The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บทนำ สาลวโนทยาน, สถานที่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินาราในปรัชญาพุทธภูมิ


บทนำสู่  สาลวโนทยาน, สถานที่ปรินิพพานในปรัชญาพุทธภูมิ  
(An Introduction to  Salwanodhayan, the Site  of  Parimirvara  in the Buddhaphumi Philosophy 


คำสำคัญ ปรินิพพาน เมืองกุสินารา 
๑.บทนำ  
๒.นิรุกติศาสตร์และความหมายของปรินิพพาน.
๓.มูลเหตุแห่งการเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพาน  
๔.พิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ  
๕.การถวายเพลิงพระบรมศพ (มุกฏพันธเจดีย์)  
๖.การแบ่งพระบรมสาริกธาตุและนัยทางการเมือง
๗.วิธีปฏิบัติบูชาในวัดมหาปรินิพพาน (จริยศาสตร์) 

๑.บทนำ 

                 ในสมัยพุทธกาล (Buddha era)  อาณาจักรมัลละดำรงฐานะเป็นหนึ่งใน ๑๖ มหาชนบท  (Solasa Mahajanapada)  ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งบันทึกในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของอนุทวีปดินเดีย จากหลักฐานเชิงภูมิศาสตร์โบราณ    อาณาจักรมัลละตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนมหาอำนาจสำคัญ โดยมีแม่น้ำมหิ(คันธกะ)กั้นเขตแดนทางทิศตะวันออกติดกับอาณาจักรวัชชี มีแม่น้ำอจิรวดีคั่นกั้นทิศตะวันตกติดกับอาณาจักรโกศล ทิศเหนือติดกับอาณาจักรสักกะและโกลิยะ ส่วนทิศใต้ติดกับอาณาจักรกาสี เป็นต้น 

     โครงสร้างการปกครองของอาณาจักรมัลละมีรูปแบบสาธารณรัฐ Gona-sangha) โดยมีกษัตริย์ในราชวงศ์มัลละหมุนเวียนกันบริหารราชการแผ่นดิน มีศูนย์กลางอำนาจแบ่งออกเป็น ๒  เมืองหลัก ได้แก่เมืองกุสินาราและเมืองปาวา นอกจากนี้ เมืองกุสินารา อาณาจักรมัลละตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณ ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ (อาณาจักรสักกะ)  เมืองเทวทหะ (อาณาจักรโกลิยะ) อาณาจักรมัลละ อาณาจักรกาสี และอาณาจักรมคธ  โดยมีอุทยานหลวง (สวนหลวง) ชื่อ "สาลวโนทยาน" เป็นสถานที่สำคัญอันอุดมด้วยป่าต้นสาละที่ออกดอกบานสะพรั่งในพฤษภาคมของทุกปี 

     จุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ และปรัชญาเกิดขึ้นเมื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ณ สาลวโนทยานแห่งนี้ การปรินิพพานมิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์  แต่คือ ทรงประทานมรดกทางปัญญาและอริยทรัพย์ภายในแก่มวลมนุษยชาติ  มรดกนี้ก้าวข้ามข้อจำกัดของชาติพันธ์ ศาสนาและชนชั้นทางสังคมโดยเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสัจธรรม ผ่านการปฏิบัติตามอริยมรรคองค์ ๘  ซึ่งนำไปสู่สั่งสมอริยทรัพย์(ปัญญา) ความไม่ประมาทและการเข้าถึงพุทธภาวะอันเป็นมรดกทางจิตวิญญาณ ที่ไม่อาจสูญหายหรือถูกยื้อแย่งได้ 
  

      กระนั้นก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านวิวัมนาการทางการเมือง  โครงสร้างอำนาจเดิมของอนุทวีปอินเดียได้แปรเปลี่ยนไป หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ (ปีค.ศ.1947)
  มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแห่งสาธารณรัฐอินเดียได้ถูกประกาศใช้     ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๙๓ (๑๙๕๐) อธิปไตยของราชาธิปไตยและรัฐโบราณ รวมถึงอาณาจักรมัลละไดถูกผนวกรวมเข้าสู่รัฐบาลกลาง สถานะของวรรณะและสิทธิพิเศษตามจรีตประเพณีของพราหมณ์ยุคโบราณ จึงต้องสลายตัวลงในทางกฎหมาย  ส่งผลให้อาณาจักรมัลละ ในปัจจุบันลดทอนฐานะลงเป็นเพียง เป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ  ในรัฐอุตรประเทศ เท่านั้น

