The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ  :  รัฐสุวรรณภูมิในพระไตรปิฎก
Introduction to BuddhaBhumi Philosophy :  Suvarnabhumi State in Tipitaka 

๑.บทนำ

                         บทความนี้        มุ่งเน้นการศึกษาเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับ   "ราชอาณาจักรสุวรรณภูมิ"  หรือ "สุวรรณภูมิรัฐ    โดยอาศัยหลักฐานปฐมภูมิ (Primary  Sources)   จากเอกสารในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  คัมภีร์อรรถกถา      ตลอดจนการสืบค้นข้อมูลเชิงประจักษ์จากพยานเอกสารดิจิทัลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ    หากย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา     ช่วงเวลาประมาน พ.ศ.๒๑๙ ( หรือราว๒๘๓ก่อนคศ.๗   ปี           หลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ภายใต้การนำจักรพรรดิอโศก (พระเจ้าอโศกมหาราช)แห่งราชวงศ์โมริยะ   พระองค์ทรงแผ่พระราชอำนาจและทำสงครามรวบรวมแว่นแคว้นในอนุทวีปอินเดีย        รวมถึงพื้นที่ในเนปาล         ปากีสถาน  อัฟกานิสถานในปัจจุบัน           ทว่าปฐมบทแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรนี้          กลับต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของประชาราษฎร์   โดยเฉพาะในสมรภูมิครั้งสุดท้าย  ณอาณาจักรกาลิงคะ   (Kalinga)  ที่กองทัพทั้งสองฝ่าย         เข้าหักหาญกันอย่างโหดเหี้ยม   นำไปสู่การสูญเสียกำลังพล และชีวิตมนุษย์นับนับแสนชีวิต 

                        แม้ชัยชนะในสงครามกาลิงคะจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทางโลก แต่ความโหดร้าย  และภาพการสังหารหมู่ในสมกรภูมิ     กลับกลายเป็น             "หลักฐานทางอารมณ์" (Emotional Evidence)         ที่จาริกแน่นอยู่ในพระทัยของจักรพรรดิอโศก            ในยามบรรทม   ภาพอันน่าสหยดสยองเหล่านั้น  ยังคงเวียนวนมาหลอกหลอนสะเทือนพระทัย     พระองค์ทรงเผชิญกับภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Insomnia) อันเกิดจากบาดแผลทางใจในอดีตบีบคั้นภายในนี้เอง     ทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัย  หันหลังให้กับจิตวิญญาณ  นักรบอันดุดัน และออกแสวงหาความสงบระงับทางจิตวิญญาณอย่างเร่งด่วน          

                ในเบื้องแรก พระองค์ทรงนึกถึงพราหมณ์นิกายต่าง ๆ    ผู้เคยเป็นที่พึ่งของราชวงศ์โมริยะ         และพระเจ้าพินทุสาร พระบิดาซึ่งเป็นยุคที่อาณาจักรเมารยะยังประกาศบังคับใช้กฎหมายวรรณะอยู่  เพื่อเอื้อประโยชน์แก่พิธีกรรมบูชายัญ  เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ ผ่านเทวประสงค์ของพระพรหม          ทว่าเมื่อจักรพรรดิอโศกทรงทอดพระเนตรเห็นความประพฤติอันไม่เหมาะสม     และไม่สำรวมของบรรดานักบวชพราหมณ์เหล่านั้น  พระองค์จึงทรงสูญเสียศรัทธาลงโดยสิ้นเชิง และทรงตระหนักว่าระบอบเทวธิปไตยแบบเดิม    ไม่ใช่วิถีทางที่เยียวยาความทุกข์ภายในพระราชหฤทัยได้  

๒.สามเณรนิโครธและการเปลี่ยนผ่านสัญชาติสู่ปัญญาปฏิบัติ
              

           จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในทางญาณวิทยาของจักรพรรดิอโศกเกิดขึ้นในปีที่ ๘  แห่งการครองราชย์       เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็น "สามเณรนิโครธ"  ผู้มีอินทรีย์อันสงบและสง่างามขณะออกบิณฑบาตร   พระองค์จึงทรงนิมนต์สามเณรเข้าสู่พระราชวังปาฏลีบุตร       และในฉากทัศน์นั้นเอง  สามเณรนิโครธได้แสดงธรรมโปรดพระองค์ด้วยหลัก           "ความไม่ประมาท"   ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ       และการดำเนินตาม " อริยมรรคมีองค์ ๘ "  เพื่อดับทุกข์เกาะกินใจ      

