The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : รัฐสุวรรณภูมิในมุมมองพระไตรปิฎก

บทนำสู่"รัฐสุวรรณภูมิ"ในมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ
(Introduction to   Suvarnabhumi State in BuddhaBhumi Philosophy) 

๑.บทนำ

                         บทความนี้   มุ่งศึกษาและวิเคราะห์เชิงวิพากษ์เกี่ยวกับ   "ราชอาณาจักรสุวรรณภูมิ"  หรือ "สุวรรณภูมิรัฐ"        โดยอาศัยหลักฐานปฐมภูมิ (Primary  Sources)   จากพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)    คัมภีร์อรรถกถา  (เช่นสมันตปาสาทิกา        และมหาวงศ์)    ตลอดจนพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งทางโบราณคดีและจารึกโบราณ

เมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาช่วง พ.ศ.๒๑๙ (ราว ๒๘๓ ก่อนคริสตกาล)                 หรือราวสองศตวรรษหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า   สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ    พระองค์ทรงรวบรวมแว่นแคว้นทั่วอนุทวีปอินเดีย    ตลอดจนครอบคลุมพื้นที่ในเนปาล  ปากีสถาน  อัฟกานิสถานในปัจจุบัน       ทว่าปฐมบทแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรนี้       กลับต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของประชาราษฎร์       โดยเฉพาะในสมรภูมิครั้งสุดท้าย  ณ  อาณาจักรกาลิงคะ   (Kalinga)    ที่กองทัพทั้งสองฝ่ายต่างหักหาญกันอย่างอำมหิต   นำไปสู่การสูญเสียชีวิตมนุษย์นับแสนชีวิต 

 แม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับชัยชนะทางโลกในสงครามกาลิงคะ     กลับทิ้ง "บาดแผลทางใจ" (Trauma) ภาพการสังหารหมู่อันน่าสยดสยอง ไว้ในพระราชหฤทัย นำไปสู่ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Insomnia) อันเกิดจากบาดแผลทางใจ (Trauma)  ในเบื้องแรก       พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพึ่งพานักบวชในศาสนาพราหมณ์        ตามพระราชประเพณีเดิมของพระราชบิดา(พระเจ้าพินทุสาร)  เพื่อทำพิธีบูชายัญและขอพรจากเทวประสงค์ของพระพรหม     ทว่าเมื่อจักรพรรดิอโศกทรงทอดพระเนตรเห็นวัตรปฏิบัติอันขาดความสำรวมของบรรดานักบวชเหล่านั้น  พระองค์จึงทรงสูญเสียศรัท และทรงตระหนักว่าระบอบเทวธิปไตยแบบเดิม      ไม่อาจเยียวยาความทุกข์ภายในพระราชหฤทัยได้เลย  

๒.สามเณรนิโครธและการเปลี่ยนผ่านสัญชาติสู่ปัญญาปฏิบัติ
              

              จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางญาณวิทยาเกิดขึ้นในปีที่ ๘  แห่งการครองราชย์เมื่อจักรพรรดิอโศกทรงทอดพระเนตรเห็น"สามเณรนิโครธ"  ผู้มีอิริยาบถอันสงบขณะออกบิณฑบาต   พระองค์จึงทรงนิมนต์สามเณรเข้าสู่พระราชวังปาฏลีบุตร         ในโอกาสนั้นเอง  สามเณรนิโครธจึงได้ถวายพระธรรมเทศนาโปรดพระองค์ด้วย   "อัปปมาทธรรม" (หลักความไม่ประมาท)"              ชี้ให้เห็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและดำเนินตาม " อริยมรรคมีองค์ ๘ "   เพื่อดับทุกข์ที่กัดกร่อนจิตใจ      

 การสดับฟังธรรมครั้งนั้น  ส่งผลให้จักรพรรดิอโศกทรง  "ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ"  อย่างแรงกล้า ทรงรักษาศีล     เจริญสมาธิภาวนา  และถวายมหาสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์นับแสนรูปทุกวัน ณ พระราชวังปาฏลีบุตรเพื่อขจัดอคติและอารมณ์แห่งตกค้างจากสงคราม  ยิ่งไปกว่านั้น   ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตการณ์สังฆมณฑล             จากการที่มีเดียรถีย์ (นักบวชลัทธิอื่น)        ปลอมตัวเข้ามาบวช เพื่อลาภสักการะและทำพิธีบูชายัญจนทำลายศรัทธาของประชาชน            จักรพรรดิอโศกจึงทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกในการ   "ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓  ณ  วัดอโศการาม  เมืองปัฏตาลีบุตร  โดยพระโมัคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประธาน  

