บทนำสู่"รัฐสุวรรณภูมิ"ในมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ
(Introduction to Suvarnabhumi State in BuddhaBhumi Philosophy)
๑.บทนำ
บทความนี้ มุ่งศึกษาและวิเคราะห์เชิงวิพากษ์เกี่ยวกับ "ราชอาณาจักรสุวรรณภูมิ" หรือ "สุวรรณภูมิรัฐ" โดยอาศัยหลักฐานปฐมภูมิ (Primary Sources) จากพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) คัมภีร์อรรถกถา (เช่นสมันตปาสาทิกา และมหาวงศ์) ตลอดจนพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งทางโบราณคดีและจารึกโบราณ
เมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาช่วง พ.ศ.๒๑๙ (ราว ๒๘๓ ก่อนคริสตกาล) หรือราวสองศตวรรษหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ พระองค์ทรงรวบรวมแว่นแคว้นทั่วอนุทวีปอินเดีย ตลอดจนครอบคลุมพื้นที่ในเนปาล ปากีสถาน อัฟกานิสถานในปัจจุบัน ทว่าปฐมบทแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรนี้ กลับต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของประชาราษฎร์ โดยเฉพาะในสมรภูมิครั้งสุดท้าย ณ อาณาจักรกาลิงคะ (Kalinga) ที่กองทัพทั้งสองฝ่ายต่างหักหาญกันอย่างอำมหิต นำไปสู่การสูญเสียชีวิตมนุษย์นับแสนชีวิต

แม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับชัยชนะทางโลกในสงครามกาลิงคะ กลับทิ้ง "บาดแผลทางใจ" (Trauma) ภาพการสังหารหมู่อันน่าสยดสยอง ไว้ในพระราชหฤทัย นำไปสู่ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Insomnia) อันเกิดจากบาดแผลทางใจ (Trauma) ในเบื้องแรก พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพึ่งพานักบวชในศาสนาพราหมณ์ ตามพระราชประเพณีเดิมของพระราชบิดา(พระเจ้าพินทุสาร) เพื่อทำพิธีบูชายัญและขอพรจากเทวประสงค์ของพระพรหม ทว่าเมื่อจักรพรรดิอโศกทรงทอดพระเนตรเห็นวัตรปฏิบัติอันขาดความสำรวมของบรรดานักบวชเหล่านั้น พระองค์จึงทรงสูญเสียศรัท และทรงตระหนักว่าระบอบเทวธิปไตยแบบเดิม ไม่อาจเยียวยาความทุกข์ภายในพระราชหฤทัยได้เลย
๒.สามเณรนิโครธและการเปลี่ยนผ่านสัญชาติสู่ปัญญาปฏิบัติ
การสังคายนาครั้งนี้ มีนัยสำคัญยิ่งในทางสังคมวิทยา เพราะเป็นการปฏิรูปสังคมชมพูทวีปครั้งใหญ่ ทลายระบบวรรณะของพราหมณ์และเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกสามารถศึกษา "กฎธรรมชาติ" เพื่อเข้าถึงทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับปรากฏการณ์ที่มนุษย์สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) ได้อย่างเท่าเที่ยมกันตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
๓.ยุคทองแห่งการเผยแผ่ธรรมและร่องรอยการสืบค้น "รัฐสุวรรณภูมิ"
ยุคทองแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ จักรพรรดิอโศกทรงเสด็จจาริกแสวงบุญเพื่อสืบค้นและปฏิสังขรณ์ "สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล" โดยพระองค์ทรงใช้เวลาสืบค้นอยู่นานถึง ๒๒ ปี พร้อมทรงส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระศาสนารวม ๙ สาย โดยสายที่ ๘ นำโดยพระโสนะเถระและพระอุตตระเถระได้จาริกมายังดินแดน"สุวรรณภูมิ"
ในเชิงวิชาการ แม้เราจะคุ้นเคยกับข้อสันนิษฐานเดิมที่ว่า สุวรรณภูมิ คือ "นครปฐมหรือ "อู่ทอง ในไทย "เมืองสะเทิม" ในพม่า หรือครอบคลุมไปถึงคาบสมุทรมลายู และชวา หากพิจารณาตามหลักญาณวิทยาในพระพุทธศาสนา การตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญาพุทธภูมิ ถือเป็นจุดเริ่มต้น การแสวงหาความจริง
ทว่า......หากพิจารณาตามหลัก"ญาณวิทยาพุทธภูมิ" แล้ว คำถามที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากความไม่รู้" เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาด้วยจิตใจปราศจากอคติ คำถามสำคัญที่ยังคงท้าทายสติปัญญาของนักปรัชญา และนักประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัยคือ "แท้จริงแล้วรัฐสุวรรณะภูมิอันรุ่งเรืองนี้ตั้งอยู่ที่พิกัดใดบนโลกใบนี้กันแน่ ?"

