The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ปัญหาอภิปรัชญาของปราสาทบายนในมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ

   ปัญหาอภิปรัชญาของปราสาทบายนในมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ 

(The Metaphysical Problems of  Bayon Castle in Buddhaphum Philosophy ) 


บทนำ ขอบเขตอภิปรัชญาและระดับแห่งความจริง

           ในทางอภิปรัชญา (Meataphysics)  การแสวงหาความจริงของมนุษยชาติ  โลก  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคม และ สภาวะเหนือธรรมชาติ( การดำรงอยู่ของเทพเจ้า)  ตามแนวคิดอภิปรัชญานั้น เราสามารถพิจารณาเกณฑ์ตัดสินความจริง  ๒ ระดับได้แก่   ๑. "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) ๒."ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)   

            ๑. "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติ) คือความจริงระดับปรากฏการณ์   ความรู้สื่อสารผ่านภาษา สัญญลักษณ์  สถาปัตยกรรม และการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (ผ่านอายตนะภายใน) 

          ๒.ปรมัตถ์สัจจะ (Ultimate Truth) คือความจริงแท้ขั้นสูงสุด  สภาวะที่พ้นจากมโนทัศน์สมมติ  เป็นความรู้แจ้ง (พุทธะ) ที่จิตเข้าถึงสัจธรรม (ความหลุดพ้น) 

การวิเคราะห์ปราสาทบายน  จึงไม่ใช่เพียงการมองสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์  แต่คือการตั้งคำถามทางอภิปรัชญาว่าสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัตถุสะท้อนถึงความจริงขั้นสูงสุดได้อย่างไร ?

๑.ปราสาทบายนในฐานะ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติร่วมกันสมมติขึ้น หรือความระดับปรากฏการณ์) 

         ปราสาทบายนดำรงอยู่ในฐานะความจริงระดับสมมติ   ผ่านมิติทางประวัติ  กายภาพและการรับรู้ดังนี้คือ

           ๑.๑ สถาปัตยกรรมและมโนทัศน์จักรวาล   เมื่อศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น     ปราสาทบายนถูกต้องขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  (ประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๒)   เพื่อเป็นศูนย์กลางของนครธม โดยจำลองสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล การใช้หินทราย การสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(หรือพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่๗) เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อสื่อถึงสภาวะทางศาสนา

       ๑.๒ข้อจำกัดทางอายตนะภายใน (ญาณวิทยาในสมมติ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเรียนรู้ปราสาทบายนผ่านตำราประวัติศาสตร์ภาพถ่าย หรือ สื่อสังคมออนไลน์ เป็นการรับรู้อายตนะภายใน   (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)  เกี่ยวกับปราสาทบายนและสั่งสมเรื่องราวของปราสาทบายนเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ แต่เป็นการรับรู้ผ่านอายตนะภายในอย่างมีข้อจำกัดและมอคติ   มนุษย์จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงได้ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ โดยการอนุมานความรู้แล้วใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงนั้น  เยี่ยมชมปราสาทบายนเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙  เวลา ๐๕.๐๐ น. ผู้เขียนกับคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตระดับปริญญาโทของหลักสูตรพุทธศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนาจำนวน ๔๐ รูป/คน ไปทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เมืองเสียมราฐ กัมพูชา โดยคณะของเราออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตนครราชสีมา ไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องจอมตั้งอยู่ที่บ้านด่านพัฒนา ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์ ใช้เวลา ๕ ชั่วโมง ๑๔ นาที ถึงเมืองเสียมราฐ  ประเทศกัมพูชา เพื่อทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรนี้ เกี่ยวกับวิชาพุทธปรัชญามหายานและวิชาปรัชญาศาสนาฮินดู  

           การเดินทางไปสัมผัสสถานที่จริง  ณ   เมืองเสียมราฐ      เพื่อทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาปรัชญา และพระพุทธศาสนา ตามเนื้อหาของหลักสูตร มีการเปิดสอนวิชาพุทธปรัชญามหายาน และปรัชญาศาสนาพราหมณ์- ฮินดูติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี  การบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนใหญ่ของพุทธปรัชญามหายานผ่านตำราซึ่งเป็นเอกสารประกอบคำสอนและการฟังบรรยายของอาจารย์ผู้สอนเป็นหลัก

