The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บทนำสู่ปรัชญาแดนพุทธภูมิ : การตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์

 Introduction to Buddhaphumi Philosophyto :The Enlightened in Natural Law 
คำสำคัญ อวิชชา ตรัสรู้ กฎธรรมชาติ 
๑.บทนำ    
๒.ที่มาของความรู้ของการตรัสรู้ 
๓.การตรัสรู้กฎธรรมชาติ
๔.วิธีปฏิบัติเพื่อการตรัสรู้กฎธรรมชาติ

๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ


   โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราศึกษาเหตุการณ์ทางสังคม  เศรษฐกิจ การเมืองและศาสนาพราหมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการกำเนิดของพระพุทธศาสนาในอนุทวีปอินเดียนั้น   จะช่วยให้เราเข้าใจชีวิตของผู้คนในยุคนั้น  ซึ่งเต็มไปด้วยความมืดมิด หากเราไม่ศึกษาปัญหาทางสังคมของอาณาจักรสักกะในสมัยนั้น เราจะไม่สามารถเข้าใจความเชื่อของสังคมในอาณาจักรสักกะซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในสังคม    ผู้คนทั่วโลกจะไม่สามารถมองเห็นจุดอ่อนของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิรูปสังคม เพื่อพัฒนาผู้คนในยุคนั้น  ปลดปล่อยพวกเขาจากความมืดมิดของชีวิตและทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น(สัจธรรมทางโลก)  และความจริงขั้นปรมัตถ์(สัจธรรมสูงสุด) ได้อย่างชัดเจน  คุณค่าของการศึกษาพระพุทธศาสนา และคุณประโยชน์ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรานั้น คือการเปิดเผยสัจธรรมของชีวิตให้แก่ตนเองและสังคมได้ เพราะสังคมทุกสังคมเต็มไปด้วยผู้คนที่มีอคติต่อกัน เกิดมาพร้อมด้วยความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความรักใคร่ต่อคนอื่น พวกเขาจงใจแสวงหาผลประโยชน์จากผู้คนในสังคมด้วยวิธีการฉ้อฉล 
 

       การศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเกี่ยวกับการตรัสรู้และกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ เป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยเพิ่มเติม ทำให้เรามองเห็นความรู้ในศาสนาพราหมณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ซึ่งถูกตั้งคำถามในหลาย ๆ แง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรมบูชายัญที่มุ่งสู่การบรรลุความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าทั้งหลายองค์ ความรู้นี้อยู่เหนือเกินขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์แม้ว่านิกายพราหมณ์ต่างๆ พราหมณ์เหล่านั้นซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา จะมีความสามารถใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า หรือพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าได้อย่างมีเหตุผล จนเป็นที่ศรัทธาของผู้คนในก่อนสมัยพุทธกาลทั่วทั้งอนุทวีปอินเดียก็ตาม  

     เมื่อพิจารณาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณแล้ว  พุทธศาสนิกชนจะได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่ายุคมืดของมนุษยชาติคือยุคทองของศาสนาพราหมณ์ ผู้คนในอาณาจักรโกลิยะและอาณาจักรสักกะเชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันที่ว่า พระพรหมและพระอิศวรเป็นเทพเจ้า ที่ช่วยให้พวกเขาปลดปล่อยความทุกข์ในชีวิต ผ่านการบูชาเทพเจ้า โดยพิธีกรรมของพราหมณ์อารยันในทำนองเดียวกันชาวสักกะที่มีเชื้อสายดราวิเดียนก็เชื่อในคำสอนของพราหมณ์ดราวิเดียนว่าเทวดา (Deva) ทั้งหลาย ก็ช่วยให้พวกเขาปลดปล่อยความทุกข์ในชีวิตได้เช่นกัน 
    
       เมื่อผู้คนสามารถบูชาเทพเจ้า (God) และเทวดา (Deva) ได้ตลอดทั้งปี นิกายพราหมณ์ต่าง ๆ จึงได้รับรายได้มหาศาลจากการบูชาเทพเจ้าเหล่านี้ ทำให้ พวกเขาร่ำรวย และได้รับการเคารพนับถือในสังคม อย่างไรก็ตาม พวกพราหมณ์อารยันนั้นโลภมากและพยายามผูกขาดการบูชาเทพเจ้าเหล่านี้ พวกเขาพยายามรักษาศรัทธาและรายได้จากการบูชาเทพเจ้านี้ไว้  ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการสรรเสริญพระพรหมมากกว่าเทพเจ้าของนิกายพราหมณ์อื่น ๆ โดยอ้างว่าพระพรหมเป็นเทพสูงสุดที่มนุษย์ควรบูชา เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์เอง 