                 การรับฟังพระธรรมเทศนาเชิงประจักษ์ในครั้งนั้น  ส่งผลให้จักรพรรดิอโศกทรง  "ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ"       อย่างแรงกล้าทรงรักษาศีล   เจริญสมาธิภาวนา         และถวายมหาสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์นับแสนรูปทุกวัน ณ พระราชวังปาฏลีบุตร   เพื่อขจัดอคติและอารมณ์แห่งตกค้างจากสงคราม ยิ่งไปกว่านั้น   เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ในสังฆมณฑล     จากการที่พวกพราหมณ์ปลอมตัวเข้ามาบวชเพื่อลาภสักการะและแอบแฝง    ทำพิธีบูชายัญจนทำลายศรัทธาของประชาชนจักรพรรดิอโศก         จึงทรงทำหน้าที่เป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓   การสังคายนาครั้งนี้       มีนัยสำคัญยิ่งในทางสังคมวิทยา และปรัชญา          เพราะเป็นการปฏิรูปสังคมชมพูทวีปครั้งใหญ่ทลายกำแพงระบบวรรณะของพราหมณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกวรรณะ สามารถศึกษา "กฎธรรมชาติ"        พัฒนาศักยภาพแห่งตนและเข้าใจถึงทั้ง "สมมติสัจจะ"  (ความจริงปรากฏการณ์)    และ "ปรมัตถ์สัจจะ"  (ความจริงขั้นสูงสุด)   ได้อย่างเท่าเที่ยมกันตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้า 

๓.ยุคทองแห่งการเผยแผ่ขยายธรรมและร่องรอยการสืบค้น "รัฐสุวรรณภูมิ"  

                  ยุคทองแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง  ภายหลังจากการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่      ๓  เสร็จสิ้นจักรพรรดิอโศกเสด็จจาริกแสวงบุญเพื่อสืบค้นและบูรณะ  "สังเวชนียสถานทั้ง ๔  ตำบล"     โดยพระองค์ทรงใช้เวลาค้นหาอยู่นานถึง ๒๒ ปี และทรงส่งพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรโมริยะออกเผยแผ่พระศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ  รวม ๙ สาย   เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยสายที่ ๘ นำโดยพระโสนะเถระและพระอุตตระเถระได้จาริกมายังดินแดน  "สุวรรณภูมิ" 

ในฐานะนักวิชาการและอาจารย์ผู้สอนวิชาปรัชญา    เมื่อเราได้รับฟังข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เรื่องการมีอยู่ของ"รัฐสุวรรณภูมิ"  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรโมริยะมายัง "รัฐสุวรรณภูมิ"  โดยได้ยินจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในอดีต    เมื่อผู้เขียนเป็นมนุษย์มักยอมรับข้อเท็จจริงของสิ่งเหล่านี้ตาม ๆ   กันมาโดยปริยาย
ทว่า......หากพิจารณาตามหลัก"ญาณวิทยาพุทธภูมิ" แล้ว   คำถามที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากความไม่รู้"      เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาด้วยจิตใจปราศจากอคติ            คำถามสำคัญที่ยังคงท้าทายสติปัญญาของนักปรัชญา และนักประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัยคือ           "แท้จริงแล้วรัฐสุวรรณะภูมิอันรุ่งเรืองนี้ตั้งอยู่ที่พิกัดใดบนโลกใบนี้กันแน่ ?"

บ้างว่าคือ "นครปฐม"  หรือ  "อู่ทอง"       ในดินแดนสยาม บ้างว่าคือ  "เมืองสะเทิม"    ในสหภาพเมียนมาร์    หรือกินอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งคาบสมุทรมาลายูและชวา       ในเมื่อประสาทสัมผัส (อายตนะภายใน) ของมนุษย์ปุถุชนล้วนมีข้อจำกัด       และมีแนวโน้มที่จะมีอคติ (โมหะ) ครอบงำเนื่องจากความไม่รู้  (อวิชชา)       ของตนเอง  ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิดทางประวัติศาสตร์    ขาดปัญญาที่จะเห็น       "ความจริงที่สมมติขึ้น  (สมมติสัจจะ)         และความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ)  ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ของบริบททางสังคม   

                          เมื่อนักวิชาการซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์พยายามอธิบายพิกัดและที่ตั้งของ    "รัฐสุวรรณภูมิ"   โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาของพวกเขา  คล้ายคลึงกับนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล    บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง        บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง    เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "พิกัดที่ตั้งของรัฐสุวรรณภูมิ" ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน      วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ     จะทรงไม่ยอมรับความคิดเห็นโดยปฏิภาณเชิงตรรกะนั้นว่า เป็นความจริงแท้ และจะไม่ยอมรับบุคคลเหล่านั้นเป็นพยาน เพื่อยืนยันความจริง   

