Introduction to The Buddhaphumi philosophy : The Legacy of the Buddha

บทนำ
เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปรากฏข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ว่า ในสมัยพุทธกาล"พระนครกุสินารา" เป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละ แม้จะเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่กลับตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณสายสำคัญระหว่างแคว้นสักกะ แคว้นมัลละ แคว้นกาสี และแคว้นมคธ เมืองนี้จึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในยุคอินเดียโบราณอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านของกองคาราวานพ่อค้าแห่งแคว้นสักกะและแคว้นโกลิยะ รวมถึงเป็นเส้นทางที่พ่อค้าของชาวเมืองพาราณสี ใช้ขนส่งผ้าไหมกาสีอันประณีต เพื่อนำไปน้อมถวายแด่เจ้าชายสิทธัตถะและพระบรมวงศานุวงศ์ ได้ทรงฉลองพระองค์ในชีวิตประจำวัน
เมื่อผู้เขียนพิจารณาหลักฐานจากแผนที่โบราณ ดินแดนของแคว้นมัลละที่เผยแผ่ตามเว็บไซต์หลายบนอินเตอร์เน็ต มีอาณาเขตทิศเหนือจดแคว้นสักกะและแคว้นโกลิยะ ทิศตะวันตกติดกับแคว้นโกศล ทิศตะวันออกติดกับแคว้นวัชชีและทิศใต้จดแคว้นกาสีในปัจจุบัน หากเทียบกับปัจจุบัน "สาลวโนทยาน" หรือสถานที่ปรินิพพาน จะตั้งห่างจากด่านโสเนาลี (Sonauli border) ซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างสาธารณรัฐอินเดีย กับเมืองสิทธัตถะนครของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลเป็นระยะทาง ๒๐๐ กิโลเมตร ยามเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ทุ่งนาของชาวเมืองกุสินาราจะเขียวขจีด้วยต้นข้าวที่ได้รับน้ำฝนอันหลั่งไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในอนุทวีปอินเดียให้ดำรงอยู่ได้
เมื่อย้อนกลับไปกว่า ๒,๕๖๓ ปีเศษ พระพุทธเจ้าศากยมุนีพร้อมด้วยพระอรหันตสาวกจำนวน ๕๐๐ รูป ได้เสด็จจาริกจากพระนครเวสาลี แคว้นวัชชี มุ่งหน้าสู่สาลวโนทยาน พระนครกุสินาราของแคว้นมัลละ หลังจากพระองค์ทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ว่า จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า เมื่อการจาริกดำเนินมาถึงวันสุดท้าย พระพุทธเจ้าศากยมุนีเสด็จถึงสาลวโนทยาน ทรงเอนพระวรกายเหนือหินประทับระหว่างใต้ต้นสาละคู่ ทรงแสดงปัจฉิมโอวาท และกัณฑ์ธรรมสุดท้าย ก่อนเสด็จเข้านิโรธสมาบัติและดับขันธปรินิพพาน ตามกฎธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ พร้อมทรงมอบหมายให้กษัตริย์มัลละ เข้ารับหน้าที่จัดพิธีที่บำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพตลอด ๗ วัน
โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมเผชิญกับความตายอย่างเที่ยงแท้ ยามมาตัวเปล่ายามละสังขารก็ต้องจากไปตัวเปล่า สิ่งนี้คือความจริงที่รับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสภายนอก ทว่าในทางปรัชญาพุทธภูมิ ชีวิตประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสองส่วนคือ "กาย"(รูป)และ "จิต "นาม" ซึ่งมิอาจแยกจากกันได้ จิตมีธรรมชาติในการรับรู้ (วิญญาณ) สิ่งต่าง ๆ ผ่านอายตนะภายใน และมันจะเก็บเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ (นามธรรม) ไว้ในจิตใจ นำไปสู่การปรุงแต่ง(สังขาร) เกิดเป็นกิเลสและตัณหา ความทะยานอยากครอบครอง มนุษย์จึงดิ้นรนประกอบสัมมาอาชีพ เพื่อสร้างความั่งคั่ง ซึ้อหาสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ รถยนต์ และเงินทอง ไว้ในครอบครองของตนเพื่อความสะดวกสบายและฐานทางสังคม แต่ทว่าเมื่อจิตวิญญาณมนุษย์เป็นสิ่งไม่มีรูปร่าง เมื่อตายไป มนุษย์ไม่สามารถเอาทรัพย์สินที่มีรูปร่างจับใส่จิตวิญญาณติดตามไปสู่โลกอื่น ๆ ได้ ต้องละทิ้งสมบัติซึ่งเป็นวัตถุไว้กับโลก ให้ผู้อื่นที่มองเห็นค่าใช้ประโยชน์หรือเข้าครอบครองเป็นเจ้าของชั่วคราวบนโลกนี้อีกต่อไป
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนสงสัยว่า ก่อนที่ศากยมุนีพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานทรงประทานทรัพย์มรดกแก่พุทธบริษัท (Buddhist company) ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผู้เขียนสนใจที่จะค้นคว้าในเรื่องนี้ต่อไปและรวบรวมหลักฐาน เพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการวิเคราะห์หาเหตุผลเพื่อยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่อง "มรดกของพระพุทธเจ้า" โดยรวบรวมหลักฐานจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎก อรรถกถาและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นต้นพยานวัตถุได้แก่พุทธสถานต่าง ๆ นำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์นั้น จะเป็นประโยชน์แก่พระธรรมวิทยากรนำไปใช้บรรยายแก่ผู้แสวงบุญชาวพุทธไทยในแดนพุทธภูมิให้มีเนื้อหาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน กระบวนการวิเคราะห์ที่มาของความรู้เกี่ยวกับมรดกธรรมของพระพุทธเจ้า จะเป็นประโยชน์แก่การวิจัยของนิสิตในระดับปริญญาเอกสาขาวิชาพระพุทธศาสนาในการวิเคราะห์หาเหตุผลของคำตอบ ของหัวข้อวิจัยให้ได้ความรู้และความเป็นจริงปราศจากข้อสงสัยอีกต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น