บ้างว่าคือ "นครปฐม" หรือ "อู่ทอง" ในดินแดนสยาม บ้างว่าคือ "เมืองสะเทิม" ในสหภาพเมียนมาร์ หรือกินอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งคาบสมุทรมาลายูและชวา ในเมื่อประสาทสัมผัส (อายตนะภายใน) ของมนุษย์ปุถุชนล้วนมีข้อจำกัด และมีแนวโน้มที่จะมีอคติ (โมหะ) ครอบงำเนื่องจากความไม่รู้ (อวิชชา) ของตนเอง ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิดทางประวัติศาสตร์ ขาดปัญญาที่จะเห็น "ความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) และความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ) ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ของบริบททางสังคม
เมื่อนักวิชาการซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์พยายามอธิบายพิกัดและที่ตั้งของ "รัฐสุวรรณภูมิ" โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาของพวกเขา คล้ายคลึงกับนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "พิกัดที่ตั้งของรัฐสุวรรณภูมิ" ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จะทรงไม่ยอมรับความคิดเห็นโดยปฏิภาณเชิงตรรกะนั้นว่า เป็นความจริงแท้ และจะไม่ยอมรับบุคคลเหล่านั้นเป็นพยาน เพื่อยืนยันความจริง

แต่การยอมรับว่า "ตนเองยังไม่รู้" ไม่ใช่ความล้มเหลว ตรงกันข้าม มันคือแรงบันดาลใจ ที่จุดประกายจิตวิญญาณของผู้เขียนรักในแสวงหาความรู้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ในการศึกษาเรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิ" ผู้เขียนจึงยึดมั่นในระบบวิธีวิทยา (Methodology) และกาลามสูตรอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ : เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงที่บอกเล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน คัมภีร์หรือข่าวลือ เราไม่ควรเชื่อโดยทันที แต่ต้องตั้งข้อสงสัยทางปรัชญาเสียก่อน จากนั้นจึงดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งพยานวัตถุ พยานเอกสาร และข้อมูลดิจิทัล
เมื่อรวบรวมข้อมูลได้เพียงพอแล้ว ผู้เขียนจะวิเคราะห์หลักฐาน ผ่านกระบวนการอนุมานเชิงตรรกะ เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับ "รัฐสุวรรณภูมิ" ในเชิงวิทยาศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับโลกทางพุทธศาสนานี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งใน ๒ มิติหลัก :
๑. มิติงานเผยแผ่ : เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงให้แก่พระธรรมทูตในการนำไปอธิบายและบรรยายให้แก่ผู้แสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลในอินเดียและเนปาล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างมีเอกภาพ
๒.มิติงานวิชาการ : เป็นต้นแบบกระบวนการวิเคราะห์ความจริงให้แก่นักศึกษาระดับบัณฑิต (ปริญญาโท-ปริญญาเอก) ในการวิเคราะห์พยานหลักฐาน เพื่อสมมติฐานทางงานวิจัยให้ชัดเจน โปร่งใสและผ่านเกณฑ์ตัดสินความรู้สากล
๔.บทสรุป : บูรณาการปรัชญา วิทยาศาสตร์ และการเยี่ยวยาสังคมร่วมสมัย
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ต่างมีจุดร่วมกัน คือ เริ่มต้นจาก "ความสงสัย" และเรียนรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกาย ทว่าวิทยาศาสตร์ภูมิและเทคโนโลยี่สมัยใหม่แม้จะสามารถสร้างแผนที่ดิจิทัลหรือนวัตกรรมอันล้ำสมัยเพียงใด ก็ยังไม่สามารถสร้างเครืองมือมาขจัดกิเลส ตัณหา หรืออคติออกจากจิตใจได้ การบรรลุศักยภาพสูงสุดของชีวิตและการเข้าถึง"ปรมัตถ์สัจจะ" ยังคงต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่าน "อริยมรรคมีองค์ ๘ " ด้วยตนเองเท่านั้น
ในโลกยุคใหม่ที่มนุษย์มีเพียบพร้อมด้วยปัจจัย ๔ แต่หลายคนกลับดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ขาดปัญญาแยกแยะความจริงระดับประสาทสัมผัส (สมมติสัจจะ) จนชีวิตปกคลุมด้วยความมืดมิด หันไปพึ่งพาอบายมุขและสารเสพติด ทำลายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จนรัฐบาลทั่วโลก ต้องนำหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา ไปประยุกต์บัญญัติเป็นกฎหมายและประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด
การเขียนบล็อคปรัชญาพุทธภูมินี้ของผู้เขียน ไม่ใช่เพียงการคัดลอกตำราเก่าๆ แต่เป็นการใช้เครื่องมือทางปรัชญาร่วมกับภาษาการวิจัยอันสละสลวย เพื่อเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการที่แห้งแล้งให้เป็นภาพที่ชัดเจน และปัญญาปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านตื่นรู้จากอคติ มีความเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ" ท้ายที่สุดนำทางชีวิตและสังคมร่วมสมัยไปสู่การหลุดพ้นจากความมืดมิดทางจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรมสืบไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น