The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บทนำสู่กฎธรรมชาติแห่งกรรมของมนุษย์ในพระไตรปิฎก : มุมมองปรัชญาพุทธภูมิ



Introduction to the Natural  law of  Human Karma in Tripitaka  :   Buddhaphumi philosophy Perspective 

บทนำ      

                    ในท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่และสลับซับซ้อนเกิดขอบเขตอายตนะภายในของชีวิตมนุษยชาติจะรับรู้ได้อาจเป็นข้อจำกัดในการรับรู้ของมนุษย์เอง    โดยทั่วไปแล้ว         ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  ชีวิตของผู้คนทั่วโลกนั้น ถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ  ในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้  จิตใจของพวกเขาใช้อายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น  อาหาร   ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค        สิ่งเหล่านี้เรียกว่า "ปัจจัย ๔"    ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์   อีกนัยหนึ่งเรียกว่า "ปัจจัยสี่"  สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา        อย่างไรก็ตาม  แม้ว่ามนุษย์จะสามารถพึ่งพาปัจจัยจำเป็นสี่ประการนี้ได้   แต่มนุษย์ทุกคนก็มีตัณหาและความโลภอยู่ในจิตใจ      พวกเขาแสดงเจตนาของตนผ่านทางอายตนะภายใน   ผ่านการกระทำทางกาย, ความคิดและคำพูดพวกเขาสร้าง"จินตนาการหรือสร้างภาพในจิตใจ"    ซึ่งก่อให้เกิดตัณหาเช่น ความปรารถนาที่ครอบครอง,      ความปรารถนาที่จะเป็นหรือดำรงตำแหน่งในหน้าที่การงาน      ดังนั้นมนุษย์จึงสร้างกรรมจากเจตนาของตนเอง      โดยไม่ตระหนักถึงความจริงของชีวิตตนเอง ซึ่งเป็นทั้งความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์     มนุษย์มักหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาสิ่งต่างๆ   เพื่อสนองความต้องการทางกายและจิตใจ  ซึ่งนำไปสู่ความคิดและความตั้งใจในการกระทำของพวกเขา    ในตอนแรก พวกเขาพึ่งพาเลือดและเนื้อของมารดาเพื่อบำรุงร่างกายและจิตใจ   

                ตั้งแต่เกิดมา      พวกเขาเริ่มตระหนักถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการฆ่ากัน  การลักขโมยทรัพย์ การยักยอกทรัพย์   การนอกใจ  การดูหมิ่นผู้อื่น   การดื่มสุราและเสพยาเสพติด เพื่อบรรเทาทุกข์ทรมานจากผูกพันทางอารมณ์   สิ่งเหล่านี้เกิดจากตัณหาที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจเมื่อขาดสติ พวกเขาย่อมไม่สามารถคิดก่อนกระทำ     เมื่อตั้งใจกระทำ  พวกเขาย่อมไม่ตระหนักว่า กระทำของตนจะส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า   อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่อกรรมเกิดขึ้นแล้ว       กรรมนั้นจะคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วหายไปกรรมนั้นไม่มีผลต่อผู้กระทำ         เพราะไม่มีใครเห็นการกระทำของตน แต่กรรมนี้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น    คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท     เมื่อถูกจับได้  พวกเขามักจะปฏิเสขข้อกล่าวหาและรัฐบาลของแต่ละประเทศต่างเก็บภาษี    เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนของตน         

              กรรมที่เกิดขึ้นจากการละเมิดชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ         เนื่องจากประชาชนขาดความเชื่อมั่นในชีวิตของตนเอง       จึงขาดความเพียรพยายามแสวงหาความรู้และทักษะที่จะพึ่งพาตนเองได้     โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล        พวกเขาขาดวิสัยทัศน์ในการดำเนินการ   ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น     ส่งผลให้ขาดความมุ่งมั่นทางจิตใจผ่านการทำสมาธิทุกวัน        ขาดพลังทางปัญญาในการเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์     ส่งผลให้ไม่สามารถใช้เหตุผล และเจราจาต่อรองกับประชาคมโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อผลประโยชน์ทางการเมือง  การศึกษา  เศรฐกิจ   ศาสนา และวัฒนธรรม  