            แต่การยอมรับว่า     "ตนเองยังไม่รู้" ไม่ใช่ความล้มเหลว     ตรงกันข้าม มันคือแรงบันดาลใจ         ที่จุดประกายจิตวิญญาณของผู้เขียน   รักในแสวงหาความรู้อีกต่อไป    ด้วยเหตุนี้ในการศึกษาเรื่อง "รัฐสุวรรณภูมิ" ผู้เขียนจึงยึดมั่นในระบบวิธีวิทยา (Methodology)  และกาลามสูตรอย่างเคร่งครัด   กล่าวคือ :    เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงที่บอกเล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน    คัมภีร์หรือข่าวลือ        เราไม่ควรเชื่อโดยทันที  แต่ต้องตั้งข้อสงสัยทางปรัชญาเสียก่อน  จากนั้นจึงดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง   และรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์  ทั้งพยานวัตถุ  พยานเอกสาร และข้อมูลดิจิทัล  

                     เมื่อรวบรวมข้อมูลได้เพียงพอแล้ว   ผู้เขียนจะวิเคราะห์หลักฐาน  ผ่านกระบวนการอนุมานเชิงตรรกะ    เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับ "รัฐสุวรรณภูมิ"  ในเชิงวิทยาศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับโลกทางพุทธศาสนานี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งใน ๒   มิติหลัก :  

              ๑. มิติงานเผยแผ่  : เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงให้แก่พระธรรมทูตในการนำไปอธิบายและบรรยายให้แก่ผู้แสวงบุญ  ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลในอินเดียและเนปาล  ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  อย่างมีเอกภาพ 

               ๒.มิติงานวิชาการ :         เป็นต้นแบบกระบวนการวิเคราะห์ความจริงให้แก่นักศึกษาระดับบัณฑิต (ปริญญาโท-ปริญญาเอก)    ในการวิเคราะห์พยานหลักฐาน       เพื่อสมมติฐานทางงานวิจัยให้ชัดเจน โปร่งใสและผ่านเกณฑ์ตัดสินความรู้สากล 

               ๔.บทสรุป : บูรณาการปรัชญา        วิทยาศาสตร์และการเยี่ยวยาสังคมร่วมสมัย     เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งปรัชญา    พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ต่างก็เป็นระบบความรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น  โดยมีจุดเริ่มต้นร่วมกันคือ "ความสงสัย"         และรับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกาย หากแต่ในทางวิทยาศาสตร์ภูมินั้น  แม้จะมีความเฉลียวฉลาดในการสร้างเทคโนโลยี่หรือแผนที่ดิจิทัลเพียงใด  แต่ก็ยังติดข้อจำกัดที่ไม่สามารถสร้างเครืองมือใดมาชำระกิเลส ตัณหา หรืออคติออกจากจิตใจมนุษย์เพื่อเข้าถึงอภิญญา  ๖  หรือความจริงขั้นปรมัตถ์ศักยภาพของชีวิตนี้   จะเกิดขึ้นได้ต้องปฏิบัติตามทางสายเอกคือ "อริยมรรคมีองค์ ๘ " ด้วยตนเองเท่านั้น        

               ในโลกยุคใหม่ที่มนุษย์มีทรัพย์สินและปัจจัยพื้นฐาน ๔  อย่างมากมาย      แต่กลับใช้ชีวิตอย่างประมาท ขาดปัญญาแยกแยะความจริงระดับประสาทสัมผัส (สมมติสัจจะ)  จนชีวิตปกคลุมด้วยความมืดมิด            หันไปพึ่งพาอบายมุขและสารเสพติด  ทำลายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  จนรัฐบาลทั่วโลก ต้องนำหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา ไปประยุกต์บัญญัติเป็นกฎหมายและประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด    

             การเขียนบล็อคปรัชญาพุทธภูมินี้ของผู้เขียน ไม่ใช่เพียงการคัดลอกตำราเก่าๆ     แต่เป็นการใช้เครื่องมือทางปรัชญาร่วมกับภาษาการวิจัยอันสละสลวย   เพื่อเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการที่แห้งแล้งให้เป็นภาพที่ชัดเจน และปัญญาปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง  ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านตื่นรู้จากอคติ   มีความเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ"  ท้ายที่สุดนำทางชีวิตและสังคมร่วมสมัยไปสู่การหลุดพ้นจากความมืดมิดทางจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรมสืบไป 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