แนวคิดทางญาณวิทยา : เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐพุกามโบราณเคยมีอยู่จริง?
Epistemological concept: How do we know if the ancient state of Bagan ever actually existed?

บทนำ
ในแวดวงวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะยอมรับ "การมีอยู่ของอาณาจักรพุกามโบราณ" ผ่านการอ้างอิงตำรา เอกสารหรือการจำลองพื้นที่บนแผนที่ดิจิทัล (เช่น Google Maps) จนทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เกิดความเชื่อโดยปริยายว่ารัฐแห่งนี้เคยมีอยู่จริงในอดีตก็ตาม
ทว่า เมื่อพิจารณาตามนัยแห่ง "ปรัชญาพุทธภูมิ" ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วย "นามและรูป" (กายและจิต) ซึ่งอิงอาศัยกัน จิตอาศัย "อายตนะภายใน" (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ของร่างกาย เป็นสะพานเชื่อมเพื่อรับรู้ปรากฏการณ์รอบตัว แล้วบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้เป็น "สัญญา" (หลักฐานทางอารมณ์) แต่มนุษย์มิใช่เพียงผู้รับรู้ข้อมูลเท่านั้น หากแต่เป็น "นักคิดโดยกำเนิด" ที่นำการรับรู้มาขบคิดและตีความต่อทันที
สอดคล้องกับหลัก "กาลามสูตร" ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนว่าเมื่อเราได้ยินเรื่องราวใด ๆ ที่สืบทอดกันมาผ่านตำรา คัมภีร์หรือคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ เป็นต้น ไม่พึงปลงใจเชื่อสิ่งใดเพียงเพราะสืบทอดกันมาผ่านคัมภีร์ ตำรา หรือคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ วิญญูชนพึงตั้ง "ข้อสงสัยเชิงปรัชญา"ไว้ก่อน เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวน และรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ด้วย"เหตุผล" เพื่อขจัดความคลุมเครือให้สิ้นไป
๑.ปัญหาญาณวิทยาเกี่ยวกับความจริงที่สมมติกับอคติของปุถุชน
ในทางปรัชญาพุทธภูมิ ญาณวิทยา (Epistemology) มุ่งแสวงหาคำตอบต่อคำถามพื้นฐานว่า "เรารู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง ?"
เมื่อเรากล่าวถึงอาณาจักรพุกามโบราณในฐานะ "รัฐอธิปไตย" ที่เคยสถาปนาตนเองเป็นรัฐเอกราช ดำรงความรุ่งโรจน์อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วเสื่อมสลายไปจากการรุกรานของจักพรรดิมองโกล อาณาจักรพุกามจึงเป็นสภาวะการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปนี้ ในทางปรัชญาพุทธภูมิ จัดเป็น "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) ที่ไม่เที่ยงแท้เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์
ปัญหาสำคัญคือ มนุษย์ปุถุชนเกิดมาพร้อมกับ "อวิชชา" (ความไม่รู้) กอปรกับข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในที่ไม่สามารถหยั่งรู้อดีตหรือพื้นที่ห่างไกลด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีอคติจากความรัก ความกลัว ความเกลียดชัง ทำให้ขาดปัญญาญาณในการแยกแยะระหว่างความจริงระดับสมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์ การคาดคะเนจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานั้น จึงมักนำไปสู่การด่วนสรุปและการตัดสินความจริงที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี
๒. การรื้อถอนเทวสิทธิ์และข้อจำกัดของประสาทสัมผัส
ในยุคก่อนพุทธกาล ความรู้ในอนุทวีปอินเดียผูกขาดโดยระบบเทวสิทธิ์ เช่น ความเชื่อเรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะ และการตรากฎหมายวรรณะ เพื่อรองรับความเชื่อและบังคับใช้กฎหมายวรรณะ ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ด้วยการห้ามประชาชน สมสู่ (ร่วมประเวณี)กับคนต่างวรรณะ และห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่นด้วยการลงโทษประชาชนด้วยการเนรเทศออกไปจากสังคมตลอดชีวิต คนเหล่านี้จึงสร้างสังคมของตนเองขึ้น ที่เรียกว่า "พวกตระกูลต่ำ"