การสังคายนาครั้งนี้  มีนัยสำคัญยิ่งในทางสังคมวิทยา   เพราะเป็นการปฏิรูปสังคมชมพูทวีปครั้งใหญ่    ทลายระบบวรรณะของพราหมณ์และเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกสามารถศึกษา "กฎธรรมชาติ"    เพื่อเข้าถึงทั้ง "สมมติสัจจะ"  (ความจริงระดับปรากฏการณ์ที่มนุษย์สมมติขึ้น)    และ "ปรมัตถ์สัจจะ"  (ความจริงขั้นสูงสุด)  ได้อย่างเท่าเที่ยมกันตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  

๓.ยุคทองแห่งการเผยแผ่ธรรมและร่องรอยการสืบค้น "รัฐสุวรรณภูมิ"  

                  ยุคทองแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง  หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓  จักรพรรดิอโศกทรงเสด็จจาริกแสวงบุญเพื่อสืบค้นและปฏิสังขรณ์  "สังเวชนียสถานทั้ง ๔  ตำบล"  โดยพระองค์ทรงใช้เวลาสืบค้นอยู่นานถึง ๒๒ ปี พร้อมทรงส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระศาสนารวม ๙ สาย    โดยสายที่ ๘ นำโดยพระโสนะเถระและพระอุตตระเถระได้จาริกมายังดินแดน"สุวรรณภูมิ" 

ในเชิงวิชาการ แม้เราจะคุ้นเคยกับข้อสันนิษฐานเดิมที่ว่า สุวรรณภูมิ คือ "นครปฐมหรือ "อู่ทอง                 ในไทย "เมืองสะเทิม" ในพม่า หรือครอบคลุมไปถึงคาบสมุทรมลายู และชวา หากพิจารณาตามหลักญาณวิทยาในพระพุทธศาสนา การตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญาพุทธภูมิ   ถือเป็นจุดเริ่มต้น การแสวงหาความจริง 

ทว่า......หากพิจารณาตามหลัก"ญาณวิทยาพุทธภูมิ" แล้ว   คำถามที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากความไม่รู้"      เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาด้วยจิตใจปราศจากอคติ            คำถามสำคัญที่ยังคงท้าทายสติปัญญาของนักปรัชญา และนักประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัยคือ           "แท้จริงแล้วรัฐสุวรรณะภูมิอันรุ่งเรืองนี้ตั้งอยู่ที่พิกัดใดบนโลกใบนี้กันแน่ ?"

บ้างว่าคือ "นครปฐม"  หรือ  "อู่ทอง"       ในดินแดนสยาม บ้างว่าคือ  "เมืองสะเทิม"    ในสหภาพเมียนมาร์    หรือกินอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งคาบสมุทรมาลายูและชวา       ในเมื่อประสาทสัมผัส (อายตนะภายใน) ของมนุษย์ปุถุชนล้วนมีข้อจำกัด       และมีแนวโน้มที่จะมีอคติ (โมหะ) ครอบงำเนื่องจากความไม่รู้  (อวิชชา)       ของตนเอง  ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิดทางประวัติศาสตร์    ขาดปัญญาที่จะเห็น       "ความจริงที่สมมติขึ้น  (สมมติสัจจะ)         และความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ)  ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ของบริบททางสังคม   

เมื่อนักวิชาการซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์พยายามอธิบายพิกัดและที่ตั้งของ "รัฐสุวรรณภูมิ"     โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาของพวกเขา  คล้ายคลึงกับนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล     บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง  บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง  เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "พิกัดที่ตั้งของรัฐสุวรรณภูมิ"  ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน   วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ     จะทรงไม่ยอมรับความคิดเห็นโดยปฏิภาณเชิงตรรกะนั้นว่า    เป็นความจริงแท้ และจะไม่ยอมรับบุคคลเหล่านั้นเป็นพยาน เพื่อยืนยันความจริง   