                 ดังนั้น     รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงมีหน้าที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนผ่านการศึกษา       การดำรงชีวิตอย่างพึงพาตนเองและทักษะการพึ่งพาตนเอง โดยคำนึงถึงหลักศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาและกฎหมาย     เพื่อสร้างมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสมหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม        และเพื่อให้มั่นใจว่าศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพ   และความเสมอภาคของมนุษย์ได้รับการคุ้มครองภายใต้รัธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐      ประชาชนควรสามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย          และปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์  สุจริต และยุติธรรม       พวกเขาควรมีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายภาษีให้แก่ประเทศตามความสามารถและทักษะของตน    ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องของประเทศ      ดังนั้น  ประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกจึงได้เปิดสถาบันการศึกษาในหลากหลายสาขา           เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษา      และพัฒนาศักยภาพสร้างความรู้ในหลากหลายสาขาวิชาที่น่าสนใจและคุ้มค่าแก่การศึกษา จุดมุ่งหมายคือการบ่มเพาะความรู้ในจิตใจให้เป็นรากฐานของชีวิต                และสร้างความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในที่สั่งสมไว้ในจิตใจ  แล้วถ่ายทอดความรู้นี้ในสาขาต่าง ๆ  เช่น ปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์  เป็นต้น            

               จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงเบื้องต้น    ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ายุครุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์  ถือเป็นยุคแห่ง"ความเชื่อในศาสนาพราหมณ์"  ผู้คนในสมัยนั้นเชื่อในคำสอนของศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์เช่น พระพรหมและพระอิศวร     เป็นต้น  การบูชายัญและการกระทำของมนุษย์ต่อกันนั้น    ไม่ได้ถูกมองว่ามีผลกรรมที่ต้องชดใช้สำหรับความเสียหายจากการทำร้ายต่อกัน แม้ว่า พวกเขาจะไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านอายตนะภายในและสั่งสมข้อมูลนี้ไว้      ในจิตใจในรูปแบบของหลักฐานทางอารมณ์แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในเทพเจ้าเหล่านั้น   เพราะคำสอนของพราหมณ์เป็นทั้งหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์       และกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยระบบวรรณะ     ซึ่งมีสภาพบังคับตามกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ประชาชนสมสู่กับคนต่างวรรณะ      และห้ามไม่ให้ประชาชนปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ดังนั้น         ประชาชนจึงไม่สามารถสื่อสารโดยตรงกับเทพเจ้าผ่านการบูชายัญของตนเองได้         พวกเขาทำได้เพียงบูชายัญผ่านพราหมณ์ เพื่อขอพรสำหรับความปรารถนาที่สำคัญของตน         และคำสอนของพราหมณ์เกี่ยวกับกรรมของมนุษย์ไม่มีผลกระทบต่อกันและกัน     

               อย่างไรก็ตาม   มนุษย์ทุกคนล้วนมีความปรารถนาก่อนที่จะบรรลุศักยภาพสูงสุด     ดังนั้น   ชีวิตที่อ่อนแอ  ความไม่สามารถจดจำและนำคำสอนทางศาสนา และกฎหมายจารีตประเพณีของระบบวรรณะไปใช้    ทำให้พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจว่าการมีเพศสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะนั้น เป็นการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง    การกระทำเช่นนั้นจะถูกลงโทษโดยสังคม ส่งผลให้ถูกขับไล่ออกจากชุมชนที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ตลอดชีวิต   พวกเขากลายเป็นนักโทษที่รู้จักกันในชื่อ "จัณฑาล" และคนอื่น ๆ  

                      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ของจัณฑาลในแคว้นสักกะ      (Sakka country) และประเทศอื่น ๆ (Other country)  ทั่วอนุทวีปอินเดีย   การใช้ชีวิตอย่างไร้บ้าน แม้ในวัยชรา  เจ็บป่วยและนอนตายอยู่บนท้องถนน เป็นต้น     พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณาต่อจัณฑาล       พระองค์ทรงคิดหาทางปลดปล่อยพวกเขาจากความทุกข์ยาก  และส่งพวกเขากลับคืนสู่สังคมด้วยสิทธิและหน้าที่ที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายวรรณะแม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา        แต่พระองค์ก็ทรงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง  เมื่อพระองค์ทรงได้ยินความจริงนี้        พระองค์ไม่ได้ทรงเชื่อทันทีและทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้าเหล่านี้      พระองค์ทรงสืบสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมคำให้การของบรรดาปุโรหิตแห่งอาณาจักรสักกะเป็นหลักฐานในการยืนยันเรื่องนี้          