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งข้อสงสัยเชิงญาณวิทยา ต่อความชอบธรรมของเทวสิทธิ์ เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ หรือสื่อสารได้จริง ประกอบกับกษัตริย์ในวรรณะขัตติยะ มีข้อจำกัดในการทำพิธีบูชายัญตามคัมภีร์พราหมณ์ พระองค์จึงทรงเลือกวิถีแห่งการตรัสรู้และเกิดปัญญาญาณเชิงประจักษ์ (ทิพยจักษุ) พบว่า มนุษย์มิได้เกิดจากเทวบัญชา แต่เป็นไปตามกฎแห่งกรรมและเหตุปัจจัยของรูปและนาม
กระบวนการนี้ชี้ให้เห็นว่าการรับรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ทางสังคม เช่น การก่อตัวของรัฐพุกาม มนุษย์มักใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ข้อมูล มาบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ แต่เนื่องจากพยานวัตถุและประสาทสัมผัสมีความแปรปรวน และมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง หากเราเชื่อตามคำบอกเล่าหรือพยานบุคคลเพียงปากเดียวโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มาค้ำจุน ความรู้นั้นย่อมขาดความน่าเชื่อถือและตกอยู่ภายใต้อคติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน
๓.โครงสร้างทางญาณวิทยา ๔ มิติในการตรวจสอบการมีอยู่จริงของอาณาจักรพุกาม
เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในและอคติชอบแสดงทัศนะของตนในเรื่องต่าง ๆ โดยอาศัยปฏิภาณเชิงตรรกะและคาดคะเนความจริง คำอธิบายด้วยเหตุผลมักผิดพลาดและไม่สมเหตุสมผล วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะย่อมทรงไม่เชื่อถือความคิดเห็นนั้นว่าเป็นความจริง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งต่าง ๆ มีอยู่จริงหรือไม่ ? นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ต้องวิเคราะห์ผ่านกรอบโครงสร้างญาณวิทยา ๔ มิติ ดังนี้
๓.๑ ต้นกำเนิดของความรู้ (Origin of Knowledge) ความรู้ของอาณาจักร มีต้นกำเนิด ๒ ทางหลักคือ ผัสสะทางตรงโดยการสัมผัสรับรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของมนุษย์ ผู้ลงพื้นที่จริง และผัสสะทางอ้อม(การรับรู้ผ่านเอกสาร บันทึกประวัติศาสตร์จารึก และสื่อดิจิทัล) การเริ่มต้นตั้งข้อสงสัยตามหลักกาลามสูตร ช่วยให้เราไม่ด่วนสรุป ความรู้จากต้นกำเนิดทางอ้อม แต่ใช้เป็นประตูนำสู่การสืบเสาะหาพยานหลักฐานขั้นต่อไป
๓.๒ องค์ประกอบของความรู้ (Components of Knowledge) การที่จะเกิดความรู้ที่สมบูณณ์เกี่ยวกับอาณาจักรพุกาม ต้องประกอบด้วย
๑.เจ้าของความรู้ (Subject) ตัวผู้ศึกษาหรือผู้แสวงหาความรู้ที่มีจิตเป็นผู้รับรู้
๒.สิ่งที่ถูกรู้ (Object) สภาพทางกายภาพของพุกามหรือสิ่งต่าง ๆ เช่น โบราณสถาน เจดีย์นับพันองค์ สภาพภูมิศาสตร์ ดินร่วนปนทรายและแม่น้ำอิรวดี
๓.เนื้อหาความรู้ (Content) บริบททางสังคม วิถีเกษตรกรรม ชลประทาน สภาพอากาศ และแรงจูงใจทางศรัทธาในการสร้างศาสนสถาน
๓.๓ วิธีการแสวงหาความรู้ (Methodology of Inquiry) ผู้เขียนได้ประยุกต์ใช้ ทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์" โดยถือหลักว่า ความรู้ที่เที่ยงตรงต้องเกิดจากประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ
บันทึกเชิงประจักษ์ : การเดินทางสู่ดินแดนแห่งเจดีย์หมื่นองค์
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๓๐ น. ผู้เขียนออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติมัณฑะเลย์และเดินทางถึงในเวลา ๑๒.๓๐ น หลังเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง คณะของผู้เขียนได้เดินทางต่อด้วยรถบัสไปยังเมืองพุกาม (Bagan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรพุกามโบราณ คิดเป็นระยะทาง ๑๘๒.๙ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมง ๒๕ นาที จนกระทั่งเข้าเช็กอิน ณ ที่พักเวลา ๒๑.๐๐ น.