   กล่าวคือกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หลักราชอปริหานิยธรรม" ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระของรัฐอธิปไตย และเป็นการสิ้นสุดการดำรงอยู่ของมหาอำนาจ ๑๖ชาติ และรัฐชนบทอีก ๕  รัฐ วรรณะกษัตริย์ซึ่งทรงปกครองอาณาจักรมาอย่างน้อย ๔,๐๐๐ ปีก็สิ้นสุดลงเช่นกัน เมื่อมหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ นั้น  พระองค์ทรงสละอำนาจอธิปไตยให้แก่รัฐบาลกลางแล้ว คำสอนของพราหมณ์ซึ่งครอบคลุมทั้งหลักคำสอนทางศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะนั้น ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และสถาปนาระบบวรรณะขึ้นมา สิ่งนี้ทำให้สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบวรรณะที่กำหนดไว้สิ้นสุดลงโดยปริยาย จึงไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายยกเลิกวรรณะ ซึ่งจะขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี(ธรรมของกษัตริย์)หรือ(หลักราชอปริหานิยธรรม) อีกต่อไป

      ดังนั้น เมื่ออาณาจักรต่าง ๆ รวมตัวกันก่อตั้งเป็นประเทศขึ้นใหม่เมื่อกว่า ๖๐ ปีที่แล้ว  อำนาจอธิปไตยของวรรณะกษัตริย์แห่งอาณาจักรมัลละ จึงถูกถ่ายโอนอำนาจจากราชวงศ์มัลละไปยังรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐอินเดีย  ซึ่งปัจจุบันใช้อำนาจอธิปไตยปกครองประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๙๓ รัฐธรรมนูญฉบับร่างขึ้นใหม่ เพื่อสถาปนาใหม่ รวมดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์และมั่นคงด้วยอริยทรัพย์ทางจิตวิญญาณ เป็นสายสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จิตวิญญาณแห่งสันติภาพของมนุษย์ได้รับการฟื้นฟู้หลังจากทัศนะคติที่ผิดพลาดมาหลายศตวรรษ

       จากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและกาลเวลาที่ล่วงเลยกว่า ๒,๕๐๐ ปีจึงเกิดประเด็นท้าทายทางญาณวิทยา และภูมิศาสตร์ทัศนะว่า อุทยานสาลวโนทยานอันเป็นสถานที่ปรินิพพานที่แท้จริง ปรากฏ ณ ตำแหน่งใดในพิกัดภูมิศาสตร์ร่วมสมัย 

       บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งสืบค้นและพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และปรัชญา ผ่านการพิจารณาหลักฐาน๓ ด้านได้แก่พยานเอกสาร ได้แก่พระไตรปิฎก อรรถกถา  และบันทึกของพระภิกษุชาวจีน (พระฮวนจัง) พยานวัตถุ   ได้แก่ สถูปโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระบรมสาริกธาตุ, พยานสารสนเทศดิจิทัล  เช่น  แผนที่ภูมิศาสตร์โลกของกูเกิลและระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ร่วมสมัย (GIS) 

        การวิเคราะห์บูรณาการหลักฐานข้างต้น   (พยานวัตถุ, พยานบุคคล, และพยานเอกสาร)มีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างอธิบายเชิงเหตุผลที่รัดกุมในการยืนยันตำแหน่งของสาลวโนทยาน   โดยปราศจากข้อสงสัย ผลการศึกษานี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์  ต่อการสืบทอดความรู้ทางพระพุทธศาสนา    และการแสดงธรรมของนักเทศน์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน   และยังเป็นคุณูปการต่อการศึกษาวิจัย ชั้นสูงในสาขาพุทธศาสนา ปรัชญา เพื่อขยายขอบเขตความรู้ทาง พุทธศาสนาให้มีความเที่ยงตรงและเป็นสากลยิ่งขึ้น 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