพาทเรื่องที่ดินนั้น จะสูญหายไปไหมถ้าไม่มีคนเห็น ลักเล็กขโมยน้อยในยามเจ้าของบ้านไม่อยู่ไปที่อื่น และไม่มีใครเห็นนั้นกรรมนั้นสูญหายไปไหม แอบพึงพอใจในแฟน คู่ครองของคนอื่นและแอบนัดแนะเจอกันโดยไม่มีใครรู้ แต่ตนเห็นรู้ว่าเป็นการผิดศีลธรรมอันดีโดยไม่มีความละอายแก่ใจในการกระทำของตน ที่ไม่มีความซื่อสัตย์จริงที่มีต่อกันสิ่งเหล่านี้ เกิดจากเจตนาที่อยู่ในใจของมนุษย์ต้องการกระทำทั้งสิ้นกรรม ที่ทำไปสูญหายไปไหนนอกจากนี้ในยามที่คนอื่นทำกรรมไม่ดีกับตนเอง แต่พวกเขายังทำตัวเหมือนมิได้มีอะไรเกิดขึ้นกับตนเองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทำให้ผู้ถูกกระทำหลายคนรู้สึกว่าทำดีต่อผู้อื่นไม่ได้รับผลดีตอบแทน เป็นต้น
แต่เมื่อกรรมของผู้กระทำผิดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา และประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น ๆ แม้ว่ากรรมจะยังไม่เกิดผลแก่ผู้กระทำผิดและอารมณ์กรรมสั่งสมอยู่ในจิตใจของผู้กระทำผิด เมื่อตายไป วิญญาณจะชดใช้กรรมในทุคติภูมิ แต่เมื่อบุุคคลนั้นยังไม่ตายและยังไม่ได้รับโทษจำคุกหรือประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากผู้กระทำผิดหลบหนีการจับกุม ของพนักงานสืบสวนไปหมดอายุความ เขาจึงกลับมายังถิ่นกำเนิดของตน โดยไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายนั้น
ดังนั้น เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงว่าบรรดาผู้ฝ่าฝืนหลักศีลธรรมและกฎหมายโดยไม่ต้องรับโทษ ทำให้เรื่องอารมณ์กรรมปรากฏอยู่ในจิตใจคนทั่วโลกยังไม่ชัดเจนเพียงพอว่า ชีวิตมนุษย์ทุกคนเป็นไปตามกฎแห่งกรรมจริงหรือไม่ ? ผู้เขียนสงสัยกฎแห่งกรรมนี้และชอบค้นคว้าหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฏแห่งกรรมในพระไตรปิฎกต่อไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบว่าชีวิตมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรมตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และมีวิธีการตรวจสอบกรรมที่ถูกต้องด้วยเหตุผลข้างต้น ผู้เขียนตัดสินใจศึกษา "กฏแห่งกรรมในพระไตรปิฎก" โดยรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ อรรถกถา ข้อความคิดเห็นและงานวิจัยอื่น ๆ เป็นต้น เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ เพื่อหาเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องกฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎกนี้
บทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์แก่พระวิทยากร บรรยายธรรมแก่ผู้แสวงบุญในถิ่นกำเนิดแห่งพุทธศาสนาเพื่อให้เนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธศาสนานั้น เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา สามารถนำไปใช้ในการวิจัยและเป็นความรู้โดยใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุผล โดยไม่ต้องสงสัยในการวิจัยของนักศึกษาอีกต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น