บทนำ ขอบเขตอภิปรัชญาและระดับแห่งความจริง
ในทางอภิปรัชญา (Meataphysics) การแสวงหาความจริงของมนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคม และ สภาวะเหนือธรรมชาติ( การดำรงอยู่ของเทพเจ้า) ตามแนวคิดอภิปรัชญานั้น เราสามารถพิจารณาเกณฑ์ตัดสินความจริง ๒ ระดับได้แก่ ๑. "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) ๒."ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
๑. "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติ) คือความจริงระดับปรากฏการณ์ ความรู้สื่อสารผ่านภาษา สัญญลักษณ์ สถาปัตยกรรม และการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (ผ่านอายตนะภายใน)
๒.ปรมัตถ์สัจจะ (Ultimate Truth) คือความจริงแท้ขั้นสูงสุด สภาวะที่พ้นจากมโนทัศน์สมมติ เป็นความรู้แจ้ง (พุทธะ) ที่จิตเข้าถึงสัจธรรม (ความหลุดพ้น)
การวิเคราะห์ปราสาทบายน จึงไม่ใช่เพียงการมองสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ แต่คือการตั้งคำถามทางอภิปรัชญาว่าสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัตถุสะท้อนถึงความจริงขั้นสูงสุดได้อย่างไร ?
๑.ปราสาทบายนในฐานะ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติร่วมกันสมมติขึ้น หรือความระดับปรากฏการณ์)
ปราสาทบายนดำรงอยู่ในฐานะความจริงระดับสมมติ ผ่านมิติทางประวัติ กายภาพและการรับรู้ดังนี้คือ
๑.๑ สถาปัตยกรรมและมโนทัศน์จักรวาล เมื่อศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น ปราสาทบายนถูกต้องขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (ประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๒) เพื่อเป็นศูนย์กลางของนครธม โดยจำลองสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล การใช้หินทราย การสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(หรือพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่๗) เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อสื่อถึงสภาวะทางศาสนา
๑.๒ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน (ญาณวิทยาในสมมติ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเรียนรู้ปราสาทบายนผ่านตำราประวัติศาสตร์ภาพถ่าย หรือ สื่อสังคมออนไลน์ เป็นการรับรู้อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เกี่ยวกับปราสาทบายนและสั่งสมเรื่องราวของปราสาทบายนเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ แต่เป็นการรับรู้ผ่านอายตนะภายในอย่างมีข้อจำกัดและมอคติ มนุษย์จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงได้ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ โดยการอนุมานความรู้แล้วใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงนั้น เยี่ยมชมปราสาทบายนเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๕.๐๐ น. ผู้เขียนกับคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตระดับปริญญาโทของหลักสูตรพุทธศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนาจำนวน ๔๐ รูป/คน ไปทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เมืองเสียมราฐ กัมพูชา โดยคณะของเราออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา ไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องจอมตั้งอยู่ที่บ้านด่านพัฒนา ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ใช้เวลา ๕ ชั่วโมง ๑๔ นาที ถึงเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เพื่อทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรนี้ เกี่ยวกับวิชาพุทธปรัชญามหายานและวิชาปรัชญาศาสนาฮินดู
การเดินทางไปสัมผัสสถานที่จริง ณ เมืองเสียมราฐ เพื่อทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาปรัชญา และพระพุทธศาสนา ตามเนื้อหาของหลักสูตร มีการเปิดสอนวิชาพุทธปรัชญามหายาน และปรัชญาศาสนาพราหมณ์- ฮินดูติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี การบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนใหญ่ของพุทธปรัชญามหายานผ่านตำราซึ่งเป็นเอกสารประกอบคำสอนและการฟังบรรยายของอาจารย์ผู้สอนเป็นหลัก
ดังนั้น ความรู้ของนิสิตมาจาการอ่านตำราและฟังคำบรรยายของอาจารย์ในห้องเรียนยังไม่เพียงพอ ที่จะสร้างสร้างความนึกคิดและจินตนาการ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจพุทธปรัชญามหายานได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากนิสิตต้องเข้าใจวิธีการคิด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในแนวคิดทางปรัชญาและเพื่อให้สามารถจินตนาการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในวิถีชีวิตของผู้ศึกษาได้การประสบความสำเร็จในชีวิตของหน้าที่การงานนั้น แค่การทำงานแลกเปลี่ยนเป็นเงินเดือนนั้นยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต การมีทรัพย์เงิน ทอง บ้านตากอากาศ คอนโดมิเนี่ยมและมีทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์มากมายก็ตาม สิ่งเหล่านี้แค่อำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตเท่านั้นแต่ใช่จะเป็นชีวิตที่มีความสุขแต่อย่างใด
เมื่อประสบความสำเร็จมากเท่าใด ย่อมเกิดอัตตามากไม่มีเพื่อนฝูงคบหาย่อมสภาวะซึ่มเศร้าได้ สุดท้ายชีวิตก็ตายอย่างเดียวดายอยู่ดีเมื่อชีวิตมนุษย์ต้องความสุขและความสงบสุขในการใช้ชีวิต การให้จิตจมปลักความทุกข์ที่เกิดจากความผิดพลาดในอดีต ทำให้เสียเวลาและเสียโอกาสในการบำเพ็ญเพียรเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

๓. ปัญหาต้องวิเคราะห์ว่าปราสาทบายน สร้างขึ้น ตามแนวคิดของปรัชญาศาสนาใด ใครเป็นผู้สร้าง เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาข้อมูลพอสมควร เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของเหตุผลจากความคิดของมนุษย์นั้น จุดเริ่มต้นของความเชื่อมนุษย์ในเรื่องเทพเจ้า เทวดา เป็นความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่จะผัสสะ แต่มนุษย์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาเหตุผลของคำตอบดังปรากฎหลักฐานของข้อความในพระไตรปิฎกหลายฉบับดัวยกัน พุทธปรัชญามหายานนั้น แนวความคิดของความเชื่อว่าเป็นความจริงในปราสาทบายนธรรมชาติของมนุษย์มีความทุกข์เกิดขี้นในชีวิตเสมอเพราะมนุษย์จิตรับรู้สิ่งที่มากระทบอินทรีย์๖ ย่อมเกิดความไม่พอใจ คับแค้นใจสั่งสมเป็นความรู้ในจิตมนุษย์อยู่เสมอ ๆ เช่นเดียวกัน ในขณะมนุษย์มีความทุกข์ เป็นประสบการณ์ของชีวิตที่จิตมนุษย์ต้องการความเปลื่ยนแปลง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่าเช่นเดียวกันทุกคนมีความเชื่อว่า เป็นความจริงว่ามีเหตุปัจจัยให้ทำตนประสบความสำเร็จในชีวิตเหตุปัจจัยนั้นมากเหตุภายในและภายนอกชีวิต.