ตลอดเส้นทางอันยาวนาน ประสาทสัมผัสของผู้เขียนบันทึกข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างทางกายภาพและวิถีชีวิตทางสังคมของเขตมัณฑเลย์ในตอนกลางของสหภาพเมียนมาร์ได้อย่างชัดเจน :
ภูมิทัศน์และวิถีเกษตรกรรม โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตมัณฑะเลย์ มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย สภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้งและเป็นป่าโปร่ง ทว่ากลับมีการจัดการบริการระบบชลประทานและคลองส่งน้ำ ที่มีประสิทธิภาพ เอื้อให้เกษตรกรสามารถทำนาข้าวขนาดใหญ่ได้ รวงข้าวสีทองที่เริ่มสุกสะท้อนว่าอัตลักษณ์สำคัญของเมียนมาคือสังคมเกษตรกรรมที่พึ่งพาตนเองด้วยพลังธรรมชาติ
สภาพแวดล้อมทางกายภาพและวิถีชนบท แม้สภาพพื้นดินในเขตพุกามจะแห้งแล้ง แต่ยังคงอุดมไปด้วยพืชพรรณไม้นานาพันธ์ ระบบชลประทานเลียบทุ่งนาช่วยผันน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน เมื่อยามย้ำค่ำมาถึงชุมชนรายทางยังคงปราศจากไฟฟ้าใช้ มีเพียงแสงไฟดวงเล็ก ๆ หน้าบ้านของชาวบ้านท่ามกลางบรรยายกาศที่มืดครึ้ม เมื่อเปรียบเทียบกับชนบทในประเทศไทย ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภค ทั้งน้ำประปา และไฟฟ้า ที่สะดวกสบายกว่าหลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเซียตะุวันออกเฉียงใต้
เส้นทางแม่น้ำอิรวดีและธรรมชาติบริสุทธิ์ ทางขวามือของการเดินทาง ผู้เขียนมองเห็นแม่น้ำอิรวดี(IrrawaddyRiver/ Ayeyanwady) ไหลผ่านเป็นสายยาว สัญญาณชี้ให้เห็นว่า รถบัสกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อเลี้ยวออกจากถนนสายหลักเข้าสู่ถนนชนบท สายลัดที่ยังไม่ได้ลาดยาง ทำให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ผู้คนดำเนินชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ริมทุ่งนา มีการปลูกต้นตาลเป็นทิวแถว ไร้สิ่งปรุงแต่งทางวัตถุ และปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากการพึ่งพาสุรา เพื่อดับความทุกข์ทางโลก
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อาณาจักรพุกามโบราณนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็คงอยู่ในสภาพของความเป็นรัฐนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงเสื่อมสลายไปตามกฎธรรมชาติ ดังนั้นอาณาจักรพุกามโบราณจึงเป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้น เราไม่ควรยึดติดกับการมีอยู่ของอาณาจักรพุกามโบราณแห่งนี้ แม้ว่าเราจะยอมรับความจริงของการดำรงอยู่ของอาณาจักรพุกามโบราณตามหลักอภิปรัชญาโดยปริยายก็ตาม อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนและมนุษย์ทุกคนเกิดมา โดยความไม่รู้ความเป็นจริงของอาณาจักรพุกามโบราณ เพราะมนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในร่างกายที่มีข้อจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอดีต เช่น การเกิดขึ้นของอาณาจักรพุกามโบราณ หรือเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกลหรือเหตุการณ์ที่ผู้เขียนไม่เห็นว่าเกิดขึ้น เป็นต้น ดังนี้ กล่าวคือ

ต้นกำเนิดของความรู้มนุษย์ โดยทั่วไป ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เช่น ศาสนาพราหมณ์ พระพุทธศาสนาและปรัชญาคือความรู้ของมนุษย์ ปัญหาว่ามนุษย์เป็นเจ้าของความรู้ได้อย่างไรหรือมนุษย์เป็นต้นกำเนิดความรู้ได้อย่างไร เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงเรื่องมนุษย์เจ้าของความรู้ด้านปรัชญาและพระพุทธศาสนาแล้ว ผู้เขียนมิได้เชื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ทันที ผู้เขียนสงสัยไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานของเรื่องนี้ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ความรู้ของมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากไหน ? เมื่อศึกษาประเด็นนี้จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนพบความจริงว่า แต่เดิมชาวอนุทวีปอินเดียเชื่อว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง รัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะได้บัญญัติกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน ซึ่งนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีสภาพบังคับสำหรับพลเมืองให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ทำให้ประชาชนไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาของจัณฑาล ที่พวกเขาถูกพระพรหมลงโทษ โดยพระองค์ทรงสั่งให้สังคมขับไล่พวกเขา ออกจากบ้านเรือนไปตลอดชีวิต เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยถึงการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร เนื่องจากพระองค์ทรงไม่สามารถสื่อสารกับพระพรหมผ่านพิธีบูชายัญได้ กฎหมายวรรณะกำหนดเงือนไขห้ามบุคคลจากวรรณะอื่นมิใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญขอพรเทพเจ้าได้ เจ้าชายสิทธัตถะประสูติวรรณะกษัตริย์มิใช่พราหมณ์ พระองค์จึงทรงไม่สามารถทำพิธีบูชายัญได้
การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้าทำให้รู้ว่า มนุษย์ไม่ได้ถูกพระพรหมสร้างขึ้นมาจากร่างกายของพระองค์อย่างใด แต่พระองค์ทรงมีดวงตาทิพย์เห็นวิญญาณของมนุษย์ที่ตายแล้ว ออกจากร่างกายไปเกิดใภพภูมิอื่นต่อไป ชีวิตมนุษย์เกิดจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ ปัจจัยทั้งสองนี้ มีส่วนทำให้เกิดการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเพราะธรรมชาติของมนุษย์มีอายตนะภายในร่างกาย ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสิ่งแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบตัวมนุษย์ อาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคมของมนุษย์ที่เกิดขึ้น เช่น ชุมชนการเมืองของอาณาจักรพุกามโบราณที่เกิดขึ้น เป็นต้น เมื่อมนุษย์ได้รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตใจของมนุษย์ก็จะยอมรับเรื่องราวเหล่านั้นมาสั่งสมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ แต่ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ที่จะคิดจากหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เพื่อหาเหตุผลมาพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น หากผลการวิเคราะห์หลักฐานยังไม่ชัดเจน เพราะมนุษย์มักมีอคติต่อกันและมักมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกายของตนเอง ทำให้นักปรัชญาเกิดความสงสัยในข้อเท็จจริงและอยากแสวงหาความรู้ในเรื่องนั้นเพิ่มเติม ก็จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานในเรื่องนั้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ ก็จะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อมนุษย์รับรู้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของแผ่นดินไหว หรือ ภูเขาไฟระเบิดแล้ว จิตใจของมนุษย์ก็จะเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์แผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิด มาสั่งสมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจของตนแล้ว ก็จะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานที่มีอยู่ในจิตใจนั้น เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดนั้น แต่หลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ที่จะหาเหตุผลมา อธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิด ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้น แล้วคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเสื่อมลงไปจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์เกิดมาโดยขาด จึงไม่สามารถอธิบายความจริงของสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นต้น
ดังนั้น ในการศึกษาปัญหาความจริงของอาณาจักรพุกามโบราณนั้น เป็นปัญหาทางอภิปรัชญาที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์โดยตรง และ นักประวัติศาสตร์จะยอมรับความจริงเกี่ยวกับอาณาจักรพุกามโบราณโดยปริยายก็ตาม อย่างไรก็ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อได้ยินความเห็นที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากตำราเรียนหรือความเห็นของครูบาอาจารย์ อย่าเชื่อว่าเป็นความจริง เราควรสงสัยไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ก็นำมาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐาน เพื่อหาเหตุผล มาอธิบายความจริงของคำตอบเกี่ยวกับอาณาจักรพุกามโบราณ หากไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ความจริง การรับฟังหลักฐานเพียงคนเดียวว่าเป็นความจริงนั้น