บทนำสู่ สาลวโนทยาน, สถานที่ปรินิพพานในปรัชญาพุทธภูมิ
(An Introduction to Salwanodhayan, the Site of Parimirvara in the Buddhaphumi Philosophy
คำสำคัญ ปรินิพพาน เมืองกุสินารา
๑.บทนำ
๒.นิรุกติศาสตร์และความหมายของปรินิพพาน.
๓.มูลเหตุแห่งการเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพาน
๔.พิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ
๕.การถวายเพลิงพระบรมศพ (มุกฏพันธเจดีย์)
๖.การแบ่งพระบรมสาริกธาตุและนัยทางการเมือง
๗.วิธีปฏิบัติบูชาในวัดมหาปรินิพพาน (จริยศาสตร์)
๑.บทนำ
ในสมัยพุทธกาล (Buddha era) อาณาจักรมัลละดำรงฐานะเป็นหนึ่งใน ๑๖ มหาชนบท (Solasa Mahajanapada) ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งบันทึกในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของอนุทวีปดินเดีย จากหลักฐานเชิงภูมิศาสตร์โบราณ อาณาจักรมัลละตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนมหาอำนาจสำคัญ โดยมีแม่น้ำมหิ(คันธกะ)กั้นเขตแดนทางทิศตะวันออกติดกับอาณาจักรวัชชี มีแม่น้ำอจิรวดีคั่นกั้นทิศตะวันตกติดกับอาณาจักรโกศล ทิศเหนือติดกับอาณาจักรสักกะและโกลิยะ ส่วนทิศใต้ติดกับอาณาจักรกาสี เป็นต้น

โครงสร้างการปกครองของอาณาจักรมัลละมีรูปแบบสาธารณรัฐ Gona-sangha) โดยมีกษัตริย์ในราชวงศ์มัลละหมุนเวียนกันบริหารราชการแผ่นดิน มีศูนย์กลางอำนาจแบ่งออกเป็น ๒ เมืองหลัก ได้แก่เมืองกุสินาราและเมืองปาวา นอกจากนี้ เมืองกุสินารา อาณาจักรมัลละตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณ ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ (อาณาจักรสักกะ) เมืองเทวทหะ (อาณาจักรโกลิยะ) อาณาจักรมัลละ อาณาจักรกาสี และอาณาจักรมคธ โดยมีอุทยานหลวง (สวนหลวง) ชื่อ "สาลวโนทยาน" เป็นสถานที่สำคัญอันอุดมด้วยป่าต้นสาละที่ออกดอกบานสะพรั่งในพฤษภาคมของทุกปี
จุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ และปรัชญาเกิดขึ้นเมื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยานแห่งนี้ การปรินิพพานมิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่คือ ทรงประทานมรดกทางปัญญาและอริยทรัพย์ภายในแก่มวลมนุษยชาติ มรดกนี้ก้าวข้ามข้อจำกัดของชาติพันธ์ ศาสนาและชนชั้นทางสังคมโดยเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสัจธรรม ผ่านการปฏิบัติตามอริยมรรคองค์ ๘ ซึ่งนำไปสู่สั่งสมอริยทรัพย์(ปัญญา) ความไม่ประมาทและการเข้าถึงพุทธภาวะอันเป็นมรดกทางจิตวิญญาณ ที่ไม่อาจสูญหายหรือถูกยื้อแย่งได้
กระนั้นก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านวิวัมนาการทางการเมือง โครงสร้างอำนาจเดิมของอนุทวีปอินเดียได้แปรเปลี่ยนไป หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ (ปีค.ศ.1947)

มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแห่งสาธารณรัฐอินเดียได้ถูกประกาศใช้ ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๙๓ (๑๙๕๐) อธิปไตยของราชาธิปไตยและรัฐโบราณ รวมถึงอาณาจักรมัลละไดถูกผนวกรวมเข้าสู่รัฐบาลกลาง สถานะของวรรณะและสิทธิพิเศษตามจรีตประเพณีของพราหมณ์ยุคโบราณ จึงต้องสลายตัวลงในทางกฎหมาย ส่งผลให้อาณาจักรมัลละ ในปัจจุบันลดทอนฐานะลงเป็นเพียง เป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ ในรัฐอุตรประเทศ เท่านั้น
กล่าวคือกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หลักราชอปริหานิยธรรม" ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระของรัฐอธิปไตย และเป็นการสิ้นสุดการดำรงอยู่ของมหาอำนาจ ๑๖ชาติ และรัฐชนบทอีก ๕ รัฐ วรรณะกษัตริย์ซึ่งทรงปกครองอาณาจักรมาอย่างน้อย ๔,๐๐๐ ปีก็สิ้นสุดลงเช่นกัน เมื่อมหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ นั้น พระองค์ทรงสละอำนาจอธิปไตยให้แก่รัฐบาลกลางแล้ว คำสอนของพราหมณ์ซึ่งครอบคลุมทั้งหลักคำสอนทางศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะนั้น ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และสถาปนาระบบวรรณะขึ้นมา สิ่งนี้ทำให้สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบวรรณะที่กำหนดไว้สิ้นสุดลงโดยปริยาย จึงไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายยกเลิกวรรณะ ซึ่งจะขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี(ธรรมของกษัตริย์)หรือ(หลักราชอปริหานิยธรรม) อีกต่อไป
ดังนั้น เมื่ออาณาจักรต่าง ๆ รวมตัวกันก่อตั้งเป็นประเทศขึ้นใหม่เมื่อกว่า ๖๐ ปีที่แล้ว อำนาจอธิปไตยของวรรณะกษัตริย์แห่งอาณาจักรมัลละ จึงถูกถ่ายโอนอำนาจจากราชวงศ์มัลละไปยังรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งปัจจุบันใช้อำนาจอธิปไตยปกครองประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๙๓ รัฐธรรมนูญฉบับร่างขึ้นใหม่ เพื่อสถาปนาใหม่ รวมดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์และมั่นคงด้วยอริยทรัพย์ทางจิตวิญญาณ เป็นสายสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จิตวิญญาณแห่งสันติภาพของมนุษย์ได้รับการฟื้นฟู้หลังจากทัศนะคติที่ผิดพลาดมาหลายศตวรรษ

จากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและกาลเวลาที่ล่วงเลยกว่า ๒,๕๐๐ ปีจึงเกิดประเด็นท้าทายทางญาณวิทยา และภูมิศาสตร์ทัศนะว่า อุทยานสาลวโนทยานอันเป็นสถานที่ปรินิพพานที่แท้จริง ปรากฏ ณ ตำแหน่งใดในพิกัดภูมิศาสตร์ร่วมสมัย
บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งสืบค้นและพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และปรัชญา ผ่านการพิจารณาหลักฐาน๓ ด้านได้แก่พยานเอกสาร ได้แก่พระไตรปิฎก อรรถกถา และบันทึกของพระภิกษุชาวจีน (พระฮวนจัง) พยานวัตถุ ได้แก่ สถูปโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระบรมสาริกธาตุ, พยานสารสนเทศดิจิทัล เช่น แผนที่ภูมิศาสตร์โลกของกูเกิลและระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ร่วมสมัย (GIS)
การวิเคราะห์บูรณาการหลักฐานข้างต้น (พยานวัตถุ, พยานบุคคล, และพยานเอกสาร)มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างอธิบายเชิงเหตุผลที่รัดกุมในการยืนยันตำแหน่งของสาลวโนทยาน โดยปราศจากข้อสงสัย ผลการศึกษานี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ ต่อการสืบทอดความรู้ทางพระพุทธศาสนา และการแสดงธรรมของนักเทศน์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยังเป็นคุณูปการต่อการศึกษาวิจัย ชั้นสูงในสาขาพุทธศาสนา ปรัชญา เพื่อขยายขอบเขตความรู้ทาง พุทธศาสนาให้มีความเที่ยงตรงและเป็นสากลยิ่งขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น