          ดังนั้น ความรู้ของนิสิตมาจาการอ่านตำราและฟังคำบรรยายของอาจารย์ในห้องเรียนยังไม่เพียงพอ     ที่จะสร้างสร้างความนึกคิดและจินตนาการ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจพุทธปรัชญามหายานได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากนิสิตต้องเข้าใจวิธีการคิด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในแนวคิดทางปรัชญาและเพื่อให้สามารถจินตนาการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์  ในวิถีชีวิตของผู้ศึกษาได้การประสบความสำเร็จในชีวิตของหน้าที่การงานนั้น    แค่การทำงานแลกเปลี่ยนเป็นเงินเดือนนั้นยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต  การมีทรัพย์เงิน ทอง  บ้านตากอากาศ คอนโดมิเนี่ยมและมีทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์มากมายก็ตาม สิ่งเหล่านี้แค่อำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตเท่านั้นแต่ใช่จะเป็นชีวิตที่มีความสุขแต่อย่างใด 

            เมื่อประสบความสำเร็จมากเท่าใด    ย่อมเกิดอัตตามากไม่มีเพื่อนฝูงคบหาย่อมสภาวะซึ่มเศร้าได้ สุดท้ายชีวิตก็ตายอย่างเดียวดายอยู่ดีเมื่อชีวิตมนุษย์ต้องความสุขและความสงบสุขในการใช้ชีวิต  การให้จิตจมปลักความทุกข์ที่เกิดจากความผิดพลาดในอดีต ทำให้เสียเวลาและเสียโอกาสในการบำเพ็ญเพียรเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

         ๓. ปัญหาต้องวิเคราะห์ว่าปราสาทบายน สร้างขึ้น ตามแนวคิดของปรัชญาศาสนาใด  ใครเป็นผู้สร้าง เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาข้อมูลพอสมควร     เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของเหตุผลจากความคิดของมนุษย์นั้น จุดเริ่มต้นของความเชื่อมนุษย์ในเรื่องเทพเจ้า เทวดา เป็นความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่จะผัสสะ  แต่มนุษย์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาเหตุผลของคำตอบดังปรากฎหลักฐานของข้อความในพระไตรปิฎกหลายฉบับดัวยกัน พุทธปรัชญามหายานนั้น แนวความคิดของความเชื่อว่าเป็นความจริงในปราสาทบายนธรรมชาติของมนุษย์มีความทุกข์เกิดขี้นในชีวิตเสมอเพราะมนุษย์จิตรับรู้สิ่งที่มากระทบอินทรีย์๖ ย่อมเกิดความไม่พอใจ คับแค้นใจสั่งสมเป็นความรู้ในจิตมนุษย์อยู่เสมอ ๆ เช่นเดียวกัน ในขณะมนุษย์มีความทุกข์ เป็นประสบการณ์ของชีวิตที่จิตมนุษย์ต้องการความเปลื่ยนแปลง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่าเช่นเดียวกันทุกคนมีความเชื่อว่า    เป็นความจริงว่ามีเหตุปัจจัยให้ทำตนประสบความสำเร็จในชีวิตเหตุปัจจัยนั้นมากเหตุภายในและภายนอกชีวิต.  

           ๓.๑ ปัจจัยภายนอกได้แก่  สิ่งที่มีอำนาจเหนือตนเองและอยู่เหนือประสาทสัมผัสขึ้นไปได้แก่องค์มหาเทพต่าง ๆที่บันดาลให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ต่าง ๆ  รวมทั้งบรรลุถึงความฝันของตนเอง เมื่อเราศึกษาในรายละเอียดของแนวคิดเกี่ยวกับการก่อสร้างปราสาทบายนนั้น   เราพบหลักฐานเบื้องต้นว่าปราสาทบายนแห่งนี้สร้างขึ้นมาจากแนวคิดของพุทธปรัชญามหายานที่มีแนวความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีสภาวะของความเป็นพุทธะอยู่ในจิตของตนกล่าวคือมนุษย์ทุกคนสามารถบำเพ็ญเพียรตนเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อจิตบรรลุถึงสภาวะของความเป็นพุทธะได้  ในปราสาทบายนนั้นผู้บำเพ็ญเพียรพระโพธิสัตว์ในปราสาทบายนคือพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗       ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรเขรโบราณในปี พ.ศ. ๒๗๒๔ ปราสาทบายนเป็นสถานที่แห่งความจริง ตามแนวคิดของพุทธปรัชญามหายานเป็นทั้งศาสตร์และศิลปศาสตร์กล่าวคือ    เป็นการจำลองแดนพุทธภูมิเพื่อปฏฺิบัติธรรมของพระโพธิสัตว์เพื่อจิตรู้แจ้งสู่สภาวะของความเป็นพุทธเพราะในตัวปราสาทประธานบายน จึงเป็นสถานที่สวดมนต์และทำสมาธิเท่านั้นจะนำชีวิตไปสู่ความเป็นพุทธะได้.  