มักจะขาดความน่าเชื่อเพราะ มนุษย์มีจำกัดของอายตนะภายในร่างกายของมนุษย์ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกล ไม่เห็นเหตุการณ์ในเรื่องนั้น หรือให้ข้อเท็จจริงด้วยอคติต่อผู้อื่น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง เพื่อป้องกันการโต้เถียงว่าข้อเท็จจริงจริงหรือเท็จ เพื่อตัดสินข้อเท็จจริงด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง บริสุทธิ์และยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาในความน่าเชื่อของหลักฐานซึ่ง ก็คือ พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในเรื่องนี้หรือไม่ ? นักปรัชญาแก้ปัญหาโดยกำหนดทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์ที่มาความรู้ของมนุษย์ในเรื่องราว หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ ที่มนุษย์ต้องเผชิญโดยตรงหรืออ้อมไมjว่าจะเป็นจริงหรือเท็จตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อผู้ฟังได้ยินข้อเท็จจริงใด ๆ ไม่ควรเชื่อทันที ควรสงสัยไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผล มาพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้นอย่างสมเหตสมผล
แต่ในการเขียนบทความนี้ ผู้เขียนได้ใช้ทฤษฏีความรู้เชิงประจักษ์มีแนวคิดว่า"ความรู้ที่แท้จริงจะต้องรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์เท่านั้นจึงจะถือเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น" ตามทฤษฎีความรู้ข้างต้น ผู้เขียนตีความว่าบ่อเกิดความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับความจริงของชีวิตนั้น ต้องเป็นผู้มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมในจิตใจเท่านั้น นักปรัชญาเห็นว่าบุุคคลนั้นจึงจะเป็นประจักษ์พยานที่จะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ ความรู้ของผู้เขียนที่ใช้ในการเขียนบทความเกียวกับปัญหาญาณวิทยาของอาณาจักรพุกามโบราณ ไว้อย่างชัดเจน และน่าเชื่อถือได้ คือ ความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมไว้ในจิตใจของตน กล่าวคือเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเดินทางไปในเมืองพุกามโบราณ ทำให้จิตใจของผู้เขียนใช้อายตนะภายในเชื่อมโยงกับโบราณสถาน ที่มีการสร้างเจดีย์หลายพันองค์ทั่วเมืองพุกามโบราณ และสั่งสมอารมณ์ของเจดีย์เป็นหลักฐานในจิตใจ และนำหลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผล มาพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคำตอบว่าเป็นเจดีย์ในพระพุทธศาสนา แต่องค์ประกอบของโครงสร้างของความรู้ยังไม่สมบูรณ์จึงไม่สามารถอธิบายเรื่องจริงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะแรงจูงใจในสร้างรัฐโบราณล้วนน่าศึกษาหาความจริงทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปในวัฏจักร ที่ไม่สิ้นสุดนี้ทำให้ผู้เขียนสงสัยในสิ่งเห็นได้
๓.๔ ความสมเหตุสมผลของความรู้ การตระหนักรู้ว่า ภาพถ่าย วีดีโอหรือบันทึกของนักท่องเที่ยว ยังขาดองค์ประกอบสำคัญ เช่น สภาพของอุณหภูมิ กลิ่น อากาศหรือจิตวิญญาณ แห่งศรัทธาของผู้คนยุคนั้นในการสร้างโบราณสถานนี้ การสรุปความจริง จึงต้องใช้ การอนุมานเชิงเหตุผล นำหลักฐานปฐมภูมิ (เจดีย์ จารึก ชลประทาน)มาเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ เพื่ออธิบายว่าอาณาจักรพุกามไม่ได้เป็นเพียงตำราเล่าข่าน แต่เคยมีโครงสร้างสังคม สถาบันการเมืองและเศรษฐกิจอยู่จริงในระดับสมมติสัจจะ
สรุป
การตอบคำถามที่ว่า "เรารู้ได้อย่างไรว่ารัฐพุกามโบราณเคยมีอยู่จริง" ในทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิและประจักษ์นิยม คือการไม่หยุดอยู่เพียงการ "ฟังตามกันมา" หรือเชื่อตามสื่อดิจิทัล แต่เป็นการใช้ข้อสงสัย เชิงปรัชญานำทางไปสู่การแสวงหาหลักฐานเชิงประจักษ์ ผ่านผัสสะและการลงพื้นที่จริง
แม้ในทางประมัตถ์ อาณาจักรพุกามจะตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปตามธรรมดา แต่ในระดับสมมติสัจจะ พยานวัตถุ โครงสร้าง ชลประทาน และเจดีย์ที่ยังคงปรากฏให้สัมผัสได้ในปัจจุบัน เป็นหลักฐานยืนยันอย่างสมเหตุสมผลว่า รัฐพุกามโบราณเคย ดำรงอยู่จริงในประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างแน่นอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น