๓.๑ ปัจจัยภายนอกได้แก่ สิ่งที่มีอำนาจเหนือตนเองและอยู่เหนือประสาทสัมผัสขึ้นไปได้แก่องค์มหาเทพต่าง ๆที่บันดาลให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ต่าง ๆ รวมทั้งบรรลุถึงความฝันของตนเอง เมื่อเราศึกษาในรายละเอียดของแนวคิดเกี่ยวกับการก่อสร้างปราสาทบายนนั้น เราพบหลักฐานเบื้องต้นว่าปราสาทบายนแห่งนี้สร้างขึ้นมาจากแนวคิดของพุทธปรัชญามหายานที่มีแนวความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีสภาวะของความเป็นพุทธะอยู่ในจิตของตนกล่าวคือมนุษย์ทุกคนสามารถบำเพ็ญเพียรตนเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อจิตบรรลุถึงสภาวะของความเป็นพุทธะได้ ในปราสาทบายนนั้นผู้บำเพ็ญเพียรพระโพธิสัตว์ในปราสาทบายนคือพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรเขรโบราณในปี พ.ศ. ๒๗๒๔ ปราสาทบายนเป็นสถานที่แห่งความจริง ตามแนวคิดของพุทธปรัชญามหายานเป็นทั้งศาสตร์และศิลปศาสตร์กล่าวคือ เป็นการจำลองแดนพุทธภูมิเพื่อปฏฺิบัติธรรมของพระโพธิสัตว์เพื่อจิตรู้แจ้งสู่สภาวะของความเป็นพุทธเพราะในตัวปราสาทประธานบายน จึงเป็นสถานที่สวดมนต์และทำสมาธิเท่านั้นจะนำชีวิตไปสู่ความเป็นพุทธะได้.
๒.ปราสาทบายนในฐานะสื่อนำไป "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
แม้พยานวัตถุ รูปทรงสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ของปราสาทบายน จะเป็นเพียง "สมมติสัจจะ"(ความจริงระับปรากฏการณ์ทีมนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น) แต่เป้าหมายทางอภิปรัชญาตามแนวคิดมหายาน คือ การใช้สมมติสัจจะเหล่านั้นเป็น "อุบาย"หรือเครื่องมือนำจิตของมนุษย์มนุษย์ไปสู่ "ปรมัตถ์สัจจะ" อันเป็นความจริงแท้ขั้นสูงสุด ดังนี้
๒.๑ การจำลองพุทธภูมิบนปราสาทบายนเพื่อสภาวะพุทธะ ตามหลักพุทธปรัชญามหายาน จิตของมนุษย์ทุกคนมี "สภาวะจิตพุทธะ" (พุทธตา) หรือศักยภาพที่จะบำเพ็ญเพียรเป็นพระโพธิสัตว์ การสร้างปราสาทบายนในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จึงเป็นการจำลองพุทธภูมิบนโลกมนุษย์ เพื่อใช้เป็นสถานที่สวดมนต์ ทำสมาธิและน้อมจิตให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของโลกธรรม ๘(ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขและความเสื่อม) รวมถึงความบีบคั้นทางสังคม ซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์และการจมปลักในอดีต
๒.๒ การข้ามพ้นจากรูปธรรมสู่ความรู้แจ้ง เมื่อเราเพิ่งมองพระพักตร์อันสงบของพระโพธิสัตว์ ณ ปราสาทบายน ไม่ใช่การอ้อนเทพเจ้าภายนอก(เทวนิยม) แต่เป็นการย้อนกลับมาพิจารณาภายในจิตใจ การตระหนักรู้ในอนิจจังของปราสาทที่สึกกร่อนตามกาลเวลา ช่วยให้จิตปล่อยวาง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้นเช่นปราสาทบายน) น้อมเข้าสู่ความจริงแท้ที่ไม่ดับสูญคือ ปรมัตถ์สัจจะ(เช่นสภาวะนิพพาน หรือจิตแห่งพุทธภาวะ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น