The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บทนำ: BHU, มหาวิทยาลัยปรัชญาแห่งอินเดีย


Introduction: BHU,  Indian Philosophical University 

บทนำ  : ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (Background and Significamce of the Problem : Banaras Hindu University) 

           ในประวัติศาสตร์โลกยุคอาณานิคม ครรลองแห่งความทรงจำเมื่อกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา       ชีวิตในวัยเด็กของผู้เขียนดำเนินไปด้วยใฝ่ฝันที่จะเป็นทหารและต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกแห่งจินตนาการ การสร้างภาพในใจและจมดิ่งอยู่กับอารมณ์ทางจินตนาการนั้นอย่างต่อเนื่อง     ก่อให้เกิดอุปนิสัยรักความสันโดษ     หมกมุ่นอยู่กับอุดมคติ  วิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขต  ซึ่งในทัศนะเชิงปรัชญาแม้ความทะเยอทะยานจะยังคงเป็นเพียงความฝัน    ที่ไม่อาจเป็นความจริง  แต่มันมีคุณค่ามากกว่าโทษ  เพราะอย่างน้อยมันคือหลักฐานของการวางแผนชีวิต   ทว่า.....ความคิดและการวางแผนเหล่านั้น ย่อมไร้ประโยชน์         หากปราศจากการลงมือปฏิบัติ (กิริยา)ยิ่งไปกว่านั้น  ผู้เขียนยังมีความใฝฝัน อันแรงกล้าอีกประการหนึ่ง คือการได้เดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศโดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นหมุดหมายสูงสุด       

               ในทางกลับกัน "สาธารณรัฐอินเดีย" คือเป็นประเทศเดียวที่ไม่อยู่ใน "มโนภาพ"   หรือ ความใฝ่ฝันของผู้เขียนเลย อาจเนื่องมาจากในอดีต สื่อสิ่งพิมพ์และนักข่าวมักฉายภาพอินเดียในมิติของความแออัด  ยากจน และธุรกันดาร    ทว่า เมื่อกาลเวลาผ่าน การตรากตร่ำการทำงานหนักเป็นเวลาหลายปีในสายงานที่ไม่สอดคล้องกับบุคลิกดั่งเดิม      ภายใต้ความกดดันมหาศาล    สภาวะบีบคั้นเหล่านั้นกลับเป็นบทเรียนสำคัญที่เปิดเผยให้เห็นสัจธรรม แห่ง "ไตรลักษณ์" คือความไม่เที่ยงแท้  แปรปรวนของสรรพสิ่ง        แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา    ในที่สุดมันย่อมจางคลาย และดับไปตามกฎธรรมชาติ   

            หลังจากได้เข้ามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนา   ในราชอาณาจักรไทย   ผู้เขียนตั้งใจปฏิธรรมจำพรรษาตลอด    ๓ เดือน  เพื่อบำเพ็ญเพียรและหล่อหลอมจิตใจให้เข้มแข็ง ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจากความทุกข์          มีจิตวิญญาณที่อ่อนโยนพร้อมที่จะเกื้อกูลสังคมด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยุติธรรม อันเป็นแกนหลักการปกป้องชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์      การฝึกฝนจิตในพุทธภูมิทำให้ผู้เขียนเกิดทักษะในการ      "วิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้จากหลักฐาน"(Inferential Knowledge)     เพื่อเข้าถึงความจริงแท้ด้วยเหตุผล อันเป็นเครื่องมือสูงสุดของนักปรัชญา

๒.ปมความสงสัยเชิงปรัชญาและความสำคัญของปัญหา 

             ภายหลังจากศึกษาและนำหลักพุทธธรรม   มาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  ผู้เขียนพบความสุขที่ยิ่งใหญ่ในการทำหน้าที่อันสอดคล้องกับคุณลักษณะส่วนตน     คือการเป็นครูผู้ประสาทวิทยา ณ   โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาแห่งหนึ่ง   หลังจากใช้ชีวิตสันโดษมา ๓๔ ปีและดำรงเพศบรรพชิตได้ ๖ พรรษา      ผู้เขียนตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาตรีหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต   สาขาวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย          วิทยาเขตขอนแก่น  และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว     ความใฝ่ฝันที่จะหยั่งลึกในศาสตร์แห่งปัญญา        จึงนำพาผู้เขียนให้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท  ณ    มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู   (Banaras Hindu University : BHU)  เขตพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย สถาบันการศึกษาอันเป็นศูนย์รวมแห่งปรัชญาตะวันออก  

    •            ข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษย์ :  แม้ว่าผู้เขียนจะเคยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ BHU            ผ่านคำบอกเล่าและประสบการณ์ของรุ่นพี่    ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยแต่ในทางญาณวิทยา (Epistemology)        หากต้องอธิบายประวัติศาสตร์และความเป็นไปของสถาบันแห่งนี้โดยปราศจากระเบียบวิธีวิจัย    การอธิบายนั้น   ย่อมเป็นเพียงการคาดคะเนตามปฏิภาณส่วนตน  มนุษย์ปุถุชนทั่วไปรวมถึงผู้เขียน  ย่อมมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้         และมักถูกบดบังด้วย "อคติ"  (ความรัก ความชัง ความหลง ความกลัว)     อันเกิดจากอวิชชา       ส่งผลให้การตัดสิน "ความจริงระดับสมมติ"  (สมมติสัจจะ)  และความจริงแท้ (ปรมัตถ์สัจจะ)  คลุมเครือไม่ชัดเจน   ไม่อาจใช้ตนเองเป็นเป็นพยานแห่งที่วิญญูชนจะยอมรับได้ 