๒.ปราสาทบายนในฐานะสื่อนำไป "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)

 แม้พยานวัตถุ รูปทรงสถาปัตยกรรม  และประวัติศาสตร์ของปราสาทบายน จะเป็นเพียง "สมมติสัจจะ"(ความจริงระับปรากฏการณ์ทีมนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น)  แต่เป้าหมายทางอภิปรัชญาตามแนวคิดมหายาน คือ การใช้สมมติสัจจะเหล่านั้นเป็น "อุบาย"หรือเครื่องมือนำจิตของมนุษย์มนุษย์ไปสู่ "ปรมัตถ์สัจจะ" อันเป็นความจริงแท้ขั้นสูงสุด  ดังนี้   

           ๒.๑ การจำลองพุทธภูมิบนปราสาทบายนเพื่อสภาวะพุทธะ ตามหลักพุทธปรัชญามหายาน  จิตของมนุษย์ทุกคนมี "สภาวะจิตพุทธะ" (พุทธตา) หรือศักยภาพที่จะบำเพ็ญเพียรเป็นพระโพธิสัตว์  การสร้างปราสาทบายนในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จึงเป็นการจำลองพุทธภูมิบนโลกมนุษย์ เพื่อใช้เป็นสถานที่สวดมนต์ ทำสมาธิและน้อมจิตให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของโลกธรรม ๘(ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขและความเสื่อม) รวมถึงความบีบคั้นทางสังคม  ซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์และการจมปลักในอดีต 

            ๒.๒  การข้ามพ้นจากรูปธรรมสู่ความรู้แจ้ง เมื่อเราเพิ่งมองพระพักตร์อันสงบของพระโพธิสัตว์ ณ  ปราสาทบายน ไม่ใช่การอ้อนเทพเจ้าภายนอก(เทวนิยม)  แต่เป็นการย้อนกลับมาพิจารณาภายในจิตใจ  การตระหนักรู้ในอนิจจังของปราสาทที่สึกกร่อนตามกาลเวลา  ช่วยให้จิตปล่อยวาง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้นเช่นปราสาทบายน)   น้อมเข้าสู่ความจริงแท้ที่ไม่ดับสูญคือ ปรมัตถ์สัจจะ(เช่นสภาวะนิพพาน หรือจิตแห่งพุทธภาวะ) 


         ๒.๓  การบูรณาการอภิปรัชญาและญาณวิทยาผ่านประสบการณ์ตรง 
ในทางญาณวิทยา การรับรู้ความจริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือตำราเรียนเป็นการรับรู้ทางอายตนะภายใน( หู ตา จมูก ลิ้น กายและใจ)  ที่มีข้อจำกัดและเป็นเพียงลกของมโนภาพ ที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น ยังไม่สมบรูณ์เพียงพอที่จะให้เข้าใจถึงความจริงได้ ขาดความรู้ของกลิ่น อุณหภูมิ และการผัสสะทางกาย ยังทำให้เกิดความสงสัยในความรู้ที่ได้ผัสสะเช่นเดิม 

ดังนั้นการเดินทางไปศึกษา  ณ  ในสถานที่จริงในนครธม  เมืองเสียมราฐ ทำให้ผู้ศึกษาสามารถใช้อินทรียสัมผัสครบถ้วน ทั้งการเห็น การได้ยินและการสัมผัสทางกาย เกิดเป็นประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงทฤษฎีเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยมเข้าด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพทางจิตปัญญา และข้ามพ้นความสงสัยในความริงแห่งชีวิตได้อย่างแท้จริง 



สรุปผ่านเกณฑ์ตัดสินความจริงที่สมเหตุสมผลได้ว่า ปัญหาอภิปรัชญาของปราสาทบายนชี้ให้เห็นว่าตัวปราสาทบายน  ศิลปะและประวัติศาสตร์ เป็นเพียง "สมมติสัจจะ"  ที่ถูกสร้างและรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส   แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสถาปัตยกรรมพุทธภูมินี้  คือการเป็นสพานเชื่อมให้ผู้ศึกษาน้อมนำจิตออกจากความทุกข์และการปลักเรื่องราวในอดีต   ยกระดับจิตใจจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสไปสู่การบรรลุปรมัตถสัจจะ อันเป็นความจริงแท้แห่งการหลุดพ้น



ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