      ในรัชสมัยของพระเจ้าโอกกากราชทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ปกครองอาณาจักรโกลิยะ พระองค์ทรงเชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยัน และทรงแต่งตั้งพวกเขาให้ดำรงตำแหน่งปุโรหิต (priesthood)ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและประเพณี ที่ปรึกษาเหล่านี้ จึงสามารถกำหนดนโยบายทางการเมืองในการปกครองของอาณาจักรโกลิยะ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการบูชาเหล่านี้ได้หลังจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ทางสังคมที่เกิดขึ้นและคำให้การของพยาน พวกปุโรหิตอารยันก็พบว่าการอนุญาตให้พราหมณ์ดราวิเดียนมีสิทธิและหน้าที่ประกอบพิธีกรรมบูชายัญได้ ก็จะเป็นที่ศรัทธาของประชาชนในอาณาจักรโกลิยะ ในอนาคตพระเจ้าโอกกากราช จะทรงแต่งตั้งพราหมณ์ดราวิเดียนเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ เป็นเรื่องยากที่ชาวอารยันสร้างอิทธิพลทางการเมืองและรักษาผลประโยชน์จากการบูชาเทพเจ้านี้ได้ โดยใช้อำนาจปกครองเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองในอาณาจักรโกลิยะได้
 

  เมื่อพราหมณ์อารยันทำนายอนาคตทางการเมืองของอาณาจักรโกลิยะ(koliya country)สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  ชาวอารยันพยายามจำกัดสิทธิและหน้าที่ของชาวดราวิเดียน โดยอาศัยพราหมณ์ของพระมหากษัตริย์เป็นที่ปรึกษา พวกเขาเสนอแนะต่อสมาชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรโกลิยะว่า ควรบัญญติคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ เป็นทั้งคำสอนทางศาสนาและกฎหมายระบบวรรณะ   ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของชาวโกลิยะทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน หากใครฝ่าฝืนคำสอนทางศาสนาและกฎหมายระบบวรรณะ จะถูกลงโทษโดยพระพรหม ตามกฎหมายระบบนี้กำหนดบทลงโทษคือ"พรหมทัณฑ์" เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระพรหม  โดยการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วยการเนรเทศพวกเขาออกจากสังคมไปตลอดชีวิต  

     เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อมา  พระองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อประชาชนและทรงมีพระดำริที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ และหน้าที่เท่าเทียมกันในการทำงาน การศึกษา ปฏิบัติบูชาตามความเชื่อทางศาสนาและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ แต่มหาราชาทรงไม่สามารถทำตามที่พระองค์ปรารถนาได้ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดในการบริหารประเทศ ได้กำหนดบทบัญญัติในการปกครองประเทศ ห้ามมิให้ยกเลิกกฏหมายที่บังคับใช้อยู่แล้วเพราะถูกห้ามตามบทบัญญัติของ"หลักราชอปริหานิยธรรม"ซึ่งเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศในยุคอินเดียโบราณ 

      ดังนั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่า"คนจัณฑาล"เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เนื่องจากกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีได้ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างร้ายแรง ด้วยการแต่งงานข้ามวรรณะโดยให้อำนาจแก่คนในสังคมในการลงโทษพวกเขาได้ พวกเขาถูกขับไล่ออกจากบ้านไปตลอดชีวิต และไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะทางสังคมที่มีสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมได้ เมื่อพระองค์ทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของพราหมณ์อารยัน ในฐานะปุโรหิต (priesthood) พวกเขาได้ยืนยันว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ทำงานตามวรรณะที่พวกเขาเกิดมาพวกเขาได้เห็นพระพรหมและพระอิศวรในรัฐสักกะและรัฐโลิยะมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามถึงประวัติของพระพรหมและพระอิศวร แต่ไม่มีพราหมณ์คนใดตอบได้ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยถึงการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร เมื่อพระองค์ทรงไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสเกี่ยวกับความจริงของพระพรหมและพระอิศวร แต่หลักฐานที่มีอยู่คือฐานะปุโรหิต(priesthood) ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระพรหมและอิศวรได้     
      