               แม้แต่พราหมณ์ปุโรหิตก็ยืนยันข้อเท็จจริงว่า พระพรหมและพระอิศวรทรงสร้างมนุษย์       และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมา   ยิ่งไปกว่านั้น พราหมณ์รุ่นก่อน ๆเคยเห็นพระพรหมในอาณาจักรสักกะมาก่อน    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามปุโรหิตเกี่ยวกับประวัติของพระพรหม  ไม่มีใครสามารถตอบพระองค์ได้เพราะคำให้การของพวกเขาขาดความน่าเชื่อถือ      และไม่สามารถยืนยันความจริงได้ เมื่อไม่มีหลักฐานให้วิเคราะห์     โดยอนุมานความรู้จากคำให้การของพยาน    เพื่อใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงที่สมเหตุสมผล  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาหลักฐานและอนุมานว่าคำให้การของปุโรหิตนั้นไม่น่าเชื่อถือ   พระองค์ทรงไม่เชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้าเหล่านี้  

                   ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะโดยเสนอกฎหมาย เพื่อยกเลิกระบบวรรณะ        เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะ   จึงประชุมพิจารณาเรื่องนี้ พวกเขาได้ข้อสรุปว่าการยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับระบบวรรณะ นั้นขัดต่อมาตรา ๓กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดในการปกครองประเทศ   ซึ่งห้ามการยกเลิกกฎกมายที่ประกาศใช้แล้ว      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปสังคมผ่านทางรัฐสภาแห่งชาติสักกะได้  เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงพิจารณาดังต่อไปนี้ : หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เอง        เพื่อขอให้พระพรหมทรงยกเลิกวรรณะ  และประทานสิทธิและหน้าที่ที่เท่าเทียมกันแก่ประชาชน 

                    แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถทำได้ การกระทำเช่นนั้นจะเป็นละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์     และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้   พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละทางโลก     และดำเนินชีวิตเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษย์  พระองค์ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมเปป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘   เมื่อปฏิบัติธรรม พระองค์ทรงบรรลุธรรมในระดับอภิญญาทั้ง  ๖    และตรัสรู้ถึงสัจธรรมของชีวิตว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง          จิตวิญญาณนั้นถือกำเนิดในครรภ์มารดาและเกิดมาเป็นมนุษย์        ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระพรหมและพระอิศวร      ดังที่คำสอนของพราหมณ์ชาวอารยันกล่าวอ้าง     ในทางกลับกัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ             เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ทางสังคมได้มากกว่า  ความรู้ทางปรัชญาและพระพุทธศาสนาเสียอีก                       

             เมื่อนักวิทยาศาสตร์สร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์        เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ     หรือเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นพวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อรับข้อมูล   และวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ       เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น      เช่น การมีอยู่ของดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  และหลุมดำนั้น       อธิบายได้ด้วยความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสของมนุษย์และไม่สามารถรับรู้ได้โดยตรง   ซึ่งต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมต่อวัตถุที่อยู่ไกล เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาวอังคาร  ฯลฯ  

                  ต่อมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก          ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์   เพื่อผลิตนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นและเพื่อให้สามารถค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม         ให้ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้    เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบ    เกี่ยวกับโลกและจักรวาล                ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งความรู้จากวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์    ออกเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์หลายสาขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต มีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า   "แพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต"    ซึ่งทำหน้าที่แบ่งปันความรู้ในระดับต่าง   ๆ     เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ    และเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นทันท่วงที          