             ด้วยเหตุนี้   ปัญหาสำคัญที่นักญาณวิทยาและนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาต้องเผชิญ    คือ "เรารู้ได้อย่างไรว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันและแรงจูงใจในการสร้างปัญญาของมนุษย์เป็นความรู้ที่แท้จริง"          การตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแปรสภาพ ความรู้จากการคาดคะเน        ให้กลายเป็น "ความรู้เชิงประจักษ์" (Empirical Knowledge) ที่สิ้นสงสัย

             ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้  เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในการอุทิศชีวิตรับใช้พระพุทธเจ้า  แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพก็ตาม     ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่   เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งและแม้จะผ่านไปหลายปีแล้วความทรงจำอันล้ำค่าเหล่านี้ยังคงชัดเจนอยู่ อย่างไรก็ตามในอนาคต     ประสบการณ์อันล้ำค่านี้จะสูญหายไปพร้อมกับความตายของผู้เขียน       ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงได้เขียนปรัชญาพุทธภูมิขึ้น เพื่อรักษาความรู้เกี่ยวกับการแสวงบุญสู่ดินแดนแห่งพระพุทธเจ้า    ซึ่งเป็นความรู้ได้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน    เพื่อสืบทอดการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘  ไว้  และ        เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ต่อยอดความรู้นี้เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ
   
                แม้ว่าผู้เขียนจะเคยได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยบานารัสฮินดูจากรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่นั่น     แต่หากถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้  ผู้เขียนอาจจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ตามปฏิภาณของตนเองโดยอาศัยเหตุผลอธิบายความจริง   และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น    โดยผู้เขียนใช้เหตุผล  ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้  อย่างไรก็ตามผู้เขียนในฐานะมนุษย์ที่มีอายตนะภายในจำกัดในการรับรู้   และมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้  ความเกลียดชัง  ความกลัวและความรัก    ส่งผลให้ชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด      ผู้เขียนจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจในความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ได้ เมื่อแสดงความคิดเห็นทางวิชาการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว  ผู้เขียนอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงได้อย่างถูกต้อง    บางครั้งไม่ถูกต้อง  บางครั้งอาจใช้เหตุผลเป็นแบบนั้น   บางครั้งผู้เขียนอาจใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง    เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว   วิญญูชนย่อมไม่เชื่อว่าความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริง และผู้เขียนไม่อาจอ้างตนเองเป็นพยานในเรื่องนี้  

            อย่างไรก็ตามผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับ BHU  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งปรัชญาอินเดียนี้ต่อไป  โดยตรวจสอบข้อเท็จจริง           และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ  เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้     เมื่อผู้เขียนได้พยานหลักฐานเพียงพอแล้ว ก็จะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้  เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่อง "BHU"        มหาวิทยาลัยแห่งปรัชญาอินเดียในรูปแบบบทความวิเคราะห์ข้อมูลโดยการอนุมานความรู้   เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้อย่างสมเหตุสมผล  ส่วนกระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้าจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาปรัชญา        พระพุทธศาสนาและสาขาอื่น ๆ     ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน  เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว   ก็ใช้หลักฐานเป็นข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงในหัวข้อวิจัย  โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของเรื่องนี้โดยวิญญูชนไม่สงสัยในข้อเท็จจริงอีกต่อไป    


๓.ที่มาและความเป็นไปของความรู้เกี่ยวกับ BHU (Source of Knowledge)

           .๑ ขีดจำกัดทางเศรษฐกิจและจุดเปลี่ยนสู่ประตูแห่งปัญญา  ความฝันในการศึกษาต่อต่างประเทศยังคงโลกแล่นอยู่ในใจของผู้เขียน    แม้ว่าจะล่วงเลยผ่านวัยกลางคน    ผู้เขียนจึงได้ปรึกษากับอาจารย์หัวหน้าภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น  (วัดธาตุ พระอารามหลวง)     เพื่อสืบค้นข้อมูลด้านค่าธรรมเนียมการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ    ในประเทศอินเดีย      จนกระทั่งพบข้อเท็จจริงว่า มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู (BHU)  ณ   เมืองพาราณสี   คือสถาบันที่มีค่าเล่าเรียนถูกที่สุดซึ่งสอดคล้องกับอัตภาพของผู้เขียนในขณะนั้น 