    ด้งนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัย ที่จะเสนอกฎหมายยกเลิกวรรณะต่อรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ เพื่อปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ แต่สมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะได้ประชุมกันเพื่อพิจารณา และลงมติว่าไม่เห็นชอบด้วยกับกฎหมายยกเลิกวรรณะ ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าว ถูกต้องห้ามตามบทบัญญัติของหลักราชอปริหานิยธรรมซึ่งเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดแห่งอาณาจักรสักกะในมาตรา.๓ ซึงห้ามการยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติใช้ไปแล้ว   เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทำให้ผู้คนตระหนักว่าชีวิตมนุษย์เกิดจากปัจจัยทางกายและจิตใจ เมื่อบุคคลใดตาย จิตวิญญาณก็จะไปเกิดในครรภ์มารดา และดำรงชีวิตตามเจตนาของตน ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงไม่ถูกสร้างขึ้นจากพระกายของพระพรหม ตามคำสอนของพราหมณ์อารยันแต่อย่างใด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทดสอบความรู้ในอภิญญา ๖ หลายครั้งติดต่อกันเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ หรือ ๔๙ วัน พระองค์ก็ทรงได้รับผลเช่นเดียวกันคือ ความรู้ในระดับอภิญญา ๖ แม้ว่าผู้เขียนจะได้ศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ หรือคัมภี์ทางพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม  เราได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ชีวิตมนุษย์เกิดจากปัจจัยทางร่างกายและวิญญาณ เมืองดวงวิญญาณเกิดในครรภ์มารดา และคลอดออกมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระพรหมเป็นสร้างขึ้น อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าเมื่อได้ยินความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จากคัมภีร์ศาสนาหรือตำราเรียน เป็นต้น  เราไม่ควรเชื่อข้อเท็จจริงนั้นทันที เราควรสงสัยเสียก่อน จนกว่าเราจะสืบเสาะหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอ เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ  เพื่อหาเหตุผล มาพิสูจน์ความจริงหรืออธิบายความจริงของคำตอบของเรื่องนั้น
     
     ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ผู้เขียนจึงสงสัยว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? เมื่อพระองค์ทรงได้นำความรู้ในเรื่องนั้น มาเผยแผ่เป็นพระพุทธศาสนาจนมีการปฏิรูปสังคมในสังคมอนุทวีปอินเดียทั้งในด้านการเมือง การเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมโลก ก็สามารถช่วยผู้คนให้หลุดพ้นจากความมืดมนในชีวิตได้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ต่อไป  โดยสืบเสาะข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากความรู้ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ อรรถกถา  ฎีกา ความเห็นทางวิชาการ และกรณีศึกษาในเว็บไซต์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผล มาอธิบายความจริงของคำตอบเกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คำตอบอยู่ในรูปแบบของบทความนี้ จะเป็นข้อมูล ที่เป็นประโยชน์สำหรับพระวิทยากรที่จะไปบรรยายให้ผู้แสวงบุญใน ๔ เมืองสังเวชนียสถาน เพื่อให้เนื้อหาของพระพุทธศาสนาไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนวิธีการพิจารณาความจริงของพระพุทธศาสนานั้น จะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของนิสิตปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างองค์ความรู้ในหัวข้อวิจัย โดยเริ่มจากหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ยังน่าสงสัย จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบ ซึ่งเป็นความรู้ที่สมเหตุสมผลของคำตอบในเรื่องนั้น ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย  เป็นต้น

บรรณานุกรม
๑.พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔๕ เล่ม ปกสีฟ้าเล่มที่ ๐๑ วินัยปิฎกที่ ๐๑ มหาวิภังค์ภาค๑ เวรัญชกัณฑ์ วิชชา ๓. 
๒.พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก (มหานิบาต) ๖. ภูทัตตชาดก. ข้อ ๙๐๖.

5 ความคิดเห็น:

Unknown กล่าวว่า...

วันนี้มาอ่านได้ครึ่งนึงแล้ว... พรุ่งนี้จะมาอ่านต่อนะครับ... #ทบทวนความรู้วิชาประวัติพุทธศานา

Yuthana Pulperm กล่าวว่า...

สาธุ

Unknown กล่าวว่า...

สาธุค่ะ..

Unknown กล่าวว่า...

เขียนใด้ดีครับ สาธุ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

จิตนี้เองเป็นผู้สั่ง เป็นผู้บงการ เช่นโดยเจตนาคือความจงใจให้ทำนั่นให้ทำนี่ต่างๆ จิตจึงเป็นส่วนสำคัญมากที่ทุกๆ คนมีอยู่
สาธุครับ

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