                      เมื่อนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์หลักฐานจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ พวกเขาค้นพบว่าโลกและดวงอาทิตย์  เป็นสสารที่มีพลังงานของตัวเอง และดึงดูดซึ่งกันและกันด้วยแรงแม่เหล็ก     ไม่ว่าโลกจะถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์เหวี่ยงออกไปไกลแค่ไหนโลกก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากระบบสุริยะได้ ในทำนองเดียวกัน       มนุษย์ก็เป็นสสารที่มีพลังงานของตัวเองเช่นกัน   เนื่องจากมนุษย์และโลกดึงดูดกันด้วยแรงแม่เหล็ก ไม่ว่าโลกจะหมุนรอบแกนตัวเองเร็วแค่ไหน   มนุษย์ก็จะไม่ถูกเหวี่ยงออกจากพื้นผิวโลกเพราะแรงโน้มถ่วงของโลกยึดพวกเขาไว้แม้ว่ามนุษย์จะอาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้         พวกเขาก็จะไม่ถูกเหวี่ยงออกจากโลกเพราะแรงโน้มถ่วงของโลกนั้นยึดตัวของพวกเขาไว้  

             เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ พระองค์ก็ทรงมีญาณทิพย์เหนือมนุษย์ทั่วไป       พระองค์ทรงเห็นวิญญาณออกจากร่างของผู้ตาย     เพื่อไปเกิดใหม่ในสังสารวัฏอันไม่ที่สิ้นสุด เมื่อคนกระทำชั่ว       จิตใจของพวกเขาก็จะดึงดูดและสั่งสมกิเลสชั่วร้าย   เมื่อพวกเขาตาย     วิญญาณชั่วร้ายของพวกเขาก็จะถูกดึงดูดไปยังทุคติภูมิเพื่อชดใช้กรรมชั่วในนรก  ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นต้นจากนั้น  พระพุทธเจ้าก็ทรงเผยแพร่ความรู้ทางพุทธศาสนานี้แก่ผู้คนทั่วอนุทวีปอินเดีย   ทำให้คนทุกวรรณะสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเอง       โดยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งนำไปสู่จิตใจที่สงบ  บริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ความอ่อนโยนและตั้งใจแน่วแน่   เมื่อเผชิญกับปัญหาชีวิตและในที่สุดก็บรรลุถึง ๖ ประการเหนือธรรมชาติ ( "อภิญญา๖")      

                 แต่เมื่อมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตามปัจจัยพื้นฐาน ๔ ประการ พวกเขากลับละเลยการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง   พวกเขาประมาทเลินเล่อและไม่พัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเอง   แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับกิเลสตัณหา  ๕ ประการเพื่อสนองสิ่งที่เรียกว่า "ภวตัณหา"   หรือความทะเยอทะยานที่จะรักษาตัวตนที่สมมติขึ้น      เช่น ตำแหน่งงาน    หรือ ความทะเยอทะยานที่จะละทิ้งสถานะเดิมในสังคม   เมื่อมนุษย์มีพลังจิต พลังนั้นจะดึงดูดสิ่งต่าง ๆ  มาสนองความต้องการของตัวมันเอง     แต่มนุษย์มีจิตใจสูงส่ง   ดังนั้น  พลังจิตอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า  "สติ"      พวกเขารู้วิธีคิดเกี่ยวกับอารมณ์ของสิ่งต่าง ๆ  ที่เข้ามาในชีวิต และตัดสินใจเฉพาะสิ่งที่พวกเขาต้องการเท่านั้น  ส่วนอะไรไม่ชอบ ก็จะมองข้ามไป  นอกจากนี้ พวกเขายังมีพลังแห่งความทะเยอทะยานซ่อนอยู่ในจิตใจ   ในยามขาดสติซึ่งก็คือการขาดความยับยั้งช่างใจ     

               เขาจึงตัดสินใจปฏิบัติตามอำนาจของกิเลสนั้น   จิตจะดึงดูดอารมณ์กิเลสมาสู่ตนเอง      เมื่อถูกครอบงำและหมกมุ่นกับมันอยู่ตลอดเวลา   หากสิ่งนั้นไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ของเขาอีกต่อไป    พวกเขาก็จะคว้าสิ่งใหม่  ๆ   มาตอบสนองอารมณ์ของตน         มีปัญหาที่ผู้เขียนสงสัย  และค้นคว้าหลักฐานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลว่าเหตุใด        มนุษย์จึงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาทั้งนี้   เพราะมนุษย์มีจิตใจเป็นปัจจัยแห่งชีวิต และอาศัยอยู่ในร่างกายเพื่อรับรู้วัตถุและนามธรรม  เป็นต้น    เมื่อสัมผัสกับอารมณ์เหล่านั้น จิตใจจะมีความปรารถนา       มนุษย์ตัดสินใจแสดงเจตนาของตนแสวงหาสิ่งนั้นเพื่อสนองกิเลสของตนเอง     เมื่อได้รับสิ่งนั้นแล้ว ก็จะแสดงอาการของจิตใจออกมาว่าเขาพอใจหรือไม่พอใจต่อกิเลสนั้น  