           ในเวลานั้น   ผู้เขียนมีความรู้ในมิติอื่นเกี่ยวกับ BHU ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต หรือความเป็นอยู่   มีเพียงเป้าหมายเดียวคือการเข้าศึกษาต่อเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น       เนื่องจากค่าธรรมเนียมการศึกษาในระดับปริญญาโทของหลักสูตรในประเทศไทยมีอัตราสูงมาก(บางแห่งสูงถึง ๔๕๐,๐๐๐ บาท )    ซึ่งต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินทุน   ผู้เขียนตั้งปณิธาน ว่าจะไม่ยอมให้ค่าใช้จ่ายนี้ตกเป็นภาระของครอบครัว  

         ด้วยความช่วยเหลือฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มจร (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์) ผู้เขียนได้ยื่นเอกสารสมัครเรียนในขณะที่กำลังเข้ารับการอบรมในโครงการพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๘ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากโยมบิดา เพียงเดือนละ๓,๐๐๐ บาท ภายใต้ข้อจำกัดของทุนการศึกษาและความเป็นอยู่อย่างสมถะ เรียบง่ายนี้ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานถึง ๙   ปีในประเทศอินเดีย ซึ่งเริ่มต้นจากระดับปริญญาโท และสำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาเอก  ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ 

        ๓.๒ บันทึกประจักษ์พยานเชิงผัสสะ : แรกเหยียบแผ่นดินแดนโรตี 

          ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์ (Empiricism) บ่งชี้ว่า ความที่แท้จริงต้องผ่านประสาทสัมผัส  บันทึกการเดินทางครั้งแรกในต่างแดนของผู้เขียน จึงเป็นหลักฐานขั้นปฐมภูมิที่สำคัญยิ่ง : 
เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. ผู้เขียนออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองมาถึงสนามบินกัลกัตตา (โกลกาตา) สาธารณรัฐอินเดีย เที่วบินนั้น พาผู้เขียนมาถึงจุดหมายในเวลาประมาน ๑๖.๐๐ น.(ตามเวลาท้องถิ่นประเทศอินเดีย)  ภาพแรกที่ปรากฏผ่านหน้าต่าง คือสายฝนกำลังโปรยปราย ทำให้น้ำเจิงนองท่วมขังไปทั่วบริเวณรันเวย์ สนามบินนานาชาติแห่งนี้  ในเวลานั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือสวยงามตามที่เคยจินตนาการไว้ ทั้งยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ในขั้นตอนการตรวจหนังสือเดินทางและสัมภาระ แต่นับเป็นกุศลที่ได้เดินทางร่วมกับพระรุ่นพี่หลายคน 

          ในเบื้องแรก ผู้เขียนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เมืองโกลกาตาคือที่ตั้งของมหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู  ทว่าคณะแท็กซี่ได้นำพวกเราไปพักผ่อนเพื่อรอเวลา ณ วัดพุทธเบงกอล (Buddhist Bengal) จนกระทั่งเวลา ๑๙.๐๐ น.   คณะเราจึงได้โดยสารรถไฟ ณ สถานีรถไฟฮาวราห์ (Howrah Railway Station)  เพื่อมุ่งไปอีก ๖๖๓ กิโลเมตรสู่เมืองพาราณสี    รถไฟใช้เวลาเคลื่อนขบวนรถไฟยาวนานกว่า ๑๑ ชั่วโมง  จนกระทั่งถึงสถานีรถไฟมงคลสาหร่าย  (Mughalsarai Station) เวลา ๐๘.๐๐ น.ของวันรุ่งขึ้น  โดยมีพระรุ่นพี่มารอรับเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย 

๓.๓  ทุกขภาพและเสน่ห์ของอินเดีย   :   อุทาหรณ์สอนจิตใจ
เมื่อได้รับอนุมัติ ( Admission) ให้เข้าศึกษาต่อปริญญาโทและได้เข้ามาพำนัก ณ หอพักนักศึกษานานาชาติ ของมหาวิทยาลัย เกือบ ๑ เดือน การใช้ชีวิตทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ผู้เขียนได้รับรู้วิถีชีวิตซึ่งอัตลักษณ์อันเป็นเสน่ห์เชิงปรัชญาอินเดีย:                

       ความหนาแน่และการดิ้นรน : ภาพของประชากรที่หนาแน่นและการต่อสู้ดิ้นรนในชีวิตประจำวัน ของชาวอินเดียมิใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ    หาเป็นเสน่ห์ของชีวิตอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้" ในโลกเต็มไปด้วยความอยากลำบาก  มนุษย์จำเป็นต้องอาศัย "วิริยบารมี" (ความเพียร)  เพื่อขับเคลื่อนชีวิต 

      สถาปัตยกรรมและวิถีสมถะ ; ตัวอาคารของมหาวิทยาลัย BHU มีอายุเกือบศตวรรษ (ในเวลานั้นมีอายุราว ๙๐ ปี โดดเด่นด้วยสถปัตยกรรมภาพแบบอังกฤษโบราณ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่พักของนักศึกษาชาวอินเดีย  สิ่งที่น่าประทับใจ คือ บุคคลากร และนักศึกษาที่นี้นิยมใช้ "จักรยาน" เป็นพาหนะหลักในการสัญจร ภายในมหาวิทยาลัย  สะท้อนถึงค่านิยมความเรียบง่าย วมถะ และพึ่งพาตนเอง 

    


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