แต่การยอมรับว่า     "ตนเองยังไม่รู้" ไม่ใช่ความล้มเหลว     ตรงกันข้าม มันคือแรงบันดาลใจ         ที่จุดประกายจิตวิญญาณของผู้เขียนรักในแสวงหาความรู้อีกต่อไป    ด้วยเหตุนี้ในการศึกษาเรื่อง       "รัฐสุวรรณภูมิ" ผู้เขียนจึงยึดมั่นในระบบวิธีวิทยา (Methodology)  และกาลามสูตรอย่างเคร่งครัด   กล่าวคือ :    เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงที่บอกเล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน    คัมภีร์หรือข่าวลือ        เราไม่ควรเชื่อโดยทันที  แต่ต้องตั้งข้อสงสัยทางปรัชญาเสียก่อน  จากนั้นจึงดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง   และรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์  ทั้งพยานวัตถุ  พยานเอกสาร และข้อมูลดิจิทัล  

เมื่อรวบรวมข้อมูลได้เพียงพอแล้ว   ผู้เขียนจะวิเคราะห์หลักฐาน  ผ่านกระบวนการอนุมานเชิงตรรกะ    เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับ "รัฐสุวรรณภูมิ"  ในเชิงวิทยาศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับโลกทางพุทธศาสนานี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งใน ๒   มิติหลัก :  

              ๑. มิติงานเผยแผ่  : เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงให้แก่พระธรรมทูตในการนำไปอธิบายและบรรยายให้แก่ผู้แสวงบุญ  ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลในอินเดียและเนปาล  ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  อย่างมีเอกภาพ 

               ๒.มิติงานวิชาการ :         เป็นต้นแบบกระบวนการวิเคราะห์ความจริงให้แก่นักศึกษาระดับบัณฑิต (ปริญญาโท-ปริญญาเอก)    ในการวิเคราะห์พยานหลักฐาน       เพื่อสมมติฐานทางงานวิจัยให้ชัดเจน โปร่งใสและผ่านเกณฑ์ตัดสินความรู้สากล 

๔.บทสรุป : บูรณาการปรัชญา        วิทยาศาสตร์ และการเยี่ยวยาสังคมร่วมสมัย     

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งปรัชญา    พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ต่างมีจุดร่วมกัน คือ เริ่มต้นจาก "ความสงสัย" และเรียนรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกาย         ทว่าวิทยาศาสตร์ภูมิและเทคโนโลยี่สมัยใหม่แม้จะสามารถสร้างแผนที่ดิจิทัลหรือนวัตกรรมอันล้ำสมัยเพียงใด ก็ยังไม่สามารถสร้างเครืองมือมาขจัดกิเลส ตัณหา    หรืออคติออกจากจิตใจได้    การบรรลุศักยภาพสูงสุดของชีวิตและการเข้าถึง"ปรมัตถ์สัจจะ" ยังคงต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่าน  "อริยมรรคมีองค์ ๘ " ด้วยตนเองเท่านั้น        

ในโลกยุคใหม่ที่มนุษย์มีเพียบพร้อมด้วยปัจจัย ๔     แต่หลายคนกลับดำเนินชีวิตด้วยความประมาท       ขาดปัญญาแยกแยะความจริงระดับประสาทสัมผัส (สมมติสัจจะ)  จนชีวิตปกคลุมด้วยความมืดมิด  หันไปพึ่งพาอบายมุขและสารเสพติด            ทำลายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  จนรัฐบาลทั่วโลก ต้องนำหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา             ไปประยุกต์บัญญัติเป็นกฎหมายและประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด    

             การเขียนบล็อคปรัชญาพุทธภูมินี้ของผู้เขียน ไม่ใช่เพียงการคัดลอกตำราเก่าๆ     แต่เป็นการใช้เครื่องมือทางปรัชญาร่วมกับภาษาการวิจัยอันสละสลวย        เพื่อเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการที่แห้งแล้งให้เป็นภาพที่ชัดเจน    และปัญญาปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง  ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านตื่นรู้จากอคติ           มีความเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ"  ท้ายที่สุดนำทางชีวิตและสังคมร่วมสมัยไปสู่การหลุดพ้นจากความมืดมิดทางจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรมสืบไป 


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