            กรรมวาจา   เมื่อร่างกายมนุษย์เชื่อมต่อกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์สังคมที่เกิดขึ้นตรงหน้าเรา     จิตใจจะรับรู้และเก็บอารมณ์เหล่านั้นไว้เป็นข้อมูลในใจ           เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ   เพื่อหาเหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น          และแสดงเจตนาด้วยคำพูดเพื่อให้ผู้อื่นทราบถึงความต้องการของตนเอง เช่น ตำรวจทราบว่ามีเหตุการณ์คนคนหนึ่งกำลังจะกระโดดลงจากตึกไปสู่ความตาย       ตำรวจต้องรู้จักใช้ถ้อยคำปลอบใจให้เขาฟื้นจากความผิดหวังในชีวิตและยังคงมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไป  มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ชอบพบปะผู้คนเสมอและคนไหนที่ตนพอใจก็จะพูดจาไพเราะเสมอบางคนไม่พอใจ    และแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน       

                 ส่วนคนที่มีจิตใจโลภอยากได้เงินคนอื่นโดยหลอกคนอื่นให้สงสารและส่งเงินมาช่วย      หรือเปิดโฟร์ไฟล์บนเฟสบุคเพื่อหลอกลวงผู้อื่นโดยใช้ภาพใบหน้าของคนอื่นแทนของตัวเอง     ใช้คำพูดโน้มน้าวผู้อื่นให้เชื่อว่าตนซื่อสัตย์ต่อพวกเขาแล้วใช้คำพูดโน้มน้าวผู้อื่นมอบเงินให้ตนเช่นนี้ เป็นการกระทำเรียกว่า "อกุศลกรรม"    เพราะเป็นการแสดงเจตนาปกปิดความจริงไว้บนหน้าในยุคสมัยก่อน โลกยังไม่เจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตนั้น          กรรมที่คนแสดงเจตนา      เป็นปรากฏการณ์แห่งการกระทำที่คงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วดับไป ไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงเจตนาของผู้กระทำผิดจึงเป็นเรื่องยาก  เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม   เจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ   เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้       เพื่อหาเหตุผลในการพิสูจน์ความจริงที่จะลงโทษบุคคลนั้น  เพราะไม่มีใครยอมรับง่าย ๆ  ว่าเขาคือ ผู้กระทำผิด 

        มโนกรรม  เจตนาที่จะกระทำโดยไม่สำนึกถึงการกระทำในขณะเดียวกัน หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตน   หรือเจตนาในผลของการกระทำตน เมื่อเขาแสดงเจตจำนงที่จะกระทำการอันก่อให้เกิดเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น     ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นว่า เขาก็ลำบากกว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเขาจะได้เงินแต่ละบาท ไม่รู้สึกเสียใจที่ฆ่าผู้อื่นคิดว่า        เป็นนกเป็นปลาต้องถูกฆ่าถูกล่าให้ตายอยู่แล้ว เป็นคนไร้ศีลธรรมใช้ชีวิตตามอำเภอใจ    เมื่อตนอยากได้ทรัพย์สินเงิน ทอง และอาหารที่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน        ก็เข้าไปปล้นสะดมภ์แย่งชิงของเขามาไม่พอก็แสดงพฤติกรรมโหดเหี้ยมทารุณกับเจ้าของทรัพย์จนตายก็มี  

                 แต่ในยุคปัจจุบันนี้   มนุษย์มีการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี่และอินเตอร์เน็ต       มนุษย์ชอบแสดงเจตนาของกรรมของตนออกมาอย่างชัดแจ้ง           มีการแชร์ภาพและตัวอักษร วีดีโอไว้ในอินเตอร์เน็ต เพื่อประจานพฤติกรรมไม่ดีของผู้อื่น     ให้ได้รับความอับอายจากกรรมไม่ดีของคนนั้นเป็นกรรม       ที่ถูกรักษาไว้ในโลกออนไลน์เป็นอย่างถูกแชร์ไปอย่างรวดเร็ว      ด้วยมนุษย์ดุจไวรัสโควิคที่แผ่เชื้อระบาดไปสู่มนุษย์อย่างรวดเร็ว    เป็นต้น จึงไม่มีเหตุที่ต้องสงสัยว่า "กรรมที่ทำไปแล้วนั้นจะสูญหายไปไหม             ตัวอย่างเช่น กรรมชั่วที่ฆ่าคนอื่นตายนั้นด้วยสาเหตุข้อพิพาทเรื่องที่ดินนั้น            จะสูญหายไปไหมถ้าไม่มีคนเห็น ลักเล็กขโมยน้อยในยามเจ้าของบ้านไม่อยู่ไปที่อื่น และไม่มีใครเห็นนั้นกรรมนั้นสูญหายไปไหม     แอบพึงพอใจในแฟน คู่ครองของคนอื่นและแอบนัดแนะเจอกันโดยไม่มีใครรู้       แต่ตนเห็นรู้ว่าเป็นการผิดศีลธรรมอันดีโดยไม่มีความละอายแก่ใจในการกระทำของตน         ที่ไม่มีความซื่อสัตย์จริงที่มีต่อกันสิ่งเหล่านี้     เกิดจากเจตนาที่อยู่ในใจของมนุษย์ต้องการกระทำทั้งสิ้นกรรม               ที่ทำไปสูญหายไปไหนนอกจากนี้ในยามที่คนอื่นทำกรรมไม่ดีกับตนเอง        แต่พวกเขายังทำตัวเหมือนมิได้มีอะไรเกิดขึ้นกับตนเองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข   ทำให้ผู้ถูกกระทำหลายคนรู้สึกว่าทำดีต่อผู้อื่นไม่ได้รับผลดีตอบแทน เป็นต้น 

              แต่เมื่อกรรมของผู้กระทำผิดต่อความสงบเรียบร้อย   และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา และประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น ๆ    แม้ว่ากรรมจะยังไม่เกิดผลแก่ผู้กระทำผิดและอารมณ์กรรมสั่งสมอยู่ในจิตใจของผู้กระทำผิด เมื่อตายไป วิญญาณจะชดใช้กรรมในทุคติภูมิ     แต่เมื่อบุุคคลนั้นยังไม่ตายและยังไม่ได้รับโทษจำคุกหรือประหารชีวิต      ตามประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากผู้กระทำผิดหลบหนีการจับกุม ของพนักงานสืบสวนไปหมดอายุความ เขาจึงกลับมายังถิ่นกำเนิดของตน   โดยไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายนั้น 

               ดังนั้น เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงว่าบรรดาผู้ฝ่าฝืนหลักศีลธรรมและกฎหมายโดยไม่ต้องรับโทษ ทำให้เรื่องอารมณ์กรรมปรากฏอยู่ในจิตใจคนทั่วโลกยังไม่ชัดเจนเพียงพอว่า ชีวิตมนุษย์ทุกคนเป็นไปตามกฎแห่งกรรมจริงหรือไม่  ? ผู้เขียนสงสัยกฎแห่งกรรมนี้และชอบค้นคว้าหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฏแห่งกรรมในพระไตรปิฎกต่อไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบว่าชีวิตมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรมตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และมีวิธีการตรวจสอบกรรมที่ถูกต้องด้วยเหตุผลข้างต้น       ผู้เขียนตัดสินใจศึกษา "กฏแห่งกรรมในพระไตรปิฎก"      โดยรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ  อรรถกถา   ข้อความคิดเห็นและงานวิจัยอื่น ๆ เป็นต้น      เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์      เพื่อหาเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องกฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎกนี้            

                บทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์แก่พระวิทยากร บรรยายธรรมแก่ผู้แสวงบุญในถิ่นกำเนิดแห่งพุทธศาสนาเพื่อให้เนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธศาสนานั้น เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา สามารถนำไปใช้ในการวิจัยและเป็นความรู้โดยใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุผล โดยไม่ต้องสงสัยในการวิจัยของนักศึกษาอีกต่อไป      

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